ไร้เดียงสา

 
ประชาไทลงข่าว นักวิชาการแถลง “ไม่รับร่างรธน.ฉบับทำลายการปฏิรูปการเมือง” หนึ่งในนั้นมีนิธิอยู่ด้วย
 
คงไม่มีใครเถียงว่า นิธิ มีอิทธิพลในแวดวงวิชาการสูงมาก ผมมีหนังสือของนิธิหลายเล่มในตู้หนังสือ  ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์งานหลายชิ้นของนิธิถือว่าไม่อ่านไม่ได้
 
ใน "การเมืองไทยสมัยพระนารายณ์" ของนิธิ  ผมประทับใจกับการวิเคราะห์ "เพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยา" ที่ทำไว้อย่างแหลมคมนัก
 
ในนิยายเรื่องสายโลหิตของ โสภาค สุวรรณ  มีฉากหนึ่งที่คุณย่านิ่ม ดูดวงเมืองตามตำรามหาทักษา จากนั้นด้วยความตกใจ คุณย่ารำพันเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาให้ดาวเรืองฟัง
 
ผมไปค้นได้ข้อมูลว่าเพลงยาวนี้พระเจ้าเสือแต่งขึ้นและสืบขานกันมาติดปากผู้คน  ถ้ายึดตามนิยายที่ว่า ก็เล่าขานกันมาจนรัชกาลพระเจ้าเอกทัศน์หรือรัชกาลสุดท้ายของอยุธยา  แต่ผมยังคงสงสัยว่า ทำไมพระมหากษัตริย์จะพยากรณ์ให้แผ่นดินตัวเองสูญสิ้นเช่นนั้น?
 
เมื่อนิธิโยงประเด็นต่างๆ ในเพลงยาวเข้ากับสถานการณ์ปลายรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ บทบาทการปลุกระดมของขุนหลวงสรศักดิ์ (พระเจ้าเสือ) จนจบลงด้วยการรัฐประหารกับปราบดาภิเษกของพระเพทราชา ผมจึงได้ดวงตาเห็นธรรมเสียทีว่า เพลงยาวนี้น่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในครั้งนั้นนั่นเอง  แต่ด้วยความที่เราผ่านการเสียกรุงครั้งที่สองมาแล้ว คนรุ่นหลังจึงเอาเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาไปโยงเข้ากับการเสียกรุงแบบหลุดจากบริบท (out of context)
 
ตอนที่เขียน blog นี้ ตัวผมและตู้หนังสือของผมถูกคั่นด้วยอ่าวเบงกอล ไม่สามารถกลับไปเปิดตู้หยิบหนังสือเล่มใดๆ ได้
 
แต่ผมจำไม่ผิดแน่นอน ในบทสรุปของการเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ นิธิกล่าวประมาณว่า ฝ่ายพระเพทราชาสามารถปลุกระดมคนได้อย่างกว้างขวางและโจมตีเรื่องอิทธิพลของฝรั่งในพระนคร จนมีพลังมวลชนที่อึดอัดคับข้องใจจากนโยบายของรัฐบาลสมัยสมเด็จพระนารายณ์ร่วมสนับสนุนเนืองแน่น  แต่ภายหลังจากการยึดอำนาจเสร็จสิ้นลง ประตูพระบรมมหาราชวัง (ซึ่งเป็นศูนย์อำนาจการปกครองทั้งหมด) ก็ปิดสนิทดังเดิมและมิได้เปิดให้กับการมีส่วนร่วมของมวลชนอีกแต่อย่างใด  การปกครองไพร่ในสมัยนั้นเคยเป็นมาอย่างไร ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
 
รัฐประหาร 19 ก.ย. เป็นวันอังคาร หลายคน (รวมทั้งผม) รอมติชนฉบับวันจันทร์ถัดไปเพื่อจะดูหน้า 6 ว่านิธิจะเขียนอะไร  ซึ่งเราได้พบกับบทความเรื่อง "บทความนี้ไม่มีชื่อ"
 
ผมอ่านแล้วตั้งหลักไม่ทัน  แต่ซือแป๋ผม -สมศักดิ์  เจียมธีรสกุล- เกรี้ยวกราดอย่างรุนแรงต่อท่าทีของนิธิ  แม้แต่ฟ้าเดียวกันฉบับรัฐประหารยังต้องเกริ่นนำการสัมภาษณ์นิธิด้วยการเท้าความเรื่องนี้
 
คงไม่ต้องฉายซ้ำอย่างละเอียด เอาคร่าวๆ นิธิมีท่าทีประมาณว่า จะผิดหรือถูก สิ่งที่ทำไปแล้วก็คือทำลงไปแล้ว ควรประคองให้สิ่งที่ออกมาดีที่สุดจะดีกว่า   สมศักดิ์บอกว่า พูดแบบนี้เท่ากับให้ความชอบธรรมแก่คณะรัฐประหารทางอ้อม
 
ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ เคยเชือดเฉือนท่าทีแบบนี้ไว้อย่างน่าประทับใจ คือเขาบอกว่า นักวิชาการหรือคนที่อธิบายแบบนี้น่าตลก เพราะไม่เช่นนั้น ตอนทักษิณชนะเลือกตั้งผ่านเข้ามาครองอำนาจ ทำไมไม่บอกว่า ยังไงๆ เขาก็เข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว ช่วยกันประคองให้เขาทำเรื่องต่างๆ ออกมาให้ดีๆ จะดีกว่า ??!!!
 
ผมเองเคยถูกเพื่อนถามว่า คิดยังไงกับรัฐประหารนี้  ผมบอกไปเลยว่า ผมไม่มีทางเห็นด้วยกับรัฐประหารทุกรูปแบบ (และทุกข้ออ้าง)
 
ในใจผมตอนนั้นจนถึงตอนนี้คิดอยู่อย่างเดียวว่า คนที่เข้าสูอำนาจด้วยวิธี (ใช้กำลัง) และด้วยมโนทัศน์ (ข้าเป็นเทวดาที่กำลังปราบมาร) แบบนี้ จะสามารถร่างกติกาสังคมแทนคนหมู่มากในสังคมได้อย่างไร
 
เพราะฉะนั้น ที่ผมบอกว่าตั้งหลักไม่ทัน เพราะผมไม่อยากจะเชื่อว่า จะมีการใช้ตรรกะที่ไร้เดียงสาขนาดนี้ในการแสดงความเห็น คือ ตรรกะว่าด้วย ปล่อยให้เลยตามเลยเพราะเกิดขึ้นแล้วและร่วมประคองสิ่งที่จะตามมาดีกว่า  ซึ่งฟังดูดีอย่างเดียวแต่ไร้ประโยชน์
 
ผมเห็นด้วยกับสมศักดิ์อย่างมาก เพราะไอ้เจ้าตรรกะนั้น มันคือคำอธิบายหยาบๆ ของวาทกรรม "สมานฉันท์" ที่กำลังถูกโหมประโคมกันตอนนี้ อันเป็นวาทกรรมที่กลวงในสาระและคับแคบในการวิพากษ์
 
อะไรทำให้คนที่คิดในแนวทางดังกล่าวไร้เดียงสาจนคิดว่า กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย ศักดินาตกค้าง อภิชน และแก๊งบารมีทรงธรรมนิยม จะร่างรัฐธรรมนูญที่ยอมรับความหลากหลายและเชื่อมั่นในพลังวิจารณญาณของประชาชนได้  ในเมื่อเขาต้องการ ไพร่ฟ้า ที่วันๆ รู้ว่าต้องบูชาบุคคลหรือสถาบันใด  มากกว่าจะต้องการ พลเมือง ที่กล้าจะวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะหรือสถาบันใดๆ อย่างเสมอภาค
 
ถ้าอยากรู้ว่า ใครคือของจริง  เราต้องดูว่า หลังรัฐประหารใหม่ๆ คนๆ นั้นมีท่าทีอย่างไร และตอนนี้เมื่อกระแสต่อต้านโดยรวมแข็งแกร่งขึ้นแล้ว (พูดง่ายๆ คนกล้าพูดมากขึ้น) เขามีท่าทีอย่างไร
 
น่าดีใจที่ผมยังเห็นหลายต่อหลายคนที่คงเส้นคงวา  ทั้งซือแป๋อย่างสมศักดิ์ และท่านผู้รู้ทั้งหลายที่ผมได้ครูพักลักจำมา
 
ที่ผมกล่าวมาข้างต้นไม่ได้ต้องการโจมตีนิธิ  แต่ผมคิดว่านั่นเป็นกรณีตัวอย่าง ของคนอีกจำนวนหนึ่งที่เคยไร้เดียงสากับความเชื่อในการประคองสังคมแบบที่ทหารนำเสนอ  แล้วมาพบความจริงว่า เฮ้ย มันไม่ใช่หรอก  เป็นที่มาของการกล้าแสดงออกเยี่ยงปฏิปักษ์มากขึ้นของคนหลายๆ กลุ่มในปัจจุบัน
 
และที่ผมยกนิธิมาเทียบเคียง เพราะเห็นว่าเขาเคยแหลมคมในบทสรุปของการเมืองไทยสมัยพระนารายณ์ เหตุใดจึงมองไม่ออกว่า พลังที่หนุนการรัฐประหารวาดภาพสังคมไทยเอาไว้แบบไหน
 
ถ้านิธิมองเกมออกว่า ก๊กของพระเพทราชาใช้ชาวเมืองอยุธยาเป็นเบี้ยในเกมอำนาจเท่านั้น นิธิมองไม่ออกถึงการเดิมเกมไปสู่สังคมตามอุดมคติของผู้อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. กระนั้นหรือ?
 
ผมคิดว่า ข้ออ้างในการยึดอำนาจสะท้อนมโนทัศน์ของกลุ่มอำนาจใหม่ (ซึ่งเคยเก่ามาแต่โบราณ) ไว้อย่างชัดเจน  ผมไม่เชื่อว่าคนที่มีมโนทัศน์แบบนั้นจะสามารถร่างกติกาที่เหมาะสมให้กับสังคมปัจจุบันที่มีความสลับซับซ้อนสูงถึงเพียงนี้ได้
 
คิดหรือว่าเขาจะยอมรับการตีความอุดมการณ์รัฐ-ชาติในแบบที่เปิดกว้าง  คิดหรือว่าเขาจะยอมรับระบบที่ผู้น้อยกังขาต่อความจริงใจในการแทรกแซงทางการเมือง
 
กลุ่มอำนาจ (ที่กลับมา) ใหม่นี้จึงกำลังสร้างสังคมแบบที่ต้องมีคอนเสิร์ตรักชาติเทียวไปตามจังหวัดต่างๆ แบบที่ต้องมีองค์กรแก้วิกฤต แบบที่การแสดงความปรารถนาดีต่อประเทศชาติต้องอยู่ในนิยามของให้คมช. เท่านั้น  แบบที่ต้องวางกำลังป้องกันการรวมตัวของคนที่มาแสดงออกวันพิพากษาคดียุบพรรค  แบบที่มีคนแสดงความเห็นต่อต้านรัฐธรรมนูญอยู่ทุกวัน แต่กลับยิงสปอร์ตโฆษณาถี่ยิบว่า เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นในการร่างรัฐธรรมนูญ 
 
สมานฉันท์ จึงถูกใช้ในทางแคบยิ่งนัก แปลว่า เชิญคุณมาพูดในสิ่งที่ผมอยากได้ยินและสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์เท่านั้น ถ้าคุณไปเห็นดีเห็นงามกับแนวทางตรงข้าม คุณกำลังไม่รู้รักสามัคคีและสร้างความแตกแยก  จงคิดแบบเดียวกับผมแล้วสังคมจะปลอดภัยที่สุด
 
ก็เพราะแบบนี้ไง การแสดงความไม่เห็นด้วยกับการร่างรัฐธรรมนูญนี้ คมช. จึงไม่นับว่าเป็นความเห็น ไม่สนใจเหตุที่เขาต่อต้านเพราะไม่อยากได้ยิน เมื่อมีข่าวการรณรงค์ต่อต้าน ผู้มีอำนาจในคมช. และรัฐบาลพูดแต่เรื่องการจ้องล้ม  แต่เหตุจูงใจให้ต่อต้านกลับไม่เข้าหูสักนิด 
 
เมื่อผลออกมาเช่นนี้ การมองไม่ออกมาตั้งแต่ต้นว่า รัฐประหารจะนำมาสู่รัฐธรรมนูญที่พึงต่อต้านถึงเพียงนี้  ย่อมไม่มีคำวิจารณ์อื่นใดที่เหมาะสมไปกว่า "ไร้เดียงสา"
 
มีน้ำจิ้มอาหารสมอง (เลียนแบบคอลัมน์มติชนสุดสัปดาห์) สักเล็กน้อย และไม่ใช่มุขใหม่ เพราะคงแพร่หลายและถูกดัดแปลงพูดกันมานานแล้ว คือ
 
ตอนไปฝึกรด. ครูฝึกจะบอกว่า ที่นี่มีกฎ 2 ข้อ 1) ครูฝึกถูกเสมอ 2) ถ้ามีข้อสงสัยใดๆ ให้กลับไปดูที่ข้อ 1
 
ผลของรัฐประหารคงกำลังแปลงสังคมเป็นค่ายฝึก……………
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s