นักการเมือง “มูมมาม” (?) / เดินตามศักดินา “อิ่มทิพย์” (?)

 
หากติดตามสภาพความเป็นไปของการเมืองในห้วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา อาจจะพบกับความน่าสมเพชของนักการเมือง 2 เผ่า
 
กับ นักการเมืองเผ่าเลือกตั้ง (บ้างใช้คำว่า นักเลือกตั้ง) เราได้เห็นพวกหน้าเก่าจำนวนมากลุกขึ้นมาผสมพันธุ์กัน ที่ครึกโครมหน่อยคือลิเกฉาก "เพื่อแผ่นดิน" ที่เล่นเอา "ส. โองการฟ้า" ผู้สวมบท deal maker ต้องหลบเลียแผลและอับอายกับความละอ่อนทางการเมืองของตนอย่างสาหัส กรณีนี้ ด้วยภาษาของพงศาวดารจีนต้องเรียกว่า "สามเพลง ตกม้าตาย" …คำไทยง่ายๆ คือ "ท่าดี ทีเหลว"
 
กับ นักการเมืองเผ่าแต่งตั้ง (บ้างใช้คำว่า พลังอำมาตยาธิปไตย) เราได้เห็นกระบวนการไล่ตีด้วยกฎหมายปปช. เมื่อบวกกับการอ้างมโนธรรมในฐานะที่ประกาศตัวเป็น "รัฐบาลคุณธรรมนำไทย-ทำดีให้เด็กดู" ทำเอา "ขิงแก่อดีตปลัดคลองหลอด" ถูกกระแสโถมใส่อย่างสาหัส เมื่อเทียบกับขิงแก่อีกสองแง่งที่ถอดใจลาออกไปก่อน กรณีนี้ ด้วยภาษาเคล็ดวิชากำลังภายในต้องเรียกว่า "ยืมหอกสนองคืนผู้ใช้" …ภาษากวีศรีปราชญ์เรียกว่า "ดาบนั้น คืนสนอง"
 
ทั้งสองเรื่องหากมองหาสัจธรรม ก็จะพบสัจธรรม
 
๑….
 
เรื่องของนักเลือกตั้งนั้น ผมสารภาพว่า ฟังจากคำพูดของแต่ละรายเมื่อวันแถลง "เพื่อแผ่นดิน" นับเป็นครั้งที่ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความเป็น "ลิเก" ที่น่าเลี่ยนที่สุดแล้วในทางการเมือง  ไม่ทราบว่าคิดกันได้ยังไงไอ้คำประเภท "วางอัตตาไว้นอกศูนย์ประชุม", "ไม่ขอรับตำแหน่งใด ยกพรรคให้แก่แผ่นดิน"
 
สำหรับ "ส. โองการฟ้า" (ในแวดวงมีข่าวลือว่า ส. ผู้นี้ชอบอ้างโองการสวรรค์ แต่จะเป็นผู้รับอาณัติสวรรค์จริงๆ หรือไม่ ไม่ยืนยัน) ย่อมได้บทเรียนว่า ในเกมการเมือง หากท่านคิดจะจับเสือมือเปล่านั้น ไม่มีทาง เพราะธุรกิจการเมืองต้องลงทุน ผู้คุมทุนแท้จริงจึงเป็นผู้คุมอำนาจ  แค่มาทำตัวเป็นคนกลางแล้วหวังผล โดยไม่ลงทุนน่ะหรือ  หากท่านคิดได้ ผู้อื่นย่อมมองออกเช่นกัน
 
สมัยที่ ส. โองการฟ้า ได้ดีนั้น ล้วนได้มาในฐานะนักการเมืองรับเชิญทั้งสิ้น ซึ่งในกรณีรับเชิญ การลงทุนจะออกมาในรูปแบบของการ "ประจบประแจงสุดฤทธิ์" (เพราะไม่มีปัญญาลงเงิน) ซึ่ง ส. โองการฟ้า ก็สอบผ่านจนเรียกได้ว่า "ขนติดปาก" มาแล้วทั้งในสมัยของ มังกรสุพรรณ และ น้าเหลี่ยม  กล่าวเฉพาะในยุคสมัยน้าเหลี่ยมนั้น ผมและเพื่อนร่วมวิชาชีพบางคนเห็นตรงกันและยืนยันได้ถึงพฤติกรรมประเภท "ถูกครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน" ซึ่ง ส. โองการฟ้า สามารถลงทุนจนพิชิตใจน้าเหลี่ยมมาได้สำเร็จ
 
แต่ในยามน้าเหลี่ยมตกอับ ส. โองการฟ้า คงเปลี่ยนไปยึดคติพจน์ของโจโฉที่ว่า "คนไม่เห็นแก่ตัว ฟ้าดินลงทัณฑ์" สำหรับเด็กๆ ที่ไม่แก่สำนวนขอให้ทราบว่าพฤติกรรมนี้ของ ส.โองการฟ้า ตรงกับคำว่า "ชิ่ง" ที่เด็กๆ ใช้กัน….แต่สำหรับน้าเหลี่ยมคงรู้ซึ้งภาษิตไทยโบราณว่า "เมื่อพีเนื้อหอม เมื่อผอมเนื้อเหม็น"
 
คมช. เห็นอาการระริกระรี้รอวันเลือกตั้งของนักการเมืองคงกระอักกระอ่วนใจ เพราะเหมือนกับว่า การลงทุนที่ตนเหนื่อยยากมา พอกำลังจะพ้นวาระไป นักการเมืองมูมมามก็รอเสวยอำนาจอยู่ต่อหน้าต่อตา  ก่อนนี้ นักการเมืองพวกนี้สิ้นฤทธิ์ภายใต้น้าเหลี่ยมชนิดหือไม่ขึ้น การปฏิวัติช่วยปลดแอกนักการเมืองเหล่านี้จากกฎเหล็กของรัฐธรรมนูญปี 2540 และความหวังสูงสุดของคนพวกนี้ คือ รอทหารลงจากอำนาจ แล้วเข้ามาแสดงหาอำนาจและส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากการเข้าเป็นฝ่ายบริหาร  แต่ครั้งนี้ไม่ต้องรอแทะกระดูกที่น้าเหลี่ยมโยนให้ เพราะจะรวมตัวกันเข้าไปกินเอง เมื่อน้าเหลี่ยมกลับมาไม่ได้
 
อ่านไทยรัฐวันก่อนมีพูดๆ เหมือนกันว่า บรรดาขุนศึกที่เข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจนั้น ปราบทุจริตกันจนพุงกางแล้ว น่าเห็นใจท่านๆ เหล่านั้นอยู่ เพราะเวลาในการเสวยอำนาจสั้นลงๆ ทุกที
 
ที่สุดแล้วสัจธรรมสำหรับบรรดาขุนศึก คือ การได้อำนาจนั้นไม่ยาก แต่การรักษาอำนาจไว้ยากกว่า   ทั้งนี้ การรักษาอำนาจรวมถึงการ "ต่อท่อ" อำนาจด้วย ซึ่ง "ขุนศึกบัง" กำลังถูกจ้องมองด้วยข้อหานี้  แต่ดูแล้วยังไงๆ ขุนศึกบัง ย่อมได้มาเป็นสมาชิกใหม่ในครม.ขิงแก่อย่างมิพักต้องสงสัย ซึ่งคงต้องแลกมาด้วยการทนฟังเสียงสรรเสริญดังขรม เพราะมองยังไงๆ การรัฐประหารก็เอื้อให้ขุนศึกบังได้ประโยชน์มากมายในปีสุดท้ายของชีวิตราชการ คงเลยไปจนถึงชีวิตหลังราชการด้วย 
 
โลกเปลี่ยนไปขุนศึกย่อมบริหารประเทศด้วยความกระอักกระอ่วน และคงคร่ำครวญว่า โลกไยไม่เหมือนสมัย "จอมพลผ้าขาวม้าแดง" ที่ทำอะไรก็สะดวกโยธิน  ครั้นมองภาพวันที่ตนจะพ้นจากอำนาจ ก็ยิ่งกระอักกระอ่วนเมื่อเห็นนักการเมืองรอคอยเสวยอำนาจกันอย่างมูมมาม คงนึกรำพันว่า ปล่อยผีการเมืองแล้วตนได้อะไรบ้าง…ได้น่ะได้ แต่มันสั้นนัก ได้แต่หวังว่าระบบที่ตนวางไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 จะสร้างเงื่อนไขทางอำนาจที่คงความได้เปรียบของตนไว้ให้ได้มากที่สุด แต่อนาคตจะเป็นอย่างไร ตอนนี้มีแต่พระเจ้าที่รู้
 
กล่าวสรุปสำหรับนักการเมืองเผ่าแรก เผ่านี้มูมมามอย่างปราศจากข้อกังขา ครั้นจะรวมตัวหรือทำตัวให้ดูดี พูดอะไรสวยๆ หรูๆ ก็ท่าดีอยู่ได้ไม่กี่วัน  ตอกย้ำความมูมมามให้ประจานตนเองหนักเข้า  ขุนศึกก้าวเข้ามาคืนชีวิตให้คนเหล่านี้ แต่ใครจะกล้ารับรองว่าขุนศึกก็ไม่มูมมาม?  ความมูมมามคงไม่เกิดเฉพาะบนโต๊ะอำนาจเศรษฐกิจ แต่ในรอบปีที่ผ่านมาความมูมมามบนโต๊ะอำนาจการเมืองนับได้ว่าพึงสำเหนียกอยู่ ล่าสุดการปลด อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย จากกรรมการสิทธิมนุษยชน สำหรับผมคือการลุแก่อำนาจอย่าง ดิบ เถื่อน และขาดความสง่างามยิ่ง ความมูมมามจึงไม่น่าที่จะเป็นสมบัติของเผ่าใดเผ่าหนึ่งโดยเฉพาะ
 
ขณะที่ม่านของขุนศึกเองกำลังจะปิดจนต้องหันไปเดินเกมหลังเวทีแทน …หลายคนพูดถึงสภาวะไร้เสถียรภาพในอนาคตอันใกล้ ผมเองเชื่อว่าการจะปฏิวัติอีกหนไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้
 
๒….
 
นักการเมืองเผ่าแต่งตั้งเริ่มแพ้ภัยตัวเอง เพราะไปชูความเหนือกว่าทางจริยธรรมเอาไว้มากเข้าๆ  ครั้นโดนเปิดว่าถือหุ้นเกินสัดส่วนที่กฎหมายกำหนด (แต่เอาผิดไม่ได้เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวคุ้มหัวไว้)  อนิจจาคนหรือจะต้านกระแส ยิ่งใช้คุณธรรมไปโจมตีเขา ใช้คุณธรรมเป็นยี่ห้อของตัว มันก็ขว้างงูไม่พ้นคอ  เพราะสังคมจะเรียกร้องบรรทัดฐานที่สูงขึ้น  "ขิงแก่อดีตปลัดคลองหลอด" ซึ่งทำท่าจะแข็งในทีแรกยังต้องพ่ายกระแส อย่างน้อยหนังสือพิมพ์หัวเขียวก็พร้อมใจกันเล่นเรื่องนี้ในหลายๆคอลัมน์ ผมอ่านแล้วยังสะใจดี
 
ในบางเว็บบอร์ด กองเชียร์น้าเหลี่ยมได้ใจ ออกมาเย้ยเรียกให้ "ไอ้เจ๊ก ไอ้เจิม ไอ้แก้ว เจ๊นักตรวจ ฯลฯ" ออกมาเรียกร้องคุณธรรมบ้าง  ประมาณว่าหากเรื่องประเภทเดียวกันนี้ (ถือหุ้นเกินกำหนด) เกิดกับรัฐมนตรในรัฐบาลน้าเหลี่ยมล่ะก็  เหล่าคนที่เอ่ยชื่อมานั้นต้องออกมาประโคมข่าวราวบ้านเมืองจะวอดอย่างแน่นอน…เสียงก่นด่าเรื่องสองมาตรฐานเริ่มดังขรม
 
เรื่องนี้เป็นบทเรียนสำคัญของสังคม  หากจำกันได้ ภาพของรัฐบาลน้าเหลี่ยมคือรัฐบาลของนายทุนและนักธุรกิจมองอะไรเป็นผลประโยชน์ธุรกิจ และฝ่ายบริหารไม่ปลอดจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ เพราะหลายรายคือนักธุรกิจมาแต่เริ่มวิชาชีพ
 
แต่รัฐบาลขิงแก่ส่วนมากเป็นข้าราชการมาตั้งแต่เริ่มวิชาชีพ มุมมองต่อขิงแก่จึงต่างออกไป  เหตุการณ์นี้ช่วยยืนยันว่า ชนชั้นสูงและข้าราชการเก่าซึ่งอิงตัวเองกับสถาบันแนวศักดินานั้น ไม่ได้ไร้เดียงสาเรื่องธุรกิจ
 
คงไม่ต้องย้อนไปอ่าน "ปากไก่และใบเรือ" ของนิธิ เอียวศรีวงศ์ เพื่อยืนยันการแสวงประโยชน์ทางการค้าของชนชั้นสูงยุคต้นรัตนโกสินทร์  แต่ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คนระดับที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลขิงแก่ได้นั้นมีธุรกิจส่วนตัวทั้งสิ้น
 
ด้วยหน้าที่การงาน ผมเคยได้นั่งใกล้โต๊ะทานข้าวของชนชั้นสูงผู้เป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมือง หนึ่งในนั้นมีคนระดับองคมนตรีและอดีตเทคโนแครตซึ่งเคยเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เรื่องที่ท่านคุยกันคือ asset mangement ของท่านทั้งหลาย ทั้งบริษัท ทั้งเล่นหุ้น แม้วัยท่านจะล่วง 70 ไปแล้วทั้งนั้น
 
ก่อนหน้านี้ก็มีคนออกมาปูดเรื่องป๋านั่งอยู่ในชุดกรรมการของธนาคารใหญ่ เป็นอาทิ
 
ที่สำคัญ คือ ความบูมของการศึกษาประพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของสำนักงานทรัพย์สินฯ (ส. ศิวรักษ์ เป็นคนแรกๆ ที่ท้วงติง ตามด้วยงานศึกษาเรื่องทุนไทยของทีมอ.ผาสุก ล่าสุดคือทีมฟ้าเดียวกันที่ทยอยพิมพ์บทความแหลมคมหลายชิ้น) ซึ่งทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า กลุ่มพลังซึ่งอิงตัวเองอยู่กับสถาบันแนวศักดินานั้น มีความมั่งคั่งที่จับต้องได้ และมีความไวต่อการหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
 
แต่ด้วยภาพของการเป็นข้าราชการอาชีพ (อาจรวมถึงข้าราชบริพาร) สังคมมักจะมีมโนภาพว่า คนเหล่านี้เป็นผู้ดี มีคุณธรรม ปล่อยวาง ไม่สั่งสมโภคทรัพย์….หรืออีกนัยหนึ่งติดภาพราวกับว่า เขาเหล่านั้น "อิ่มทิพย์" จึงไม่เหมือนนักการเมือง
 
การสังเวยของ ขิงแก่อดีตปลัดคลองหลอด เป็นเพียงตัวอย่างที่เล็กมากๆ ของข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประพฤติกรรมทางเศรษฐกิจของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย ซึ่งโดยความเป็นจริงแล้ว ผมเชื่อว่าครอบครองโภคทรัพย์อันมหาศาลกว่าที่คาดคิด
 
การครอบครองโภคทรัพย์จำนวนมากไม่ใช่เรื่องผิดในสายตาผม แต่การที่สังคมเคยชินกับภาพ "อิ่มทิพย์" นั้น เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง
 
เพราะความ contrast ระหว่างภาพ "มูมมาม" กับ "อิ่มทิพย์" นี่มิใช่หรอกหรือ ที่ทำให้พวกพันธมิตรฯ ไล่ฝ่ายหนึ่งกลางเมืองและส่งเทียบเชิญอีกฝ่ายหนึ่งมาปฏิวัติอย่างไม่อาย (คนรับเทียบก็ทำจริงๆ ด้วย) ….พูดแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องเชื่อว่า การสร้างภาพ มันทรงพลังจริงๆ
 
เมื่อใดกันที่เราจะกล้ามอง กล้าขุดคุ้ย อย่างทั่วถึงเหมือนกับที่มองนักการเมืองว่า "มูมมาม" (ซึ่งมูมมามจริง) …ช่วยกันถอดรื้อภาพ "อิ่มทิพย์" เถอะ
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s