Burden of Proof และ Axiom

 
มีเรื่องพึงบันทึกไว้สองเรื่อง ซึ่งประสบพบเจอในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแต่ไม่มีเวลาเขียนเพราะมัวไปรับใช้ศักดินาอยู่ หลังจากเสร็จสิ้นการรับใช้ศักดินาจึงได้ฤกษ์ต่อต้านรัฐธรรมนูญศักดินาในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนประชามติ (ลวง) เสียที 
 
1. Burden of Proof
 
ผมรู้จักคำๆ นี้ครั้งแรกจากอาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เมื่อครั้งที่แกออกมาปะทะกับคุณสมัครเรื่องเปลี่ยนชื่อถนนประดิษฐ์มนูธรรม ตอนนั้นคุณสมัครเป็นผู้ว่าฯ แกอ้างสารพัดว่า ถนนเลียบทางด่วนอาจณรงค์-รามอินทรา ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นประดิษฐ์มนูธรรม นั้น มีความยาวและกินพื้นที่ข้ามเขต เพื่อความง่ายและสอดคล้องกับเขตปกครองท้องถิ่น จึงจะขอตัดช่วงต้นถนนบางส่วนซึ่งอยู่ในเขตหนึ่ง เปลี่ยนชื่อเป็นถนนประเสริฐมนูกฤต
 
ผู้ว่าฯ สมัครบอกว่า นอกจากเหตุผลในการจัดให้เข้ากับการแบ่งเขตปกครองแล้ว (อ้อ มีเหตุผลว่าช่วยให้บุรุษไปรษณีย์ไม่ต้องงงด้วย !!??) แกอ้างว่า หลวงประเสริฐมนูกฤตเป็นบุคคลสำคัญเช่นกัน เป็นข้าราชการตุลาการซึ่งมาสอนนิติศาสตร์ที่ธรรมศาสตร์เช่นกัน และมีราชทินนามสอดคล้องกัน (ประเสริฐมนูกฤต ประดิษฐ์มนูธรรม) จึงเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง
 
ซือแป๋ผม (ซึ่งก็ไม่ได้โปรปรีดีแต่อย่างไร) ออกโรงต้านเพราะแกเห็นว่าไม่เข้าท่า ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของหลวงประเสริฐมนูกฤตเทียบไม่ได้เลยกับปรีดี (หลวงประดิษฐ์มนูธรรม) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ แกเชื่อว่าเหตุผลเบื้องหลังคือ ความไม่ต้องการให้วัด "พระราม 9" อยู่บนถนนที่ชื่อ "ประดิษฐ์มนูธรรม" (ตอนนั้นคุณสมัครแกเป็นขวาแท้ๆ แบบของแกนั่นแหละ ความเคลื่อนไหวครั้งนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก  หลังๆ มานี่ แกก็ยังคงขวา (มั้ง) แต่ด้วยความที่แก identify ตัวกับคุณทักษิณมากเข้า ทำให้แกอาจจะเข้าหน้าไม่ค่อยติดกับฝ่ายที่ "ขวากว่า" แก โดยเฉพาะเมื่อคราวไปประจานเปรม และโดนตบเท้าไล่)
 
เมื่อถกเถียงถึงตอนหนึ่ง คุณสมัครแกยกคำถามว่า งั้นทำไมจะไม่ให้เปลี่ยนล่ะ? ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้เปลี่ยนลองบอกเหตุผลมาสิ?
 
ซือแป๋ผมบอกว่า การถามออกมาแบบนี้ถือว่าตลกมาก ในทางวิชาการ Burden of Proof หรือภาระในการพิสูจน์ต้องตกอยู่กับผู้ที่ต้องการเปลี่ยนสิ และชื่อถนนประดิษฐ์มนูธรรมเป็นสิ่งที่ใช้และเป็นที่ยอมรับกันอยู่แล้ว คุณสมัครกำลังจะมาเปลี่ยน คุณสมัครต้องพิสูจน์กับสาธารณะสิว่า เหตุผลในการเปลี่ยนนั้นควรค่าแก่การยอมรับจากทุกฝ่าย…นี่คุณสมัครเล่นยึดความคิดตนเป็นหลักว่า ฉันจะเปลี่ยนของฉันเนี่ยแหละ สิ่งที่เคยใช้มาก่อนนั้นฉันไม่สน  คนที่จะไม่ยอมเปลี่ยนจงมาบอกฉันว่าทำไมถึงไม่ยอมให้เปลี่ยน
 
เมื่อสักไม่นานมานี้ ผมได้ยินผู้ใหญ่ที่ "ปรารถนาจะเห็นบ้านเมืองสงบ" คุยกันว่า ท่านได้มีโอกาสฟังอาจารย์นิติศาสตร์ท่านหนึ่งพูดถึงประชามติรัฐธรรมนูญแล้วชอบใจ เพราะอาจารย์นั่นพูดว่า ฝ่ายที่ไม่รับอย่างเอาแต่ยืนยันว่าจะไม่รับ ต้องออกมาบอกว่าไม่รับเพราะอะไร ไม่ดีตรงไหน ไม่ชอบมาตราไหน ว่ากันไปเป็นจุดๆ ไม่ใช่ยังไม่ทันอ่านก็ต่อต้านเสียแล้ว
 
ผมนั่งคิดในใจว่า "อ้าว นี่เท่ากับโยน Burden of Proof ให้ประชาชนนี่หว่า" เพราะก่อนนี้ รัฐธรรมนูญ 2540 ใช้อยู่โดยชอบธรรมและทุกฝ่ายยอมรับ เมื่อขุนทหารมาฉีกทิ้งไป แล้วเสนอร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาแทน  นอกจากการใช้อคติว่า รัฐธรรมนูญ 2540 สร้างนายกแบบทักษิณขึ้นมาจึงต้องทำลายทิ้ง  ยังไม่มีการพิสูจน์ความผิดของรัฐธรรมนูญ 2540 เลย (ผิดที่ตัวบท หรือคนที่นำไปใช้?)  ผมคิดว่า ฝ่ายต่อต้านนั้นเขาให้เหตุผลอยู่มากแล้ว โดยเฉพาะว่ารัฐธรรมนูญ 2550 เพิ่มอำนาจแก่กลุ่มอำนาจที่ไม่ได้มาจากปวงชน ซึ่งบรรดาผู้ร่างยังเถียงข้อนี้ไม่ค่อยจะขึ้น แต่หันไปเชิดชูระบบการตรวจสอบ (ที่ใช้การแต่งตั้งและคัดสรร) แทน หรือการจัดระบบทุกอย่างให้บอนไซพรรคการเมืองนั้น เป็นความจงใจสร้างรัฐบาลผสมที่อ่อนแออย่างชัดเจน …ทั้งหมดสะท้อนว่าปีศาจทักษิณยังหลอกหลอนคนเหล่านี้
 
แทนที่ผู้เสนอสิ่งใหม่จะต้องบอกกับสังคมและ defense สิ่งที่ฝ่ายตนเสนอ กลับให้ประชาชนต้องมานั่งเถียงว่า ทำไมจึงไม่เอาสิ่งที่เขาเสนอมาให้  ยังไม่นับการคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกในอีกหลายภาคส่วนของประเทศ ประชาชนจะแสดงจุดยืนอย่างไร จะเรียกร้องให้รัฐบาลและคมช. พิสูจน์สิ่งที่เสนอออกมาได้อย่างไร  การณ์จึงกลับกลายเป็นว่า ประชาชนจงสงบอยู่กับบ้าน รอเอกสารรัฐธรรมนูญส่งไปถึงบ้าน แล้วก็เป็น Bueden of Proof ของพวกท่านเองว่ามันดีหรือมันแย่ ขณะที่คมช. ยึดความคิดตนเป็นหลักว่า ฉันจะเสนอของใหม่ของฉันเนี่ยแหละ แล้วไม่ต้องมีกระบวนการพิสูจน์ตัวเองแต่อย่างใด โดยอ้างพล่อยๆ ว่า เสนอสิ่งใหม่ให้แล้ว ที่เหลือขึ้นกับการตัดสินใจของประชาชน (ซึ่งลึกๆ แล้วแทรกแซง/เอาเปรียบ/บงการ อยู่ทุกขั้นตอน)
 
Burden of Proof ซึ่งพึงจะต้องตกกับคมช. สสร. และสนช. จึงกลายเป็นตกอยู่กับประชาชนแทน ด้วยประการฉะนี้  สำหรับผมนี่เป็น logic ที่กลับหัวกลับหาง
 
…และเป็นอีกครั้งที่เราสามารถหาตัวอย่างความบกพร่องทางตรรกะในรูปแบบเดียวกันทั้งจากฝ่ายโปรทักษิณและฝ่ายโปรศักดินา-อำมาตยาธิปไตย (ดูในข้อเขียนเรื่อง ปีศาจที่มีสติปัญญาในระดับเดียวกัน, 3 มิถุนายน 2550)
 
2. Axiom
 
เรื่องที่สองคือเมื่อสัปดาห์ก่อน นายกสุรยุทธ์และคนในคมช. ออกมาพูดย้ำประเด็นเรื่องบทบาทเปรมที่มีต่อการรัฐประหาร ก่อนหน้านี้เปรมออกมาพูดว่า ตนเป็นองคมนตรีจะไปมีบทบาทเกี่ยวข้องได้อย่างไร  ลูกไล่ของเปรมจึงช่วยออกมาพูดน้ำว่า "ท่านเป็นองคมนตรี ท่านไม่สามารถเกี่ยวข้องกับการเมืองได้"
 
ความตลกทางตรรกะของเรื่องนี้ คือ คนตอบจงใจใช้สัจจพจน์ (หรือมูลบท หรือ axiom) มาเป็นคำตอบในการพิสูจน์ ซึ่งในทางวิธีวิทยาของศาสตร์ใดๆ ก็ตาม ไม่มีใครเขาทำกัน
 
Axiom คือ อะไร? มีการแปลเป็นไทยว่า สัจจพจน์บ้าง มูลบทบ้าง  ในทางคณิตศาสตร์ axiom เป็นพื้นฐานของการพิสูจน์ต่างๆ เพราะ เป็นข้อความที่เรากำหนดขึ้นเนื่องจากมีความจริงในตัวของมันเอง (self-evident truth) หรือเราสมมุติให้จริง (โดยไม่ขัดกับ common sense) เพื่อใช้รองรับการพิสูจน์
 
หากเคยได้ยินเรื่องมูลบทของยูคลิด (Euclid) นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกที่เป็นผู้ริเริ่มวิธีการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์โดยอาศัยการผลลัพธ์ต่างๆ จะทราบว่า วิธีของยูคลิดเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงง่ายๆ อาศัยความสอดคล้องของ logic derive ไปจนได้ผลลัพธ์หรือทฤษฎีที่ซับซ้อนขึ้น
 
เช่น มูลบทแรกของยูคลิดระบุว่า จุดคือสิ่งที่เล็กที่สุด  จากนั้นจึงมีมูลบทเกี่ยวกับเส้นตรง โดยเขาให้ความหมายว่า เส้นตรงคือระยะทางที่สั้นที่สุดระหว่างจุดสองจุดใดๆ ซึ่งจะเห็นว่า หากเรากำหนดจุดสองจุดใดๆ ขึ้นมาแล้ว  และเราต้องลากเส้นเชื่อมจุดนั้น  เส้นที่สั้นที่สุดก็คือเส้นตรงนั่นเอง  ไม่มีทางที่เราลากเส้นบิดเบี้ยวต่างๆ แทนแล้วจะมีระยะสั้นกว่านั้นได้ (ยกเว้นใน Warp Theory แบบ Star Trek ที่สร้าง Warp field บิดพับอวกาศเพื่อเปลี่ยนระนาบระหว่างจุด มาใช้ระนาบใหม่ที่สั้นลง)   เมื่อได้เส้นตรงแล้ว ยูคลิดจึงนำสมบัติเหล่านี้ไปใช้ในการพิสูจน์ทางเรขาคณิต ได้ข้อสรุปต่างๆ เช่น มุมแย้งมีขนาดเท่ากัน หรือมุมภายในของสามเหลี่ยมเท่ากับ 180 องศา ตัวอย่างนี้คือลักษณะของการใช้ axiom เพื่ออ้างอิงและนำไปสู่การพิสูจน์หรือกำหนดความหมายของสิ่งใหม่

 

กลับมาเรื่องของเปรม ถ้าเราบอกว่า ในการทางการเมืองมี axiom (ซึ่งอิงมาจากรัฐธรรมนูญ) ว่า องคมนตรีไม่สามารถมีบทบาททางการเมืองและต้องถวายสัตย์ว่าจะปกป้องรัฐธรรมนูญ 

 

แต่เมื่อมีองคมนตรีออกมาปาฐกถายุให้กองทัพขัดกับรัฐบาล (จ๊อกกี้) จึงมีคนถามว่า นั่นเป็นการเคลื่อนไหวที่ให้คุณแก่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลเลือกตั้งมิใช่หรือ? นั่นมิใช่การแสดงบทบาททางการเมืองหรือ? 

 

เมื่อองคมนตรีนำคณะทหารก่อการเข้าเฝ้ายามดึก มีคนถามว่า นั่นมิใช่การแสดงความโน้มเอียงเข้ากับกองทัพซึ่งเข้ามาสู่การมีอำนาจทางการเมืองหรือ? นั่นเป็นขอบข่ายอำนาจหน้าที่ขององคมนตรีหรือ? ทำไมไม่เป็นองคมนตรีท่านอื่น หรือเพราะท่านนี้ให้ความเห็นชอบกับผู้ก่อการมาโดยตลอด? ละเมิดคำสัตย์ว่าจะปกป้องรัฐธรรมนูญหรือไม่?

 

เมื่อมีการสรรหานายกคนใหม่จนได้คุณสุรยุทธ์ ประธานองคมนตรีออกมาบอกว่า "คนนี้ดีที่สุด" มีคนถามว่า นี่มิใช่การเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือ? นายกเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร ไยต้องได้รับการรับรองจากบุคคลที่ตามตำแหน่งแล้วเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์?  มีครั้งไหนที่การได้นายกต้องมีการตีตรารับรองจากองคมนตรีเช่นนี้?

 

ประเด็นสำคัญคือ เมื่อการกระทำเหล่านี้นำไปสู่คำถามเพราะมันดูเหมือนจะผิดไปจาก axiom ขององคมนตรี แต่แทนที่ข้อเท็จจริงเหล่านี้จะถูกนำมาพิสูจน์ว่า ขัดหรือไม่ขัดกับ axiom? ถ้าขัดแสดงว่าองคมนตรีทำผิดหน้าที่ใช่หรือไม่? คนที่ดาหน้ามาตอบไม่มีใครโต้ตอบคำถามเหล่านี้เลยสักคน  ทุกคนกระโดดไปหา axiom ที่ว่า องคมนตรีไม่สามารถมีบทบาททางการเมืองได้  ดังนั้น ข้อสรุปคือ ป๋าของพวกเขาเป็นองคมนตรี เรื่องที่มีการสังสัยกันจึงไม่จริง ที่ท่านทำไปล้วนไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับการเมือง (การพูดซึ่งมีผลให้คุณให้โทษทางการเมืองนั้น เป็นการดำเนินการทางการเมืองทั้งสิ้นมิใช่หรือ?)

 

ผมเขียน blog นี้ ส่วนหนึ่งเพื่อแสดงความเห็น ประณาม และเรียกร้องทางการเมือง  ในขณะเดียวกันผมเป็นข้าราชการด้วย สังคมมีค่านิยมที่พอจะเป็น axiom หนึ่งว่า "ข้าราชการต้องไม่ฝักใฝ่การเมือง"  สมมุติกระทรวงต้นสังกัดของผมถูกสั่งให้มาสอบสวนตัวผม

 

ข้อหามีอยู่ว่า ผมกระด้างกระเดื่องกับรัฐบาลทหารปัจจุบัน

 

หลักฐานหรือข้อเท็จจริงแวดล้อมมีว่า ผมเขียน blog ทางอินเตอร์เน็ตเพื่อโจมตีรัฐบาลทหารและขุนศึก

 

ในขั้นตอนพิสูจน์ผมอ้างว่า "ผมเป็นข้าราชการ ผมไม่สามารถฝักใฝ่การเมืองได้ ดังนั้น ไม่ว่าผมจะทำอะไรไป ผมก็ไม่เกี่ยวกับการเมือง เพราะผมเป็นข้าราชการ  สิ่งที่ผมทำลงไปไม่ต้องเอามาดู รู้แต่ว่าผมเป็นข้าราชการ ด้วยความเป็นข้าราชการผมไม่มีทางฝักใฝ่การเมือง" (ลองแทนที่คำว่า "ข้าราชการ" ด้วยคำว่า "องคมนตรี" ในทุกๆ จุด)

 

จะเห็นว่า หากเราเอา axiom มาเป็นคำตอบในตอนท้ายเช่นนี้แล้ว หลักฐานแวดล้อม (ในที่นี่คือการแสดงออกทางความคิดผ่าน blog) จะไม่มีค่าใดๆ เลย เพราะผมจะอ้างอิงแต่ axiom เรื่องจรรยาบรรณข้าราชการนั้นอย่างเดียวก็พอ 

 

แล้วคิดดูว่า ผมจะทำอย่างที่เปรมทำได้หรือ? เปรมไม่เห็นได้พิสูจน์ใดๆ เกี่ยวกับสิ่งที่ตนกระทำลงไปแม้แต่น้อย แต่กลับอาศัย axiom ความเป็นองคมนตรีมาบอกว่า เขาไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมือง   ความกลับหัวกลับหางของตรรกะในเรื่องนี้จึงอยู่ที่การนำสมมติฐานมาเป็นคำตอบในตัว แล้วละเลยกระบวนการพิสูจน์ ละเลยการกระทำแวดล้อมที่เห็นอยู่ทนโท่

 

ถึงที่สุดแล้ว ผมเห็นว่า ในการทางการเมือง เราไม่สามารถมี political axiom ได้ เพราะการกำหนดขอบเขตของ player ต่างๆ ทางการเมืองนั้น วางอยู่บนระบบคุณค่าบางประการซึ่งไม่ใช่ self-evident truth เหมือน mathematical axiom …การไม่สามารถมี political axiom นี้ รวมถึงทุกๆ สถาบันที่เราอยากจะให้ "เป็นกลาง" นั่นแหละ

 

เราไม่อยากให้ข้าราชการฝักใฝ่การเมืองเพราะ เรามีค่านิยมว่าข้าราชการต้องสามารถทำงานได้กับรัฐบาลที่มาจากฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลเดิมก็ได้ทั้งนั้น  แต่ในฐานะที่ข้าราชการเป็นปัจเจก ข้าราชการย่อมมีความคิดเห็นทางการเมืองได้ จะชอบรัฐบาลจากฝ่ายหนึ่งมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่งก็เป็นสิทธิ  การสวมหัวโขนป็นข้าราชการอยู่จึงจำต้องเก็บความคิดความเห็นของตนไว้เพื่อไม่ให้กระเทือนต่อการปฏิบัติหน้าที่  แต่การเป็นข้าราชการไม่สามารถใช้เป็นเครื่องบ่งชี้หรือพิสูจน์ว่า บุคคลผู้นั้นจะไม่มีความโน้มเอียงทางการเมือง การไม่ฝักใฝ่การเมืองของข้าราชการ (และองคมนตรี) ไม่ใช่ self-evident truth  

 

ที่กล่าวมานี้จึงเป็นความบกพร่องในการใช้ logic อีกครั้งของรัฐบาลเผด็จการทหารและคมช. ซึ่งไม่เข้าในบทบาทของ axiom ไม่เข้าใจกระบวนการพิสูจน์ทางตรรกะ และถึงขั้นที่เมื่อพ่ายแพ้ในการพิสูจน์เพราะจำนนด้วยหลักฐาน ก็จับเอา axiom ซึ่งโดยพื้นฐานเป็นมูลบท หรือในกรณีนี้จะเรียกว่าสมมติฐานก็ได้ มาใช้เป็นข้อสรุปแทน

 
สรุป
 
แค่ตัวอย่างสองเรื่องนี้น่าจะสะท้อนวิธีคิดแบบอำนาจนิยมคุณธรรม-เผด็จการโดยธรรม ของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย ซึ่งยากที่จะดำรงอยู่อย่างสง่างามภายใต้ระบบคุณค่าแบบประชาธิปไตยสมัยใหม่ และความลักลั่นในการหาข้อแก้ตัวให้ตนเองนี้ปรากฎอยู่ประปราย ในยามที่ต้องปฏิสังสรรค์กับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะการบอกว่า ถึงจะอยู่ภายใต้เงื่อนไขนี้ บ้านเมืองก็เป็นประชาธิปไตย ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศช่างขยันเรียกคณะทูตมา "ทำความเข้าใจ" เหลือเกิน
 
ร่างรัฐธรรมนูญ 2550 ล้วนเต็มไปด้วยตัวบทที่อิงคติอำนาจนิยมคุณธรรม-เผด็จการโดยธรรม สร้างระบบอำนาจแบบที่กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยคิดว่าคือสมดุลของพลังแบบของเขา (คือ ทุกภาคส่วนรวมกันไม่ติด สยบยอมต่อเขา และไม่มีพลังทางอุดมการณ์แบบที่เทียบรัศมีเขาได้)  สำหรับตรรกะในการอธิบายประเด็นเกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญซึ่งมีการถกเถียงกัน ฝ่ายผู้ร่างจึงอาศัยตรรกะแบบกลับหัวกลับหางและกำปั้นทุบดินแบบสองเรื่องที่ยกตัวอย่างมาเสมอ เช่น ให้ราชการจัดรถอำนวยความสะดวกแก่ผู้ไปลงประชามติได้ เพิ่มเวลาลงคะแนนถึงสี่โมงเย็น ฯลฯ แล้วบอกว่าไม่ได้ทำไปเพื่อเอาเปรียบอีกฝ่าย
 
…นี่อาจเป็นกลุ่มอาการของฝ่ายที่เห็นว่า เมื่อคำอธิบายข้างๆ คูๆ และกำปั้นทุบดินแบบของตนสามารถครอบงำสังคมได้มากขึ้นเรื่อยๆ จึงเริ่มกล้าทำเรื่องน่าละอายได้อย่างสะดวกใจมากขึ้น เพราะหากมีคำถามใดๆ ก็ใช้วิธีผลิตตรรกะที่บกพร่องออกมาใช้อธิบายไปได้เรื่อยๆ อยู่นั่นเอง
 
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s