มหากาพย์ที่ถูกเลือก/มหากาพย์ที่ถูกทิ้ง

 
เมื่อครั้งที่ผมเขียนบทความส่งไป ศิลปวัฒนธรรม เมื่อปี 2542 (ถ้าจำไม่ผิดฉบับเดือนพ.ย.) เกี่ยวกับความไม่เหมาะสมในการอธิบายว่า วรรณคดีรามเกียรติ์นั้นแฝงไว้ด้วย moral lesson เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเสียกรุงครั้งที่สอง  ข้อโต้แย้งสำคัญของผม คือ
 
1) รามเกียรติ์มีเป้าหมายหลักในการเฉลิมพระเกียรติ มากกว่าแฝงบทเรียนทางประวัติศาสตร์
 
2) แนวคิดเรื่องรัฐชาติเป็นเรื่องผิดที่ผิดเวลากับยุคสมัยของรัฐอาณาจักรในขณะนั้น (ต้นกรุงรัตนโกสินทร์)  และ
 
3) คำอธิบายปัญหาการ "แตกสามัคคี" ระหว่างคนในชาติ และระหว่างพี่-น้อง (พระเจ้าเอกทัศน์-ขุนหลวงหาวัด) ไม่น่าจะใช่สิ่งที่คนสมัยต้นกรุงจะสนใจ (หากแต่เป็นการ re-write ของคนสมัยร.4 – ร.5 เมื่อรัฐชาติไทยก่อตัวและต้องการใช้ประวัติศาสตร์นิพนธ์เป็นเครื่องมือรวมชาติ)
 
ในครั้งนั้น ผมยกข้อเท็จจริงหนึ่งว่า ชมพูทวีปมีมหากาพย์ยิ่งใหญ่อยู่ 2 เรื่อง คือ รามายณะ และ มหาภารตะ  ทั้งสองมหากาพย์เป็นเรื่องของนารายณ์อวตารเหมือนกัน เรื่องหนึ่งอวตารมาเป็น พระราม อีกเรื่องอวตารมาเป็น พระกฤษณะ แต่คนไทยไม่ค่อยมีโอกาสรู้จักมหาภารตะมากนักเมื่อเทียบกับรามเกียรติ์ เพราะสองเรื่องนี้มี ‘ชุดของอุดมคติ’ ที่ต่างกัน ซึ่งสะท้อนอยู่ในบั้นปลายที่แตกต่างกันระหว่าง พระราม และ กฤษณะ

  
ในขณะที่รามายณะให้องค์อวตารธำรงค์ความศักดิ์สิทธิ์และเป็นผู้มีชัยตั้งแต่ต้นจนจบ รบเป็นต้องชนะ ทหารเอกถวายกายใจรับใช้ไม่เลื่อมคลาย

รามายณะจึงมีชุดของอุดมคติที่คนแปลต้องการ กลายเป็น มหากาพย์ที่ถูกเลือก เอามาแปล (และแปลง) เป็นวรรณคดีไทยในชื่อรามเกียรติ์ 

 
มิไยต้องกล่าวว่า กระบวนการแปลนั้น ได้เปลี่ยน DNA ของเรื่องเล่าให้กลายเป็นวรรณคดี "ไทยๆ" ไปจน ‘เนียน’ เข้ากับวิถีชีวิตของเรา เช่น บุคลิกของหนุมาน
 
แต่มหาภารตะกลับให้กฤษณะ (และชาวยาทพแห่งนครทวารกาของพระองค์) ล่มสลายไปด้วยการสาปแช่ง เป็นการสาปแช่งจาก พระนางคานธารี มเหสีของ ท้าวทฤตราษฎร์ กษัตริย์ตาบอดแห่งหัสตินาปุระ โดยนางได้ใช้ผ้าผูกตาตนเองไว้ตลอดเวลานับตั้งแต่เสกสมรส ผลจากการอุทิศตนเพื่อสวามีเพียงนั้น ทำให้วาจาของนางมีความศักดิ์สิทธิ์มากเสียจนนางสามารถสาปแช่งให้กฤษณะ (ที่แม้จะเป็นองค์อวตารแห่งพระนารายณ์) ต้องประสบกับความวิบัติได้ และที่นางกล้าถึงสาปแช่งเพราะนางไม่พอใจความลำเอียงของกฤษณะ ซึ่งเป็นเหตุหนึ่งให้นางสูญเสียบุตรทั้ง 100 คนไปในสงครามกุรุเกษตร
 
จากที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า การเลือกแปลวรรณคดีสักหนึ่งเรื่องเพื่อเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ในคติสมมุติเทพแบบไทยๆ ซึ่งมีฐานคิดจาก ศาสนาพราหมณ์ไวษณนิกาย + เขมร + หน่อพุทธางกูร (คติแบบพุทธหินยานแถบเอเชียอาคเนย์) จึงต้องเลือกรามายณะเท่านั้น จะเลือกวรรณคดีที่องค์อวตารหรือตัวแทนเทพถูกผู้บำเพ็ญบารมีอื่นมาทำลายล้างด้วยคำสาปได้อย่างไรกัน !?
 
แน่นอนว่า การวินิจฉัยความในข้อนี้ จะต้องเข้าบอกเล่าเรื่องราวในมหาภารตะไปพร้อมๆ กับการอภิปราย ซึ่งจะว่ากันในโอกาสต่อไป
 
แต่ก่อนจะไปไกลถึงตรงนั้น เหตุจูงใจให้ต้องเกริ่นนำมาข้างต้นเพราะต้องการขายของเก่าพร้อมกับเสนอสมมติฐานใหม่ ว่า
 
1) มหาภารตะไม่แพร่หลายในแผ่นดินสยามโบราณเพราะไม่เชิดชูคติเรื่องกษัตริย์สมมุติเทพไว้สูงสุด (ความคิดเก่า) และ
 
2) มหาภารตะไม่ส่งเสริมให้เคารพความศักดิ์สิทธิ์ของ "ผู้หลัก ผู้ใหญ่"  นั่นคือไม่สอดคล้องกับสังคมไทยที่จัดลำดับชั้น เบื้องสูง-เบื้องต่ำ อย่างเข้มข้น (ประเด็นที่คิดขึ้นใหม่ภายใต้บรรยากาศรัฐบาลขิงแก่) 
 
ลองคิดดูว่า มหากาพย์ที่ยกย่องบารมีของกฤษณะผู้เป็นองค์อวตารไว้จริง แต่ไม่ได้เทิดทูนไว้อย่างสูงที่สุด (ที่ว่าไม่สูงสุดเพราะถูกกังขาและสาปแช่งได้) แถมไม่สอนให้เคารพผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองด้วย (ผู้ใหญ่ในมหาภารตะดีจริง แต่มีวิสัยทัศน์มืดบอดในหลายๆ ครา)  มันจะงอกงามในสังคมศักดินา-ระบบอุปถัมภ์ได้อย่างไร?
 
หรือจะงอกงามใน ระบอบประชาธฺปไตยแบบไทยๆ / ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ได้อย่างไร?
 
ในขณะเดียวกันจะชี้ให้เห็นว่า มหาภารตะ สามารถเป็นยอดแห่งมหากาพย์ชมพูทวีปได้ เป็นวรรณคดีที่ใช้ศึกษาปรัชญาฮินดู เป็นที่มาของปรัชญาในภควัตคีตา  เพราะเรื่องนี้ได้สอนให้รู้จักสงสัยและขบคิดอย่างลึกซึ้ง มิใช่เรื่องที่แบ่งแยกระหว่างความดี-ความชั่วอย่างตายตัวแบบรามายณะ 
 
ถ้าอ่านมหาภารตะแบบ skeptic จะช่วยนำไปสู่ความกล้าวิพากษ์วิจารณ์  ไม่ใช่สยบยอมต่อสถานะ ‘กึ่งเทพเจ้า’ ของบางคน (กฤษณะ) ไม่ใช่สยบยอมต่อ ‘ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง’ บางคน (บรรดาเชษฐบุรุษแห่งกรุงหัสตินาปุระ)
 
ยิ่งเมื่อเทียบกับรามเกียรติ์แบบไทยๆ (ผ่านการกลายพันธุ์แล้ว) จะมองเห็นว่ามหาภารตะมี "ชุดของอดมคติ" ที่แปลกแยกจากรามเกียรติ์อย่างชัดเจน  และจะพยามชี้ให้เห็นไปพร้อมๆ กันด้วยว่า ชุดของอุดมคติในมหาภารตะไม่เป็นที่ต้องการของอาณาจักรโบราณแถบนี้เพราะอะไร จนกลายเป็น มหากาพย์ที่ถูกทิ้ง ได้อย่างไร
 
ที่ลืมไม่ได้คือ จะเอาแนวคิดนั้นกลับมาใช้มองรูปแบบสังคม-การเมืองปัจจุบันของเราได้อย่างไร
 
ข้อเขียนนี้เป็นปฐมบทของข้อเขียนต่อเนื่องที่ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนยาว 4 ตอน ตามลำดับ คือ "มหากาพย์ที่ถูกเลือก/มหากาพย์ที่ถูกทิ้ง…คติพึ่งพิงท้าวมาลีวราช…ความผิดพลาดของรัฐบุรุษ (๑ และ ๒)" 
 
 
หมายเหตุ   ตั้งใจจะรวบรวมกำลัง (กายและสติปัญญา) เขียนบทความเพื่อเป็นของขวัญให้ตนเองหลังจากจบการเยือนอินเดียของนายก   ด้วยอคติต่อการเยือน การแลกเปลี่ยนการเยือนดูจะเป็นเรื่องที่ (ถ้าใช้ภาษิตโบราณ) ต้องเรียกว่า ‘ช้างเหยียบนา พระยาเหยียบเมือง’ ซึ่งความเดือดร้อนและแรงกายของคนจำนวนมากกับทรัพยากรอีกมหาศาลถูกไปทุ่มให้กับคนเพียงกระจุกเดียว 
 
สำหรับคนเราเมื่อเหนื่อยเพื่อคนอื่นมาพอสมควร มักจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะอยากเหนื่อย (แบบมีความสุข) เพื่อตัวเองบ้าง  การนั่งรวบรวมสมาธิเขียนอะไรๆ บ้างเป็นความเหนื่อยประเภทหลัง….
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s