ความผิดพลาดของรัฐบุรุษ (๑)

 
มหาภารตะเป็นเรื่องราวของอินเดียโบราณ มีมายาวนานก่อนพุทธกาล กล่าวถึงนคร หัสตินาปุระ ซึ่งได้สถาปนาราชวงศ์กุรุอันสูงส่งเป็นที่เคารพของบรรดาเจ้าเมืองเจ้าแคว้นในชมพูทวีป  กาลผ่านไปจนถึงยุคของมหาราชปานฑุ ท่านมีบุตรชาย 5 คนตามลำดับได้แก่ ยุธิษฐีระ-ภีมะ-อรชุน-นกุล-สหเทพ เกิดแต่พระนางกุนตี เนื่องจากพ่อของเด็กทั้ง 5 ชื่อปานฑุ 5 พี่น้องนี้จึงได้รับการเรียกขานว่าพวกพี่น้อง ปานฑพ
 
ความยอกย้อนในการเสียบัลลังก์จนถึงเสียชีวิตของปานฑุคงไม่เกินกว่าจะนำมาเล่าได้ในที่นี้ แต่ให้ทราบว่า พี่ชายของปานฑุคือ ธฤตราษฎร์ นั้นได้ครองเมืองต่อมา ธฤตราษฎร์มีพระเนตรบอดแต่กำเนิดและได้อภิเษกกับพระนางคานธารี มีบุตรด้วยกัน 100 คน คนโตชื่อ ทุรโยธน์ อีกคนที่มีบทบาทมากชื่อ ทุหสาสัน กุมารของฝ่ายนี้ได้รับการเรียกขานว่าพวก เการพ   อนึ่ง ผมเคยเล่าไปแล้วว่า นับตั้งแต่การเษกสมรสพระนางคานธารีใช้ผ้าผูกตาตนเองไม่ให้มองเห็นชั่วชีวิต เพื่อให้นางเท่าเทียมกับสวามี อันเป็นคุณความดีที่ได้รับการยกย่องจากทุกฝ่าย
 
กุมารทั้งสองฝ่ายเป็นลูกพี่ลูกน้องเติบโตมาด้วยกัน ฝ่ายปานฑพเสียพ่อไปแต่เยาว์วัย ฝ่ายเการพพ่อแม่เสมือนตาบอดทั้งคู่  ดังนั้น หน้าที่หลักในการดูแลกุมารทั้งหมดตกอยู่กับ ภีษมะ ผู้เป็นญาติผู้อาวุโสสูงสุดของกุมารทั้งสองฝ่าย (เป็นปู่ใหญ่ เพราะเป็นพี่ชายของปู่แท้ๆ)  ภีษมะเลี้ยงดูและจัดการสั่งสอนอบรมกุมารทั้งหมดตามอย่างขัตยราชประเพณีที่วรรณะกษัตริย์จะต้องเรียนรู้และจัดการเรียนการสอนอย่างเสมอภาค
 
การจัดให้อย่างดีเยี่ยมนี้รวมถึงการหาครูอาจารย์ที่ดีที่สุดให้ นั่นได้แก่ โทรณาจารย์ (อาจารย์โทรณะ) พราหมณ์เฒ่าผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในศิลปยุทธทุกแขนงโดยเฉพาะวิชาธนู  อาจารย์อีกท่านหนึ่งคือ กฤปาจารย์ (อาจารย์กฤปะ) เป็นพราหมรณ์ผู้ทรงภูมิความรู้เช่นกัน  ญาติผู้ใหญ่อีกท่านที่ช่วยเลี้ยงดูเหล่ากุมารคือ วิทูร ผู้มีศักดิ์เป็นอาของกุมารปาณฑพและเการพ (เป็นน้องชายของธฤตราษฎร์และปานฑุ) วิทูรผู้ที่มีชื่อเสียงดีงามยิ่งในเรื่องการมีจิตใจที่เที่ยงธรรม จนได้รับการขนานนามว่า มหามติวิทูร
 
แม้จะมีสภาพแวดล้อมที่บริบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์และการศึกษาอบรมอันดีงาม แต่กุมารสองฝ่ายนั้นไม่ถูกคอกันอย่างยิ่ง  อรชุนเป็นศิษย์เอกในวิชาธนู ส่วนภีมะมีกำลังวังชาปานช้างสารแข็งแรงกว่าใครๆ มาตั้งแต่เด็ก เป็นศิษย์เอกในวิชากระบอง โทรณาจารย์โปรดปรานอรชุนมากที่สุด  พี่น้องเการพมองพวกปาณฑพด้วยความชิงชังเสมอ รวมทั้งเชื้อไฟริษยาสำคัญคือ ศกุนิ น้องชายของคานธารี จึงเป็นน้าชายแท้ๆ ของพวกเการพ ที่คอยยุแหย่ทุรโยธน์ว่าพี่น้องปานฑพจะแย่งบัลลังก์หัสตินาปุระ
 
จนเมื่อกุมารทั้งหลายเติบใหญ่ ธฤตราษฎร์ยังคงครองกรุงหัสตินาปุระอยู่ พวกพี่น้องปานฑพได้ไปสร้างเมืองใหม่อยู่ใกล้ๆ กัน ชื่อ อินทรปรัสถ์ ยุธิษฐีระขึ้นเป็นกษัตริย์  แต่ด้วยความพยายามตามจองล้างจองผลาญ ทุรโยธน์และศกุนิหลอกล่อให้ยุธิษฐีระมาเล่นสกา ด้วยความเหนือชั้นของศกุนิทำให้ยุธิษฐีระแพ้อย่างต่อเนื่อง และเกิดมานะที่จะเล่นให้ชนะจนเอาเมืองอินทรปรัสถ์เป็นเดิมพัน ตามด้วยการใช้น้องทั้งสี่เป็นเดิมพัน สุดท้ายคือใช้ นางเทราปที ซึ่งเป็นภรรยาของตนและเป็นภรรยาของน้องทั้งสี่ด้วยเป็นเดิมพัน แต่ก็ต้องเสียพนันทั้งหมด 
 
พวกเการพลิงโลดในชัยชนะถึงกับลากตัวเทราปทีออกมากลางสภา ทุรโยธน์ยั่วเย้าด้วยการเรียกนางให้นั่งที่ตักของตน ทุหสาสันกระชากผ้าส่าหรีของนางออกต่อหน้าที่ประชุมสภากรุงหัสตินาปุระ  กฤษณะ ช่วยเทราปทีโดยบันดาลให้สาหรีของนางยาวไม่รู้จบ ทุหสาสันกระชากเท่าไรก็ไม่หมดจนเหนื่อยและหยุดไปเอง  ทุกคนในท้องพระโรงได้แต่นิ่งงัน ไม่กล้าแทรกแซงการกระทำอันหยาบช้าเพราะต่างเห็นว่าฝ่ายปาณฑพแพ้ตามกติกา แม้แต่เหล่ารัฐบุรุษผู้เฒ่าก็ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วย เทราปทีสาปแช่งพวกเการพด้วยความโกรธ
 
เรื่องผ่านไปจนชะตาบันดาลให้ลูกพี่ลูกน้องต้องรบกันเป็นสงครามครั้งใหญ่ของชมพูทวีป ณ สมรภูมิกุรุเกษตร  บรรดาเจ้าเมืองเจ้าแคว้นต่างๆ ต่างเลือกข้างว่าจะช่วยฝ่ายเการพหรือช่วยฝ่ายปานฑพ
 
กล่าวเฉพาะบรรดาผู้อาวุโสแห่งหัสตินาปุระ อันได้แก่ ภีษมะ โทรณาจารย์ กฤปาจารย์ มหามติวิทูร ซึ่งโดยตำแหน่งแล้วเป็นดั่ง "องคมนตรี" ของท้าวธฤตราษฎร์ เป็น "รัฐบุรุษ" ของบ้านเมือง และเป็นผู้ใหญ่ของทั้งฝ่ายเการพและปานฑพ ด้วยมโนธรรมอันสูงส่งทุกท่านทราบดีว่าฝ่ายที่ร้ายกาจคือพวกเการพ และทุกท่านล้วนแต่เป็นประจักษ์พยานในความกักขฬะที่ฝ่ายเการพกระทำต่อเทราปทีกลางท้องพระโรงหัสตินาปุระ 
 
แต่เมื่อต้องเลือกข้าง รัฐบุรุษเหล่านี้เลือกที่จะอยู่กับฝ่ายเการพอันเลวร้าย แม้ท่านจะรู้ดีว่าพวกเการพเต็มไปด้วยความริษยา ชิงชัง เคียดแค้น และแทนที่จะใช้มโนสำนักตัดสินใจว่า ต้องไม่ช่วยสนับสนุนคนเลว แต่ท่านใช้ระบบคุณค่าอีกชุดหนึ่ง คือ เลือกจะจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์หัสตินาปุระ ด้วยความที่เป็นข้าพระบาทของกษัตริย์ธฤตราษฎร์ แม้จะรู้เต็มอกว่าโอรสของท้าวธฤตราษฎร์นั้นมีพฤติกรรมเลวร้ายเพียงใด ภีษมะและโทรณจารย์ต้องยอมตนเป็นแม่ทัพใหญ่ให้แก่ฝ่ายเการพด้วยกันทั้งคู่ และด้วยความชำนาญศึกของท่านทั้งสอง ทัพปาณฑพต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเมื่อประจันหน้ากัน
 
ในวันแรกของการศึก เมื่ออรชุนออกมาเผชิญหน้ากองทัพเการพ  อรชุนถึงกับอ่อนใจด้วยฝ่ายตรงข้ามล้วนแล้วแต่เป็นญาติผู้ใหญ่และคนรู้จักมักคุ้นของตนทั้งสิ้น จึงทำใจที่จะรบพุ่งด้วยไม่ได้  แต่กฤษณะซึ่งรับเป็นสารถีให้อรชุนได้แสดงอนุสาส์นแก่อรชุนให้เข้าใจถึงความจำเป็นของการศึกครั้งนี้ อนุสาส์นของกฤษณะนั้นคือสิ่งที่เรียกกันว่า ภควัตคีตา จนอรชุนสามารถทำการรบและพวกปานฑพเอาชัยได้ในที่สุด ภีษมะและโทรณาจารย์สังเวยชีวิตในสมรภูมิกุรุเกษตร
 
ภควัตคีตาเป็นคัมภีร์ชั้นสูงของฮินดูซึ่งยังยืนยงจนถึงทุกวันนี้
 
ฝ่ายปานฑพได้ชัยชนะเข้าครองหัสตินาปุระและได้อินทรปรัสถ์คืน กฤษณะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการรบเพราะเป็นกุนซือให้แก่พวกปานฑพ อุบายหลายครั้งของเขามีส่วนสำคัญต่อการรบ ทั้ง การอาศัย ศิขันฑิน (ซึ่งเป็นกระเทย) เปิดทางให้โค่นภีษมะลงได้ การหลอกโทรณาจารย์ว่าบุตรชายของท่านตายในที่รบเพื่อให้ท่านถอดใจ เปิดช่องโหว่ให้อรชุน ฯลฯ  พระนางคานธารีทราบดีถึงบทบาทการชี้แนะของกฤษณะ นางอดแค้นเคืองไม่ได้เพราะนางสูญเสียบุตรทั้งหมดของนางไปในสงคราม ท้ายสุดนางสาปแช่งกฤษณะ และสาปแช่งได้สำเร็จด้วยบารมีที่นางบำเพ็ญมาจากการอุทิศตนเพื่อพระสวามี
 
หากถามว่าอะไรทำให้บรรดารัฐบุรุษอาวุโสผู้ทรงภูมิธรรมแห่งหัสตินาปุระเกิดความมืดบอดช่วยเหลือฝ่ายเลวร้ายทำสงคราม? จะเห็นว่าท่านเลือกให้ปัจจัยของความเป็น "ข้าพระบาท" และ "จงรักภักดีต่อราชบัลลังก์" เป็นเครื่องตัดสินใจ
 
พิจารณาในแง่ยุทธศาสตร์ หากภีษมะและโทรณาจารย์เลือกเข้าข้างปาณฑพเสียแล้ว สงครามกุรุเกษตรย่อมจะจบลงง่ายดายกว่านี้ สูญเสียน้อยกว่านี้ เพราะคนที่มีฝีมือสูงสุดในฝ่ายเการพก็จะมีเพียง กรรณะ เท่านั้น ซึ่งจะเป็นหนทางให้ "บ้านเมืองสงบสุข" ได้อย่างรวดเร็วที่สุด (เพราะภายใต้เงื่อนไขว่าสงครามหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว การจบสงครามโดยเร็วคือวิธีสู่ความสงบอย่างเร็วที่สุด)
 
ความตอนนี้ในมหาภารตะจึงสะท้อนคติที่ว่า ผู้หลักผู้ใหญ่อาจมีมิจฉาทิฐิได้เช่นกันแม้จะเป้นผู้ใหญ่ที่ดีและมีความสามารถ  รวมทั้งเมื่อเหตุการณ์ดำเนินไปถึงที่สุด การที่ผู้น้อยต้อง "ล้าง" ผู้ใหญ่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก การขบถต่อผู้อาวุโสที่ร้ายแรงที่สุดก็คือการ (จำใจ) สังหารผู้อาวุโสนั่นเอง 
 
ในขณะที่สังคมไทยมีความยึดติดในเรื่อง ผู้ใหญ่-ผู้น้อย และ สัมมาคารวะ สูงมากๆ รวมถึงการปลูกฝังให้เชื่อฟังผู้ใหญ่เพราะผู้ใหญ่ย่อมรู้มากกว่าตัดสินใจได้ถูกกว่าผู้น้อย จึงยากที่มหาภารตะจะเจริญงอกงามในเงื่อนไขนี้ได้ มหาภารตะได้แสดงให้เห็นว่า "รัฐบุรุษ" ซึ่งเป็นมนตรีขององค์กษัตริย์ ใช่ว่าจะสามารถเป็นผู้ชี้ถูกผิดหรือบงการบ้านเมืองไปในทางที่เหมาะสมเสมอไป แม้แต่จะอาศัยความเป็นผู้ใหญ่ระงับให้ผู้น้อยสองฝ่ายยุติความขัดแย้งก็ไม่สามารถกระทำได้อีกเช่นกัน
 
กล่าวให้ถึงที่สุด รัฐบุรุษอาวุโสเหล่านั้นแสดงบารมีปกปักรักษาบ้านเมืองมาด้วยดีตลอด แต่เมื่อถือจุด climax ของเรื่อง ท่านกลับไม่หลงเหลือบารมีใดๆ เลยที่จะยุติความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดของบ้านเมือง เมื่อขาดบารมีตรงนี้จึงกลายเป็นผู้ใหญ่ที่พึ่งพาไม่ได้  หลังจากนั้นท่านยังขาดความยืดหยุ่นในการตัดสินใจ ยึดติดกับระบบคุณค่าแบบเดียวจนยอมเข้าข้างฝ่ายร้าย เป็นเหตุแห่งความสูญเสียอีกมากมายยิ่ง
 
ในเมื่อการถูกวิจารณ์ว่า ขาดบารมี-พึ่งพาไม่ได้-ขาดวิสัยทัศน์ เป็นสิ่งที่ไม่มีพลังศักดินาใดๆ ในโลกต้องการประสบ  จึงยากยิ่งที่ผู้สูงศักดิ์นับแต่โบราณกาลจะหยิบยืมสถานะความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แบบภีษมะหรือโทรณาจารย์มาใช้ในการกำหนดความหมายและสื่อสารกับสังคม
 
สรุปแล้ว ความผิดพลาดของรัฐบุรุษในมหาภารตะจึงมากจากการ "จงรักภักดี" อย่างไม่ลืมหูลืมตานั่นเอง และเป็นตัวอย่างว่า เมื่อมนุษย์ยึดตึดกับระบบคุณค่าบางประการมากเกินไป โอกาสที่จะใช้ดุลพินิจที่เหมาะสมย่อมน้อยลง
 
มหาภารตะยังดีอยู่บ้างตรงที่ ต่อให้เราวิจารณ์ว่ารัฐบุรุษแห่งหัสตินาปุระมีมิจฉาทิฐิ มีการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่เรายังมั่นใจได้ว่าท่านเหล่านั้นมีคุณธรรมและเจตนาบริสุทธิ์อย่างแท้จริง
 
…แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง นอกจากจะวิจารณ์ "รัฐบุรุษ" ไม่ได้แล้ว (เพราะโดนข้อหาจาบจ้วง/หมิ่น) เรายังไม่มีสิทธิแม้แต่จะตั้งคำถามต่อคุณธรรม-ระบบคุณค่าของท่านเสียด้วยสิ
 
(ก็ บรรดาหู-ตา, แขน-ขา, มือ-ตีน ของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย ช่วยจัดการ "ผูกขาด" คุณธรรมทั้งมวลของการเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเอาไว้ให้หมดแล้ว และใช้วิธี "เผด็จการ" ในการกำหนดความหมายต่อตัวบุคคลจนกลายเป็นเทวดากันไปเสียหมด…แล้วมันจะเหลือพื้นที่ให้ไพร่โง่ๆ ตั้งคำถามอะไรอีกล่ะครับ)
 
ข้อเขียนนี้เป็นตอนที่ 3 ของข้อเขียนต่อเนื่องที่ตั้งใจไว้ว่าจะเขียนยาว 4 ตอน ตามลำดับ คือ "มหากาพย์ที่ถูกเลือก/มหากาพย์ที่ถูกทิ้ง…คติพึ่งพิงท้าวมาลีวราช…ความผิดพลาดของรัฐบุรุษ (๑ และ ๒)"
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s