Hello world!

Welcome to WordPress.com. This is your first post. Edit or delete it and start blogging!

Advertisements
โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

หลงเหลือไว้…พฤษภา 53

 
จำไม่ได้ว่าอ่านเจอที่ไหน  แต่มีคนที่เริ่มเกริ่นถึงลัทธิ McCarthyism ว่าจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นหลังจากนี้  ผมค่อนข้างเชื่อเช่นนั้น  
 
ผมเศร้าใจมากกับความพินาศที่เกิดขึ้น แน่นอน เราต้องกล่าวโทษคนที่ลงมือและบงการไม่ว่าจะเป็นใครหน้าไหน ไม่ว่าจะมี sympathy ด้วยหรือไม่ สิ่งนี้ก็ไม่ถูกต้อง   ในอีกด้านหนึ่งกับฝ่ายที่ไม่ได้ลงมือ หากโลกนี้ยังหาความร่มเย็นหลงเหลืออยู่บ้าง ผมหวังว่าสัก 50% ของพวกสายเหยี่ยว (ของทุกสี) หรือ 50% ของพวกที่คะนองปากชอบด่าว่าคนอื่นไม่ใช่คน เป็นควาย เป็นสัตว์นรก นั้น  อาจจะหยุดคิดได้บ้างว่า คำด่าของคุณนั่นแหละที่อาจเป็นส่วนหนึ่งให้คนที่ถูกด่าเขาไม่เหลือความอาวรณ์ใดๆ ใน moment ที่จะทำลายล้าง (ด่ากูว่าเลวนักใช่มั้ย…ได้) และนั่นเป็นผลเสียโดยรวมของทั้งสังคม
 
ในเรื่องนี้คงมีความประมาทรวมอยู่ด้วย คิดเพียงว่า "อย่างพวกมัน ไม่ได้มารู้เห็นสิ่งที่เราก่นด่าใน FB หรอก" ที่ว่าประมาทเพราะคนจำนวนหนึ่งมีมโนภาพต่อชนบทในแบบหยุดนิ่งตามที่ปรากฏในแบบเรียนชั้นประถม ค่ายอาสาแบบโรแมนติก หรือนิยายประโลมโลกย์อย่างความสุขของกะทิ   แต่ในความเป็นจริง คนที่คุณด่าๆ นั้นเขารับรู้และคงเจ็บแค้น
 
ผมได้ยืนยันมาตลอดว่า กระแส "ขาวเนียน-แอ๊บอหิงสา-สันติ (ลุนเผ่) วิธี" นั้น ไม่ได้เริ่มจากใจที่เป็นธรรม คนแสดงออกอาจไม่รู้ตัว แต่อีกฝ่ายเขาสัมผัสได้  หรือการพูดถึงการแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมแบบสักแต่ว่าโยนเศษกระดูกให้นั้น ผู้รับเขาสัมผัสได้เช่นกัน  …และวันนี้ มันมีส่วนต่อการทำลายล้างสังคมขึ้นมาจริงๆ
 
สถานการณ์แบบนี้ แม้ชนชั้นกลางจำนวนมากจะโศกเศร้า  แต่เชื่อว่า พวกที่คิดเป็น/ตาสว่างแล้วอยู่ในสภาพที่หดหู่ยิ่งกว่า อาจจะมากกว่าคุณสุทธิเกียรติ์ด้วยซ้ำ   ความเสียหายครั้งนี้ถ้าจะกระทบความรู้สึกใครมากที่สุดคงเป็นพวกขบวนการตาสว่างนั่นเอง  ภาวะที่คุณเข้าใจว่าทำไมสิ่งนั้นจึงเกิด แต่ก็ไม่พอใจภาพที่มันเกิด มันยากจะบรรยายให้ใครฟัง
 
พูดง่ายๆ ว่า แค่ไอ้ส่วนที่คุณเข้าใจนั้นจะบรรยายออกมาให้คนอื่นเข้าใจก็ยากแล้ว ยังมาเจอกับส่วนของความรู้สึกในใจคุณเองที่ขัดแย้งกับไอ้ส่วนที่คุณเข้าใจอีก….โกลาหล
 
Anyway, เหตุการณ์ พฤษภา 53  โดยส่วนตัว ผมได้ข้อคิดดังนี้
 
1. ประเด็น War Guilt clause เป็นบทเรียนของประชาคมโลกหรือไม่? ไม่ทราบ  แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ที่ประเทศไทย   เหตุนี้กระมังจึงมีคนโพสต์ใน FB ว่า "…นี่คือผลลัพธ์ของลัทธิอุบาทว์ที่เลวร้ายที่สุดในศตวรรษที่ 21 รองจากนาซีเยอรมัน…"
 
2. อ.ธงชัยบอกว่า "…ชุมชนเฟซบุคไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นยัปปี้และพวก"สน็อบ"(snobs)…" นั่นคือคำตอบว่า ทำไมบางคนสำลักถ้อยคำในข่าย Fascism, Racism, และ Romantic Nationalism ที่มีอย่างท่วมท้น (แต่อาจารย์ครับ พวกที่ไม่ซึนเดเระยังพอหลงเหลืออยู่ครับ) 
 
3. "ข้อดีประการเดียวของความขัดแย้งในครั้งนี้คือ การได้เปิดเปลือยให้เห็นถึงจิตใจของคนรู้จักหลายคน มันทำให้เราร่นระยะทางและเวลาในการคบหา ให้ไม่ต้องมาพบประจักษ์ในวันท้ายๆ ของชีวิตว่า ลึกลงไปในจิตใจพวกเขานั้นได้ซ่อนความเกลียดชังและโหดเหี้ยมไว้ลึกหนาเพียงใด" …มาจาก FB ไม่ทราบว่าใครเขียน แต่ถ้อยคำมันสรุปไว้จนไม่ต้องเติมอะไร
 
4. "กระชับวงล้อมบิดาท่าน ยิงลงพื้นมารดาท่าน" …555 จาก FB อีกเช่นกัน  อ่านแล้วชอบมากๆ บ่งบอกว่า ยังมีคนอ่านนิยายกำลังภายในที่เป็นความหวังได้
 
5. ท่านกลางความมืดมิดนี้ ผมได้ใช้ web proxy เป็นหนแรก  (หวนนึกถึงการรู้จักประชาไทครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 กันยา)  และในเวลาเดียวกัน ได้เห็นผู้ที่แสดงตนว่าพอจะเป็นความหวังให้ฝ่าย Liberal/Progressive ในสังคมนี้ได้ ทั้งเชื้อเจ้าบางคน นักธุรกิจ ผู้กำกับหนัง นักวิจารณ์ นักวิชาการส่วนน้อย (เพื่อนผมเรียกว่าพวกนักวิชากู) คอลัมนิสต์ ไล่ไปจนถึงคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมที่มีคนอุตส่าห์ไปสัมภาษณ์มา (แต่หาอ่านยากหน่อยนะ)
 
6. จนถึงวัยนี้ ผมคงเป็นคนท้ายๆ ในรุ่นที่ยังอ่านการ์ตูนอยู่  คืนนี้ ผมอดไม่ได้ที่ต้องนึกถึงการ์ตูน 20th Century Boys  อดไม่ได้จริงๆ (ตอนนี้ขอมองมันในฐานะวรรณกรรมแทน) ต้องขึ้นไปบนห้องสมุดการ์ตูนแล้วหยิบมาพลิกๆ เปิดดู  เทียบกับสังคมไทย ไหนจะ "เพื่อน", เพื่อนแลนด์ – เพื่อนเวิลด์, ขบวนการเคนจิ, พวกกลุ่มนักวาดการ์ตูน, การโกหกครั้งใหญ่ ฯลฯ  …เราทนอ่านเพราะอยากรู้ว่า "เพื่อน" แค้นอะไรนักหนา ซึ่งท้ายที่สุดมันช่างเป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากๆ โอ้โห! เหมือนกันไม่มีผิด (จริงสิ ในเรื่องมีคำว่าขบวนการก่อการร้ายด้วยนะ…บังเอิญ !?) แต่จะโดยบังเอิญหรือไรก็ตาม วันนี้ ยืนยันแล้วว่าบทบาทของ "เพื่อน" สามารถดำเนินไปได้ในโลกของความเป็นจริง
 
(ข้อความจาก FB ทั้งหมดเอามาจากมติชนสุดสัปดาห์  มีคอลัมน์หนึ่งที่รวบรวมเอาไว้ ขอขอบคุณ)
 
คิดได้แล้วก็อยู่เงียบๆ ต่อไป เหมือนใครหลายๆ คน……….ตามเคย
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ฟ่ำแจ้ง-ห้างอี๋ / ผมเปีย

 
อดบ่นไม่ได้จริง  แม้จะต้องบ่นแล้วฟังเองคนเดียวก็ตาม
 
เพราะอ่านที่อ.สมศักดิ์ post หัวข้อ "สถานการณ์ในขณะนี้ พิสูจน์ว่า สังคมไทยและการเมืองมีความซับซ้อนมากขึ้น ไม่สามารถคิดเชิงยุทธวิธีแบบเดิมๆได้อีก ที่สำคัญ การยึดราชประสงค์-ไม่เจรจา เป็นความผิดพลาดใหญ่" แล้วมันสะท้อนใจ
 
สมดังที่อาจารย์แกเคยวิจารณ์ไว้ว่า "Great mass, bad leadership"
 
นี่เป็นความเคลื่อนไหวที่กัลยาณมิตรจำนวนมากพยายามเสนอทิศทางการขับเคลื่อนให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งล้วนใช้ช่องทางสื่อสารที่คิดว่าถึงหูแกนนำแน่ๆ    แต่ไปๆ มาๆ เหมือนจะกลายเป็นความสัมพันธ์แบบ ฟ่ำแจ้ง-ห้างอี๋ (เสี้ยงหยี่) ในไซฮั่น ที่ฟ่ำแจ้งปวดหัวแล้วปวดหัวเล่า   ผมดูอยู่ห่างๆ ยังคิดว่า เวลาแกนนำประชุมกันนี่เล่าปังหัวร่อตลอดแน่ๆ ขับเคลื่อนแต่ละทีเข้าทางเล่าปังทั้งนั้น
 
ในแง่ประวัติศาสตร์อิงนิยายกำลังภายใน มีการเปรียบเทียบที่สำคัญระหว่างการยึดครองตงง้วนโดยพวกมองโกลเทียบกับพวกแมนจู  ซึ่งถ้าไม่ไปหลงกับประเด็นที่พิรี้พิไร เช่น หาศพฉงเจินมาบูชา ตัวเอ๋อกุนเชิญองค์หญิงฉางผิงกลับเข้าวังเพื่อจัดสยุมพรให้  ฯลฯ  จะทราบว่าประเด็นสำคัญจริงๆ อยู่ที่ผมเปียครับ !!!  ลองพิจารณาดูไม่ว่าพรรคฟ้าดิน เจ็ดจอมยุทธ์เจียงหนานศิษย์แม่ชีแขนเดียว หรือไล่ไปจนถึงพรรคดอกไม้แดง สมาชิกของทุกกลุ่มที่เอ่ยมามันถักเปียกันหมดไม่เว้นหน้าเลย  แล้วท้ายสุดชนะเขาได้มั้ยล่ะ?
 
ราชวงศ์หยวนครองตงง้วนได้กี่ปีเชียว คิดแต่ว่ากำลังเหนือกว่ามันจะ sustain ได้อย่างไร?
 
ดังนั้น ควรเลิกบ้าพลัง เริ่มหัดถักผมเปียได้แล้ว !!!
 
อนึ่ง พวกชาวฟ้าเดียวกันนิยมศัพท์คำว่า "ภาษาเทพ"  และในโอกาสที่ต้องบ่นคนเดียวแบบนี้ ขอบ่นเป็นภาษาเทพละกัน
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

“คนแปลกหน้า” ที่มีคนแปลกหน้ามาคอยโอบอุ้ม

 
หลังจากเริ่มใช้ Faccebook มาได้ไม่นาน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่เริ่มมีความรู้สึกเหมือน deja vu กับสมัย Hi5 คือ "ไม่น่าสมัครเลยกู!!!" 
 
เหตุผลประการสำคัญ คือ มันคงเหมาะกับคนที่มีเวลามากจริงๆ เพื่อเข้าไปคอยดูรูป ดูสเตตัส ตอบโต้กัน แล้วก็ซอกแซ่กไปหาว่าใครเป็นเพื่อนใคร มีรูปอะไรเก๋ๆ ต้องก็ชมกันบ้างตามแต่โอกาสจะอำนวย  ซึ่งจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยทำสิ่งเหล่านั้นจริงๆ จังๆ เลย  เหมือนมันต้องใช้ความพยายามมากๆ และใช้เวลามากๆ ในการ in trend แบบนั้น
 
เหตุผลระดับรองลงไป คือ เหมือนเข้าไปแล้วกำลังตกอยู่ในวงลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง version online ….อันนี้ไม่น่าจะต้องบรรยาย
 
ที่จริงผมไม่เคยคิดจะสมัคร Facebook  แต่เหตุที่เริ่มใช้เพราะเมื่อต้นปีนัดเจอเพื่อนๆ  เพื่อนต่างบอกว่า รูปที่ถ่ายๆ กันนั้นให้เอาไปแลกเปลี่ยนใน Facebook แล้วกัน  ผมจึงยอมสมัครเพราะจะได้ไปดูรูปวันที่นัดเจอนั้นที่อยู่ในกล้องของคนอื่นๆ และแชร์รูปในกล้องผมไปด้วย เรื่องการหาเครือข่ายเพิ่มไม่เคยเป็นเป้าหมายเลย    มองจากมุมนี้ Facebook สำหรับผมไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าสภาพการณ์หลังงานวันกีฬาสีสมัยเรียนสามเสน นั่นคือ วันจันทร์ถัดมาทุกคนจะอัดรูปมาเป็นเล่มๆ แล้วก็มาเวียนกันดูในห้อง มีการเขียนกระดาษสอดเข้าไปว่า ขอสั่งอัดรูปไหนจากกล้องใครบ้าง (เด็กรุ่นน้องๆ ผมมันคงกุมขมับว่า เคยมีวิธี primitive ขนาดนี้ด้วยเหรอ?)  ด้วยวิธีคิดนี้จึงไม่เคยใช้ FB เต็มศักยภาพของมันเท่าไร  อ้อ มีอีกนิดคือใช้บ่นๆ อะไรบ้าง แต่ถ้าเขียนยาวๆ มาเขียน blog ดีกว่า
  
แต่โชคดีของผมกับ FB คือ ความถูกจังหวะในการเป็นสมาชิก  ซึ่งช่วยผมไว้อย่างมากเมื่อเกิดการ block เว็บประชาไท  ผมสามารถเข้าไป save link ของ Prachatai facebook แทน และเก็บไว้ใน account ได้ ทำให้ไม่พลาดความเคลื่อนไหวในประชาไทที่ติดตามอ่านทุกวัน รวมถึงการร่วมแสดงความเห็นจะต้องเป็นสมาชิกก่อน
 
อย่างไรก็ตาม ปรากฏารณ์หนึ่งที่พบเห็นจากการสังวาสของ FB กับการเมืองไทยขณะนี้ คือ คนที่คิดต่าง คิดนอกกรอบ และโน้มเอียงไปทางเสื้อแดงนั้น  ล้วนแต่เข้าไปบ่นๆ กับเยอะมากเรื่องความอีดอัดเมื่อ online community ของตนได้กลายเป็น The Killing Field
 
ตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ blog ของ nanoguy ที่บอกเล่าความอึดอัดของเขาไว้ที่ http://nanoguy.exteen.com/20100412/entry  และต่อมา มะเดี่ยว-ชูเกียรติ ได้ตอบคำถามของ nanoguy ผ่านทาง blog ของเขาเอง  มติชนนำคำตอบของมะเดี่ยวมาช่วยเผยแพร่ต่อที่ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1271232137&grpid=01&catid=
 
คำตอบของมะเดี่ยวมีใจความที่สมบูรณ์ในตัวเองพอสมควร  ผมคิดว่าใครๆ ที่อยู่ในภาวะเดียวกับ nanoguy อ่านแล้วคงอบอุ่นใจขึ้นบ้างกับคำตอบนี้
 
แต่ข้อสังเกตประการหนึ่งที่ผมพอใจ คือ ทุกคนที่มาบ่นตามเว็บบอร์ดหรือ blog หรือ FB ว่า อึดอัดกับภาวะตกอยู่ในวงล้อมลูกเสือชาวบ้านแบบนี้  จะปรากฏความเห็นตามมาในเชิงให้กำลังใจ เห็นอกเห็นใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิธีรับมือ ฯลฯ เสมอ
 
เหมือนกับว่า เมื่อความโหดร้ายในโลกของความเป็นจริงผลักไสเราให้กลายเป็นคนแปลกหน้าในแวดวงที่เราคุ้นเคย  แต่อีกด้านหนึ่ง กลับมีคนแปลกหน้าจำนวนมากที่ไม่รู้จักกันในโลกของความเป็นจริงเข้ามาคอยโอบอุ้มความรู้สึกของเราแทน …เพราะต่างคนต่างกลายเป็นขบถในโลกเดิมของตนเอง
 
Sympathy นี้ ผมเห็นว่าจะเป็นพลังที่สำคัญมากๆ ในอนาคต และกลายเป็นการค้นพบข้อดีอีกข้อของ FB คือคุณไม่ต้องติดแหง็กอยู่ภายในโลกทางกายภาพเท่านั้น
 
ขอให้คิดว่านี่เป็นโชคดีแล้วกันครับ เพราะการได้สัมผัสคนทั้งสองแบบในโลกกายภาพและโลก online (แม้จะไม่อยากสัมผัสในบางด้าน แต่มันเลือกไม่ได้)  เทียบกับหลายคนที่โลกจริงๆ รอบข้างมีแต่พวกเห็นคนเป็นควายและในโลก online ก็เจอแต่เพื่อนที่เห็นคนเป็นควายอีก ชีวิตมันคงมีได้อยู่แค่นั้น
 
จบท้าย ขอเลือกใช้วิธี quote เอาละกัน
 
มีสมาชิกฟ้าเดียวกันคนหนึ่งไปโพสต์ไว้ว่า "คนที่จะเลือกทำอะไรที่แตกต่าง ต้องมีความอดทนและเด็ดเดี่ยว" ข้อความนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไร   ส่วนประเด็นเรื่องความขลาดเขลา การยอมเป็นคนลอดหว่างขาคนแบบฮั่นสินบ้าง ถือว่าไม่เลวเลยในบางรูปการณ์
 
"สำหรับชนชั้นกลางหรือ "คนในเมือง" ของสังคมไทยนั้น พวกเขามีความคิดใกล้เคียงกับกลุ่มชนชั้นสูง เกลียดการเปลี่ยนแปลง ดูถูกชนชั้นล่าง ไม่ชอบความวุ่นวาย  แม้จะมีข้อดีว่าอยากเห็นความเป็นธรรม แต่ก็ต้องเป็นความเป็นธรรมในแบบฉบับของพวกเขา" – สุรชาติ บำรุงสุข
 
"ธรรมชาติของความหวาดระแวง คือ มันจะมองหาวัตถุเป้าหมายของตัวมันเอง (object of paranoid) จนอาจกลายเป็นการสร้าง "ปีศาจ" (objectification on projection) ของความหวาดระแวงขึ้นมาเองได้" – เกษียร เตชะพีระ
 
…สำหรับผม ถ้าคนในชาติจะต้อง "เข้าใจกัน" แล้วละก็  ขอเลือกเข้าใจแบบ Post-Structuralism ดีกว่าเข้าใจแบบ Romanticism ครับ
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อนุพันธ์, ตัวแปรสุ่ม, ความยืดหยุ่น, และสงครามฉู่-ฮั่น

 
มันจะอะไรกันนักหนา คนระดับอ.สมศักดิ์เตือนแล้วก็ยังไม่ฟัง  แต่จะไปบ่นกับใคร บ่นคนเดียวได้แค่นั้น
 
1. ตอนนี้เลยจุด f'(x) = 0 ไปแล้ว
 
2. ต่อจากข้อ 1. คือเลยจุด f”(x) < 0 ด้วย
 
3. การมองว่า การขับเคลื่อนที่ผ่านมาเหมือนตัวแปรสุ่มใน Chi-square distributon นั้นผิด  จริงๆ มัน Normal Distribution ต่างหาก
 
4. Pop เริ่มเข้าสู่กรณีเส้น LM มี elasticity ต่ำ  โอกาสเกิด Crowding out effect สูงอย่างยิ่ง
 
5. เหลือง กับ ชมพู เหมือน p.d.f กับ m.g.f  อย่าคิดว่าขวาไม่ขยับ
 
6. ศึกเมืองแพเสีย เล่าปังแพ้ฌ้อปาอ๋องยังไง เอามาเป็นอุทาหรณ์
 
7. เผาอาป๋งจง ฆ่าทหารจิ๋นยี่สิบหมื่น ผลเป็นอย่างไร เอามาเป็นอุทาหรณ์
 
เฮ้อ….ระยะเวลาระหว่างปี 1848 – 1917  มันช่างยาวนานแท้หนอ
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ที่ดีที่สุด คือ หยุดดัดจริต

 
 
ผมติดตามดูท่าทีของเหล่าชนชั้นกลางบน MSN และ FB ด้วยความรู้สึกที่พูดยาก (เพราะมันก็เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งนั้น)
 
ตั้งแต่ก่อนชุมนุม จะมีท่าทีประเภท สันติวิธี-ไม่เอาความรุนแรง เป็น theme หลัก   จนคำ ผกา เอาไปล้อแล้วว่า "สันติวิธีเหมือนถุงผ้า ใครๆ ก็ถือได้"
 
(อาการบ้าถุงผ้าอยู่พักหนึ่งคงดูดัดจริตในสายตาคำ ผาก ในเมื่อวิถีชีวิตอื่นๆ ของผู้มีอันจะกินไม่ได้ถูกปรับให้สอดคล้องกัน  ส่วนคนที่มีอันจะกินน้อยหน่อย จำเป็นต้องอาศัยขนส่งสาธารณะ วิถีชีวิตของพวกเขามีส่วนในการผลิตขยะและมลพิษน้อยกว่ากันโดยเปรียบเทียบอยู่แล้ว แค่เรื่องการบริโภคเชื้อเพลิงก็เห็นชัดๆ)
 
ซึ่งหลายคนคงสังเกตเห็นท่าทีประเภท "ด่าแดง" หรืออาการแบบ "ไม่เอาความรุนแรง แต่อยากฆ่าแดงทั้งฝูง" "ฝนตกขี้หมูไหล แดงจัญไรมาพบกัน" อะไรเทือกนั้น   ซึ่ง พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์เรียกว่าพวก "ขาวเนียน-แอ๊บขาว"  ผมเองอยากเรียกว่า "แอ๊บอหิงสา" หรือ "สันติ (ลุนเผ่) วิธี" เพราะจริงๆ มันแอ๊บอาการ "ขวาพิฆาตซ้าย" ไว้ไม่เคยสำเร็จเลย
 
ส่วนสำคัญที่สุดของมุมมองแบบนี้ คือ อคติทางชนชั้นที่แอบแฝงอยู่ ซึ่งผมมองว่า ต่อให้ปากตะโกนสันติๆ แต่เบื้องหลังมี bias เช่นนี้ นั่นแหละคือความรุนแรงในตัวของมันเอง  รุนแรงชนิดที่ dehumanize ฝ่ายเสื้อแดงไปหมดและทุ่มอคติทุกอย่าง (ไม่เข้าใจปชต. – ขายเสียง – โดนจ้างมา – ทำลายความสงบ ฯลฯ) ใส่ลงไป  ซึ่งพลอยให้ปิดความรับรู้ทุกประการที่พึงมีต่อตัวเขา  ….การทุ่มอคติแบบนี้ใส่กบาลคนที่ต้องดิ้นรนในชีวิตมากกว่าชาวเมืองฟ้าอมร หากไม่เรียกว่าความรุนแรง ก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว
 
ต่อมาเมื่อมีการจุดประเด็นเรื่องไพร่และสงครามชนชั้น  นายกสุดหล่อรีบออกมาบอกว่า ประเทศมีความเหลื่อมล้ำจริง แต่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนะ  คนไทยรักกัน จุ๊บๆ
 
ผมเห็นท่าทีต่อต้านในหมู่คนชั้นกลาง (ค่อนไปทางสูงและมีอันจะกินอีกเช่นเคย) ซึ่งส่วนมากประณามว่า การจุดประเด็นไพร่-ชนชั้นนั้นไร้สาระ  เอามาสร้างความแตกแยก ฯลฯ
 
ทำให้หวนนึกถึงตอนพธม. ออกมาโดยมี "กลุ่มสตรีสูงศักดิ์" ออกมาหนุน  หรือไปไกลกว่านั้นสมัยที่นายกซึ่งได้ฉายาว่า "ผู้ดีรัตนโกสินทร์" บริหารประเทศ  คงไม่ต้องบอกถึงอาการโสมนัสของบรรดาชาวเมืองฟ้าอมรว่า ยินดี ปรีดา ปราโมทย์ กันขนาดไหน
 
logic ง่ายๆ ถือเป็น thought experiment คือ ลองมีมโนภาพเกี่ยวกับ "กลุ่มสตรีสูงศักดิ์-ผู้ดีรัตนโกสินทร์" ว่าเป็นอย่างไร? คนที่อยู่ภายใต้คำสองคำนี้ต้องมีคุณลักษณะอะไรบ้าง? (อาทิ คำนำหน้านามที่ไม่ปกติ เช่น หม่อม / นามสกุลที่ฟังดูมีเครือข่าย / การมีโอกาสปรากฏชื่อในคอลัมน์สังคมซุบซิบ / โภคทรัพย์ที่รู้แต่ว่ากินใช้ไม่หมดในชาตินี้ แต่ไม่ต้อง declare / มีโอกาสหารืออนาคตบ้านเมืองที่บ้านบักหัวเถิก / มีเครือข่ายทุนธนาคารเชิญไปนั่นเป็นประธานกรรมการ / ฯลฯ…สุดจะพรรณนา) จากนั้นขอให้ลองจินตนาการต่อ โดยนึกถึงคุณลักษณะที่ตรงกันข้าม   ถ้าคิดออกแล้ว นั่นแหละครับ คือ การยืนยันถึงการมีอยู่ของไพร่ !!!
 
พูดง่ายๆ คือ คำประเภท สตรีสูงศักดิ์ – ผู้ดีรัตนโกสินทร์ มีขึ้นมาเพื่อ differentiate คนบางคนออกจากสิ่งที่ตรงกันข้าม (คนหมู่มาก) อย่างไร   กระบวนการ differentiate เองคือเครืองยืนยันถึงการมีอยู่ (existence) ของสิ่งที่ตรงข้ามนั้น (คนหมู่มาก – คนที่ไม่ใช่ผู้ดี – คนที่ศักดิ์ต่ำ) อย่างดีที่สุด
 
เรื่องไพร่นี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ  ก่อนสังคมจะมานั่งถกเถียงกันในพ.ศ.นี้ว่า มันมีหรือไม่มี นั้น  เคยมีงานวิชาการออกมาประกาศก่อนหน้านี้แล้วว่า มีกระบวนการสร้างไพร่ในสังคมไทยจริงๆ
 
ผมกำลังพูดถึง หนังสือเรื่อง การเมืองของไพร่: จากวิกฤตของระบบทักษิณสู่การก่อรูปของระบบการเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ ของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (สนพ. openbooks, 2550) และบทความวิชาการของผู้เขียนเดียวกันเรื่อง "การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการทำให้พลเมืองกลายเป็นไพร่" ตีพิมพ์ในหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (สนพ. ฟ้าเดียวกัน, 2550)
 
ผมอ่านเอกสารที่เอ่ยมานั่นตั้งแต่ปี 2550 ดังนั้น  ผมเชื่อเรื่องไพร่ไปเสียแล้วก่อนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวในเดือนมี.ค. 2553 นี้ซะอีก  แต่เชื่อว่าฝ่ายพลังจาริตนิยม-อนุรักษ์นิยมคงไม่อยากอ่าน  ส่วนหนึ่งเพราะแนวโน้มอาการรับไม่ได้หรือไม่อยากรับรู้เรื่องความไม่เท่าเทียม-เหลือมล้ำทางสังคม (guilty?)  ขืนให้ไปฟังหรืออ่านงานอ.พิชญ์ที่แกสาธยายไว้ว่า กระบวนการสร้างไพร่นี้สุดแสนจะกดขี่ในเชิงการเมืองหนักหนาเพียงใด  พวกผู้ดีสูงศักดิ์คงอกแตกตาย  สู้อยู่ใน matrix ไปเรื่อยๆ เสพเรื่องเล่าทำนอง simplify ปัญหา – ประเภทเมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนา รู้รักสามัคคี ปกครองด้วยคนดี คุณธรรม-จริยธรรม …โอ๊ย เดี๋ยวบ้านเมืองมันก็ดีเองแหละ   
 
อ้อ อีกข้อหนึ่งคือ การอ่านงานวิเคราะห์สังคมเชิงลึกแบบของพิชญ์ มันไม่ย่อยง่ายเหมือนฟังศาสดาลิ้มแน่นอน!!!
 
ผมคิดว่า หลักฐานที่ยืนยันสมมติฐานของผมว่า ฝ่ายจารีตนิยม และชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง จะหลงใหลอยู่ใน matrix ของพวกเขาต่อไป คือ บทความของวสิษฐและกษิต (ของวสิษฐเรื่อง "กำลังจะเข้าตาจน" ของกษิต ขี้เกียจจำชื่อเรื่อง  ทั้งคู่ตีพิมพ์ในมติชนรายวันเมื่อวันอังคารที่ 23 มี.ค. 2553, หน้า 6) ซึ่งเนื้อหาสาระไม่มีอะไรเลย  แต่มีข้อความชวนสมเพชอย่างเช่น
 
– เมื่อผู้ชุมนุมถึงกรุงเทพฯ และชุมนุมได้ตามสิทธิไม่โดนทหารกีดขวาง ก็จะเข้าใจเองว่า สิ่งที่เรียกร้องนั้น รัฐบาลได้ทำให้อยู่แล้ว ก็จะเลิกไปเอง (กรณีของวสิษฐ)
 
– รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนคนไทยในทุกเรื่องอยู่แล้ว และสังคมไทยต้องเลือกระหว่างผู้นำที่แสนดีมีความตั้งใจคนปัจจุบัน กับผู้นำขี้ฉ้อคนเดิม (กรณีของกษิต)
 
อันแรก เขาเรียกร้องยุบสภานะครับ มีหน้ามาบอกว่ารัฐบาลให้สิ่งที่เรียกร้องอยู่แล้ว  ถ้าเปิดใจรับเหตุผลเบื้องหลังการเรียกร้องให้ยุบสภา คงไม่เขียนแบบนี้แน่   ส่วนอันหลัง คงอินกับเรื่องขงจื๊อมากไปหน่อย อินกับผู้ปกครองเปี่ยมคุณธรรม  จนลืมไปว่า หลักการของโลกสมัยใหม่เขาถือเรื่องสิทธิในการมีผู้แทน-เลือกผู้นำ ซึ่งเบียดบังกันไม่ได้ dominate กันไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ "กูจะเลือกคนดี (ในสายตากู) หรือเลว (ในสายตามึง) ก็เรื่องของกู  มึงรักไอ้หน้าหล่อมึงก็เลือกไป แล้วมาตัดสินกันที่ผลรวมแบบแฟร์ๆ ขอแค่นี้"
 
หลักการที่เป็นสากลขนาดนี้ หลักการที่เคารพดุลพินิจแบบปัจเจกขนาดนี้ ยังไม่เข้าใจ  ก็สมควรแล้วที่ใน webboard ฟ้าเดียวกันจะมีบางคนบอกว่า "อยู่ใน matrix ของพวกมึงต่อไปเหอะ"
 
ที่จริง ผมเองเชื่อว่าอภิสิทธิ์ต้องดื้อจนถึงที่สุด และในเมื่อเปลือกหอยยังแข็งแกร่ง พร้อมอุ้มชู  เสื้อแดงนั่นแหละที่จะฝ่อไปเองมากกว่า ซึ่งซือแป๋ผม หรือเกษียร ก็วิเคราะห์ไว้อย่างดีเยี่ยมว่า "ฝ่อแน่ๆ"  แต่ด้วยเหตุผลประกอบที่เข้าท่ากว่ากันเยอะ
 
ท้ายสุด อดคิดไม่ได้ว่า หากมันจะมีสงครามชนชั้นในดีกรีที่แรงกว่านี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะท่าทีดัดจริต อคติ และ ignore ของคนแบบวศิษฐและกษิตที่ปรากฏตาม MSN และ FB นี่แหละ ที่เป็นชนวนสำคัญ
 
ป.ล.
 
ระหว่างอาบน้ำและฟังจส. 100 จึงได้ตัวอย่างความดัดจริตมาอีกข้อ
 
หากจำได้ถึงข้อเขียนอันลือเลื่องบน FB ของกรณ์ – ขุนคลังขวัญใจ elite – ซึ่งแม้แต่คำ ผกา ยังเอาไปแขวะในคอลัมน์มาแล้ว   กรณ์บอกว่า เหตุที่สังคมไทยต้องมีคนมาสร้างความยุติธรรมให้โดยบังคับ เพราะสังคมไทยเอาแต่ "ห่วงทำมาหากิน" จนลืมคำนึงถึงความยุติธรรม
 
(อ่ะแฮ่ม….หากอ่านโดยตลอดจะทราบว่า ขุนคลังชื่นชมว่าความยุติธรรมจากคดียึดทรัพย์นั้นยุติธรรมยิ่ง แถมถ้าเป็นตัวเองจะยุติธรรมกว่านี้โดยยึดหมด   โดยไม่ใยดีสักนิดกับเสียงเรียกร้องว่า ยุติธรรมโดยบังคับ = ไม่ยุติธรรมนะครับ ยุติธรรมที่บงการได้ยังเรียกว่ายุติธรรม? หรือแม้แต่เหตุผลที่หนักแน่นอย่างแถลงการณ์กลุ่ม 5 อาจารย์ ซึ่งกรณ์คงไม่อ่านแน่นอน)
 
อีกด้านหนึ่ง มีคุณผู้หญิงโทรมาบ่นในจส. 100 ว่า พวกมาชุมนุมนี่ช่างไม่เข้าใจประชาธิปไตยเอาซะเลย และที่สำคัญ เธอกังขาว่า ไม่คิดถึงบ้านเหรอ ไม่ทำมาหากินแล้วเอาอะไรแ-ก (ซึ่งคงเป็นมุมมองร่วมของชนชั้นกลางอีกจำนวนมาก)
 
นี่แหละครับ ตัวอย่างความดัดจริต คือ พอเรื่องนึงบอกว่า "เอาแต่ทำมาหาแ-ก ไม่คำนึงถึงความยุติธรรม"   แต่กับการแสดงออกที่เขาเรียกร้องความยุติธรรมตามมุมมองของเขา กลับมองเหยียดหยามว่า "ทำไมมึงไม่ไปทำมาหาแ-ก"   ชนชั้นล่างคงงงว่าเอาไงกับตูวะ
 
แต่สรุปมันคือความใจแคบที่ชอบดัดจริตพูดออกมาด้วยคำสวยๆ งามๆ  เป็นความใจแคบที่คิดแต่ว่า  ถ้ามองความยุติธรรมต่างไปจากที่ขุนคลัง elite มอง แปลว่าผิด  มันคือความใจแคบที่คิดแต่กล่าวจะโทษ พอยาม passive บอก หาเงินจนไม่สนใจบ้านเมือง  พอแสดงออกว่า active สนใจบ้านเมืองก็ย้อนว่า กลับไปหาเงินสิ  ที่จริงแล้วไม่ได้มีความห่วงใยเรื่องการทำมาหากินใดๆ มีเพียงแค่อคติที่ว่า ต้องคิดให้เหมือน elite ผู้สูงส่งเท่านั้น  ถ้าคิดต่างก็จะโดนถามแบบนี้
 
ทั้งๆ ที่สำหรับชนชั้นล่างแล้วมันคือเรื่องเดียวกันทั้งหมด การออกมาประท้วงไม่ใช่การไม่สนใจทำมาหากิน แต่มันคือการเรียกร้องระบบการทำมาหากินที่ดีขึ้นและเคารพในความเป็นคนมากขึ้นในสายตาของเขา คงมีแต่ม้อบพธม. กระมังที่ชุมนุมยืดเยื้อได้โดยชนชั้นกลางไม่คอยถามว่า "ไม่ไปทำมาหาแ-กเหรอ?"
โพสท์ใน Uncategorized | 1 ความเห็น

เราอยู่ในอารมณ์ร่วมหลัง WW I ?

 
"ถ้าเราจงใจจะทำให้ยุโรปตอนกลางตกต่ำยากจน ข้าพเจ้าเชื่อว่าการแก้แค้นในอนาคตจะรุนแรงหาที่เปรียบไม่ได้"
 
จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์
 
(อ้างจาก  ปรีชา ทิวะหุต, วิกฤตการณ์เศรษฐกิจและเล่าเรื่องเศรษฐกิจแบบเคนส์, เชียงใหม่: มิ่งขวัญ, 2542, หน้า 57.)
 
ด้วยมีเหตุต้องบรรยาย-สอนในหัวข้อสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง  ผมจึงได้หวนกลับไปอ่านเอกสารที่เคยใช้เรียนและค้นคว้าเพิ่มเติมเพื่อจัดเตรียมคำบรรยาย
 
ประเด็นที่มีการถกเถียงมากทางประวัติศาสตร์ คือ "War-Guilt" Clause และ Treaty of Versailles  ซึ่งจนถึงยุคนี้ค่อนข้างจะมีความเห็นที่เป็นเอกฉันท์ทางวิชาการแล้วว่า ทั้งสองประเด็นนี้เป็นความผิดพลาดอันนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง
 
ในส่วนของความผิดในฐานะผู้ก่อสงคราม (War-Guilt)  นักเรียนประวัติศาสตร์สมัยนี้คงพูดถึงและวิเคราะห์บริบทที่หลากหลาย โดยเฉพาะเรื่องการจับขั้วแบ่งดุลอำนาจของประเทศในยุโรป ก่อน ค.ศ. 1914 มากกว่าจะบอกว่าเป็นผลของการมุ่งสู่สงครามของเยอรมันถ่ายเดียว และเป็นไปไม่ได้ที่จะมองประเทศอื่นๆ innocent ชนิดไม่มีคำว่า "สงคราม" อยู่ในหัวเลย
 
สำหรับสนธิสัญญาแวร์ซายส์นั้น ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับอีกเช่นกันว่า จงใจบีบคั้นผู้แพ้อย่างเกินสมควร  แม้ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (Great Depression) จะมีผลโดยอ้อมต่อการเกิดพรรคนาซีเยอรมัน  แต่ด้วยแรงกดดันจากสนธิสัญญาดังกล่าว ต่อให้เศรษฐกิจไม่ตกต่ำ  เยอรมันก็คงต้องโหยหาผู้ปลดปล่อยอยู่นั่นเอง …ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่บริบทเดียวกับโมเสส
 
หากจะมีบทเรียนจากประวัติศาสตร์ช่วงดังกล่าวบ้าง  ผมเห็นว่าบทเรียนนั้นคือสิ่งที่ยุโรปได้แสดงให้เห็นว่าสังคมมนุษย์ต้องผ่านความเกลียดชังไปให้ได้ และการอาศัยความเกลียดชังเป็นเหตุผลในการบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามให้ถึงที่สุดนั้น มีแต่จะต่อยอดความเกลียดชังให้มากขึ้น
 
ฝรั่งเศสรู้สึกเป็นอริกับเยอรมันมาตลอดตั้งแต่เยอรมันเริ่มรวมประเทศ และในสงครามโลกทั้งสองครั้ง ฝรั่งเศสก็เสียหายยับเยินในอันดับต้นๆ (มากกว่าที่ธุรกิจสื่อของลิ้ม เจิม และหยุ่น โดนบีบช่วงทักษิณเป็นนายกแน่นอน)  ดังนั้น ภาพปัจจุบันที่มีการรวมตัวกันเหนียวแน่นใน EU จึงมีความสำคัญมาก เพราะนั่นคือภาพของการก้าวพ้นความเกลียดชังและอยู๋กันด้วยเหตุผล (อย่างน้อยก็ในการแสดงออกหลักๆ)
 
นึกแล้วก็น่าสนใจ ถ้าเทียบความเหนียวแน่นของการรวมตัวในภูมิภาคแล้ว ยุโรปประสบความสำเร็จสุด  แต่ประเทศที่รับอิทธิพลของลัทธิอาณานิคมกลับยังเกลียดกันจนบัดนี้ เช่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้  (ในไทย อิทธิพลของแนวคิดอัตตาณานิคม (Auto-Colonialism) ปลูกฝังการดูถูกเพื่อนบ้านและชนชั้นล่างในสังคมอย่างรุนแรง)
 
ส่วนที่อ้างคำของเคนส์ข้างต้นนั้น ผมได้ไปอ่านพบว่าเคนส์ไม่เห็นด้วยกับการเรียกค่าปฏิกรรมสงครามอย่างสาหัสจากเยอรมัน  แม้เคนส์จะให้เหตุผลทางเศรษฐกิจว่าเงินเฟ้อจะรุนแรงและทำให้เศรษฐกิจนอกประเทศเยอรมันได้รับผลร้ายไปด้วย   แต่จากประโยคข้างต้นผมเชื่อว่า เคนส์ไม่ได้เพียงแต่คิดในแง่เศรษฐกิจเท่านั้น  แต่เขาเห็นว่าความแค้นจะสุมอกและนำไปสู๋การแก้แค้นที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น
 
ความคิดของเคนส์ไม่ได้รับการเหลียวแล ฝ่ายผู้ชนะที่ไม่หายแค้นยังคงบีบคั้นให้เยอรมันจนตรอกต่อไป ริบทุกอย่างชนิดจะไม่ให้โงหัวขึ้น   ความเกลียดชังทำให้ไม่มีใครเปิดใจฟัง กลายเป็นพวกใจบอด  เหตุผลที่ใช้ก็เป็นเหตุผลที่ต้องฟังด้วยใจบอดๆ ไปด้วย   ถ้าเอาใจที่เปิดกว้างหรือมีสติไปฟังฝ่ายใจบอด เชื่อเถอะว่าฝ่ายมีสติมันคงเสียสติแทน (อืม….คล้ายๆ กับภาวะเถียงกันไม่สิ้นสุดแถวนี้)
 
บทเรียนอีกข้อที่อาจจะได้จากเคนส์คือ การจะนำเสนอแนวคิดแบบหัวก้าวหน้าหรือที่ liberal มากขึ้นกว่าที่สังคม ณ ขณะนั้นๆ เป็นอยู่  ต้องใช้ความอดทนมากในการนำเสนอ (อ.วรเจตน์ ยังขอหยุดพูดไปพักหนึ่ง) เพราะมันเป็นการเสนอท่ามกลางคนในวงกว้างที่ใจบอดและเปี่ยมด้วยอคติ นี่เป็นเรื่องเหนื่อยล้าจริงๆ (เหนื่อยล้าจนโดยส่วนตัวผมเลือกที่จะบ่นกับตัวเองมากกว่าพยายามสนทนากับสังคมในเรื่องนี้….หลายๆ คนคงเป็นเหมือนกัน)
 
แต่ความจริงก็คือความจริง วันหนึ่งโลกได้รู้ว่าทั้งคำพยากรณ์และทฤษฎีของเคนส์นั้นถูกต้องและควรนำมาใช้ให้เร็วกว่านี้ 
 
กลับมาที่เมืองไทย  ทัศนะที่จะตามมาจากผลการพิพากษาคดียึดทรัพย์คงต้องทยอยอ่านตามสื่อกระแสรอง (อีกตามเคย)   ส่วนเรื่องที่ผมเล่ามาข้างต้นเพราะอยาก contribute บางอย่างจากประวัติศาสตร์บ้าง รวมทั้งให้เคนส์เป็นกำลังใจแก่ชาว liberal ทุกท่าน
 
…ราตรีสวัสดิ์…
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น