คติพึ่งพิงท้าวมาลีวราช

 
ใครเป็นนักเรียนที่เคยผ่านระบบการศึกษาภาคบังคับมาย่อมน่าจะรู้จักรามเกียรติ์ดี ซึ่งหากถามว่า เหตุที่ทำให้เกิดสงครามระหว่างยักษ์และลิงคืออะไร? อาจจะเล่าย่อๆ ว่า "ยักษ์เลวไปลักพาเมียของคนมา คนต้องมาประกาศศักดาเอาคืน มีลิงมาช่วยรบ เกิดสงครามใหญ่ระว่างลิงและยักษ์ สุดท้ายธรรมะชนะอธรรม" สั้นๆ แต่ได้ใจความ 
 
ถ้าย้อนกลับไปอีกหนึ่งชาติก่อนหน้านั้น เรื่องเริ่มจากความกำแหงของยักษ์เลวชื่อ นนทุก และการอวตารตามมาผลาญยักษ์ของพระนารายณ์
 
และหากตีความจากการตั้งชื่อว่า รามเกียรติ์ หัวใจของเรื่อง คือ ระหว่างการรบอันยาวนานที่มีการสำแดงเดชของทั้งสองฝ่ายและงัดยุทธวิธีสารพัดมาสู้กัน การรบเป็นการประกาศเกียรติ์ของพระรามไปพร้อมๆ กัน (ราม+เกียรติ)
 
เรื่องยุทธวิธีนี่มีกลศึกและงัดของวิเศษสารพัดออกมารบพุ่ง เช่น จองถนน, กุมภกรรณทดน้ำ, พระลักษมณ์ต้องหอกโมกขศักดิ์-หนุมานชะลอรถพระอาทิตย์, อินทรชิตทำพิธีกุมภนิยา-ชุบศรนาคบาศก์-ปลอมเป็นพระอินทร์, ไมยราพณ์สะกดทัพ, หนุมานอมพลับพลา, ทศกัณฐ์ยกฉัตรบังกรุงลงกา-สุครีพหักฉัตร, พระรามแผลงศรพลายวาตเรียกพญาครุฑมาแก้มนต์นาคบาศก์, นางมณโทหุงน้ำทิพย์, อุบายนางลอย, นางสีดาเสี่ยงบุษบก, กระบองชี้ต้นตายปลายเป็นของสหัสเดชะ, จนถึงหนุมานไปลวงเอากล่องดวงใจ ฯลฯ
 
ที่เอ่ยมาเพื่อเป็นเพียงตัวอย่างของความดุเดือดในการรบพุ่ง เพราะทศกัณฐ์ไปเชิญวงศ์ยักษ์ทั้งญาติและเพื่อนต่างบ้านต่างเมืองมาร่วมรบ แต่แพ้เอาๆ จนยักษ์แทบจะสูญพันธุ์ (ตอนนางสีดาเกิด ร้องคำว่า "ผลาญราพณ์" 3 ครั้ง พิเภกถึงกับทำนายว่า เด็กนี้จะนำความวิบัติมาสู่วงศ์ยักษ์ จนต้องนำเด็กไปทิ้งเพื่อป้องกันเหตุร้าย  แต่คนคำนวณไม่สู้ฟ้าลิขิต สีดากลับมาสู่กรุงลงกาด้วยน้ำมือของทศกัณฐ์เอง และความเสื่อมสลายมาสู่วงศ์ยักษ์นับแต่บัดนั้น)
 
แต่ในศึกลงกา ยังมีการเผชิญหน้าอยู่ครั้งหนึ่งที่แปลกกว่าทุกครั้ง คือ ตอน "ท้าวมาลีวราชว่าความ" 
 
ตามท้องเรื่อง ท้าวมาลีวราช เป็นพรหม (เผ่าพันธุ์เดียวกับพระพรหม อาศัยในพรหมโลก ไม่ใช่ชาวสวรรค์แบบเทวดา) เป็นญาติกับทศกัณฐ์ (ตามคติไทย ยักษ์เป็นวงศ์พรหม) และเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากในด้านความซื่อสัตย์ ใจเป็นธรรม ยุติธรรม และเป็นเหตุให้ท่านมีวาจาสิทธิ์  หากสาปแช่งใครก็จะมีอันเป็นไปตามนั้น
 
ทศกัณฐ์เห็นว่า ฝ่ายตนรบสูญเสียมามาก จึงเริ่มมองหาวิธีที่ได้ผลและไม่เปลืองแรงโดยเชิญท้าวมาลีวราชมาให้ช่วยตัดสิน เล่าเรื่องใส่ร้ายพระราม หวังว่าจะให้ท้าวมาลีวราชตัดสินเรื่องราวให้ยุติและ (ด้วยความเป็นญาติ) ตนก็น่าจะชนะคดี
 
เมื่อท้าวมาลีวราชออกว่าความจริงโดยเชิญทั้งสองฝ่ายมาร่วมด้วย รูปการณ์กลับออกมาว่า ทศกัณฐ์นั้นผิดและถูกต่อว่าสาปแช่งจากท้าวมาลีวราชแทน พร้อมกับอำนวยพรให้ฝ่ายพระราม 
 
ผมเห็นว่า ความตอนนี้แสดงถึงทัศนคติแบบที่เราคุ้นเคยกันอยู่ คือ คติพึ่งพิงผู้ใหญ่ ให้ท่านตัดสินให้ เชื่อในความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง เชื่อในคุณธรรม เชื่อว่าท่านจะต้องให้ความเป็นธรรมได้
 
ลองไล่มาตั้งแต่ บรรดาอดีตนายกฯ ต้องมีธรรมเนียมไปบ้านสี่เสา (แม้แต่ทักษิณก็เคยด้วย) และคงยังไม่ลืมเรื่อง นายกพระราชทาน – มาตรา 7  เรื่องตุลาการภิวัฒน์ (ลองคิดดูว่ายังมีนักวิชาการนิติศาสตร์บอกให้เชื่อคำตัดสินของตุลาการรัฐธรรมนูญ โดยยกเหตุผลหนึ่งคือท่านทั้งหลายอาวุโสและเต็มไปด้วยประสบการณ์) เรายังได้ยินข่าวประเภทราษฎรอาวุโสออกมาปราม-ตักเตือนในเรื่องต่างๆ และที่ลืมไม่ได้คือ การเคลื่อนไหวเพื่อหยุดขบวนการจาบจ้วง-หมิ่นประธานองคมนตรี
 
จากตัวอย่างที่ว่ามา สังคมไทยมีลักษณะของการผูกติดคุณค่าของการเป็นผู้ใหญ่ไว้กับหมวดคำที่สวยหรู ประเภท "คุณธรรม-อาวุโส"  แล้วมีการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์อยู่เรื่อยๆ ให้รู้สึกว่า ผู้เฒ่า (ซึ่งส่วนมากเติบโตมาจากระบบราชการ-ราชสำนัก) เหล่านี้ประเสริฐสุด ทุกอย่างที่ท่านแนะนำออกมาล้วนแต่ปลอดผลประโยชน์และหวังดีแก่บ้านเมืองเสียสิ้น  ซึ่งน่าจะเป็นจุดแข็งที่สุดของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย และเป็นการครอบงำ-ผลิตซ้ำทางอุดมการณ์แบบที่กลุ่มพลังอื่นลอกเลียนได้ยากยิ่ง 
 
ดูได้จากปฏิกิริยาที่ผู้คนมีต่อ กลุ่มทุน นักการเมือง NGO นักวิชาการ ประเทศเพื่อนบ้าน ชาติมหาอำนาจ หรือแม้แต่องค์กรโลกบาล  ผมคิดว่า มูลเหตุของความหวาดระแวงต่อกลุ่มพลังอื่นๆ ที่สุดแล้วอยู่ที่ความรู้สึกไม่มั่นใจว่ากลุ่มพลังเหล่านั้นจะมีคุณธรรมเพียงพอและทำอะไรเพื่อสังคมไทยอย่างปลอดผลประโยชน์โดยแท้จริง  ถ้าใช้วิธี "ตราหน้า" แบบที่นักการเมือง-ขุนทหารเชี่ยวชาญ ก็จะบอกว่ากลุ่มพลังการเมืองอื่นๆ ไม่ใช่ "พลังบริสุทธิ์"….แต่ถามจริงๆ เถอะในโลกที่แปดเปื้อนปานนี้ เรายังจะเชื่อว่ามีกลุ่มพลังที่ "บริสุทธิ์" อยู่จริงๆ หรือ? แม้แต่สงฆ์ยังรวมกลุ่มเคลื่อนไหวด้วยวิธีซึ่งปราศจากอหิงสาได้
 
แต่กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยควบคุมความหมายของระบบคุณธรรมไว้แทบจะผูกขาด (คุณชวนอาจจะเป็นนักการเมืองคนเดียวที่ดึงความหมายนั้นมาสร้างอัตลักษณ์ให้ตัวเองได้) สิ่งนี้ถือเป็นทุนทางสังคมที่กลุ่มพลังศักดินาครอบครองอยู่โดยเอกเทศ เป็นทุนที่เรียกว่า "ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด"  แม้แต่เมื่อถ่ายทอดอำนาจมาสู่รัฐบาลพลเรือนหุ่นกระบอก-ขิงแก่ของพล.อ. สุรยุทธ์แล้ว จุดขายสำคัญสุดของรัฐบาลก็ยังเป็นเรื่องคุณธรรมอยู่นั่นเอง
 
มีสิ่งอื่นใดกันเล่าที่กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยจะต้องการมากไปเสียกว่า การที่ผู้คนในสังคมหันไปเรียกร้องให้พวกท่านออกมาช่วยชาติ โดยอาศัยพลังคุณธรรมอันเลิศเลอของท่าน เพราะตราบเท่าที่ท่านยังครองภาพลักษณ์แบบท้าวมาลีวราชไว้ได้ (เป็นธรรม-โปร่งใส-ไร้ผลประโยชน์-ไม่เคยให้โทษแก่บ้านเมือง) เมื่อไพร่ฟ้าจนมุมครั้งใด ก็จะกลับไปเรียกท่านออกมาชี้ขาด-ปราบยุคเข็ญแก่บ้านเมือง (ซึ่งมองอีกมุมหนึ่งคือการมาเสวยอำนาจ-และจัดระบบความสัมพันธ์ต่างๆ ตามอุดมคติของท่านด้วย)
 
โดยปกติของสังคมประชาธิไตย เมื่อเผชิญความขัดแย้ง การปะทะทางความคิดเพื่อหากระบวนการให้ได้ข้อยุติถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม มีสังคมประชาธิปไตยอื่นใดอีกหรือที่เมื่อขัดแย้งกันจนรู้สึกบ้านเมืองไม่สงบ แล้วเรียกร้องให้ผู้ประเสริฐออกมาใช้อำนาจดิบ (ปืน-รถถัง)
 
เมื่อทหารออกยึดอำนาจโดยมีพลังศักดินาหนุนหลัง ไพร่ฟ้าที่ตามไม่ทันอาจจะได้ความอุ่นใจเล็ก น้อยๆ ว่า บ้านเมืองสงบไม่วุ่นวาย  แต่อย่าลืมพิจารณาว่า ใครเข้ามามีสิทธิบริหารอำนาจการเมืองทั้งระบบ  ส่วนในด้านเศรษฐกิจเล่า ผู้ลากมากดี-ชนชั้นสูงในสังคมไทยนั้น รู้จักทำธุรกิจกันมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยค้าสำเภา  ดังนั้น ผมเองเลิกเชื่อมานานแล้วว่า กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยจะสามารถบริหารนโยบายเศรษฐกิจแบบไร้ผลประโยชน์ทับซ้อนได้ (อันเป็นข้อโจมตีหลักต่อรัฐบาลตัวแทนจากกลุ่มทุน)….ถ้ามีข้อมูลว่าคนเหล่านี้ "อิ่มทิพย์" เมื่อไร ค่อยถือว่าพอมีเหตุให้เชื่อได้บ้างว่า ท่านอาจจะลงมือทำเรื่องราวใดๆ โดยไม่หวังประโยชน์อย่างแท้จริง
 
หากพึ่งพิง "ท้าวมาลีวราช" เรื่อยไป เราจะเป็นสังคมที่เติบโตแท้จริงได้อย่างไร  คำถามทิ้งท้ายคือ คติพึ่งพิงท้าวมาลีวราช เช่นนี้ให้ประโยชน์แก่ใครมากที่สุด ใครที่มีโอกาสรักษาสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจเอาไว้จากการตอกย้ำ-ผลิตซ้ำอุดมคติเช่นนี้
 
…เมื่อมีการแทรกแซงแล้วผู้แทรกแซงได้ประโยชน์ ไยจะงมงายเชื่อคำโฆษณาที่ว่า เขาเข้ามาแทรกแซงโดยไม่หวังประโยชน์เล่า
 
ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่ 2 ของข้อเขียนต่อเนื่องที่ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนยาว 4 ตอน ตามลำดับ คือ "มหากาพย์ที่ถูกเลือก/มหากาพย์ที่ถูกทิ้ง…คติพึ่งพิงท้าวมาลีวราช…ความผิดพลาดของรัฐบุรุษ (๑ และ ๒)"
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s