ดี-ชั่ว ดูที่ความใกล้ชิด คิดผิดและถอยหลัง!

 

เรื่องหมิ่นองคมนตรีอีกแล้ว!!!! คราวนี้ถึงขั้นจะใส่ไว้ในประมวลกฎหมายอาญา

 
 
 
Etat de Droit มีปฏิกิริยาอย่างรวดเร็วตามคาด ในข้อเขียนเรื่อง Unacceptable, Silence, Comparative study ที่ http://etatdedroit.blogspot.com/
 
ในรอบปีที่ผ่านมา มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากในเรื่องการหมิ่นองคมนตรีว่า ถึงขั้นที่จะต้องดำเนินการเหมือนกับกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่  ซึ่งข้อถกเถียงนี้เป็นผลพวงส่วนหนึ่งของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และน่าจะเป็นปฏิกิริยาจากกรณีการเดินขบวนไปบ้านสี่เสาด้วย
 
จากการติดตามการถกเถียงในประเด็นนี้ ผมคิดว่า กล่าวโดยสรุปแล้วโจทย์ที่ควรต้องไล่ตีให้แตกประกอบด้วย
 
1. การแยกแยะระหว่าง สถาบันพระมหากษัตริย์ กับ พระมหากษัตริย์ (ในแง่ปัจเจกบุคคล) : เรื่องนี้ยังขาดความชัดเจนในทางปฏิบัติ และภายใต้เงื่อนไขปัจจุบัน ผมคิดว่าการแยกแยะให้เด็ดขาดยิ่งทำได้ยาก ระยะเวลาทางประวัติศาสตร์ที่เนิ่นนานน่าจะมีส่วนทำให้-ไม่ว่าองค์กรใดๆ ก็ตาม-ประสบกับภาวะอึมครึมในการแยกระหว่างตัวบุคคลกับสถาบัน
 
2. เหตุผลในการมีกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : หัวใจของกฎหมายคือการคุ้มครององค์อธิปัตย์ (ในฐานะเป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตย) เพื่อปกป้องกลไกการใช้อำนาจอธิปไตย เช่น นิธิ เคยยกตัวอย่างว่า การที่ทรงตรัสสั่งให้เคลื่อนรถพระที่นั่ง เป็นเรื่องที่สั่งตามพระพอพระราชหฤทัย คงมิได้ทรงกระทำโดยอาศัยอำนาจอธิปไตยของชาติ  แต่การลงพระปรมาภิไธยในกฎหมายย่อมเป็นการกระทำในฐานะสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่ในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งกฎหมายจะต้องปกป้องความชอบธรรม
 
3. ขอบข่ายของการตีความการกระทำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : ปัญหานี้อยู่ที่การใช้แนวทางวิชาการเพื่อตีความโดยเคร่งครัด มักจะให้ผลบังคับใช้ที่วงแคบ ขณะที่ฝ่ายซึ่งใช้ความรู้สึกและศรัทธาในการตีความ ต้องการตีความให้กว้างที่สุด
 
4. ขอบข่ายการบังคับใช้ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ : กฎหมายเดิมให้ครอบคลุมพระมหากษัตริย์จนถึงรัชทายาท แต่เกิดการถกเถียงกันว่าจะกินความรวมถึงองคมนตรีหรือไม่  ในทางวิชาการย่อมไม่รวมถึงเพราะกฎหมายไม่ระบุไว้ แต่ฝ่ายซึ่งใช้ความรู้สึกและศรัทธาในการตีความอยากให้รวม เช่น การรู้สึกว่าเปรมซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของบ้านเมืองไม่ควรถูกขับไล่-ประณาม แต่การ ‘รู้สึก’ เช่นนี้เป็นคนละเรื่องกับข้อถกเถียงว่า ประชาชนมีสิทธิจะขับไล่เปรมในฐานะบุคคลสาธารณะหรือไม่
 
5. สถาบัน-กลุ่มคนที่เชื่อมโยงกับสถาบันพระมหากษัตริย์ : การสถาปนา "เครือข่ายในหลวง" (คำนี้มีใช้ในวงวิชาการจริงๆ) ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทำให้เกิดภาวะการเชื่อมโยงจนประหนึ่งว่าคนกลุ่มหนึ่งมีสถานะพิเศษ และอีกเช่นกันที่มิใช่การมีสถานะพิเศษโดยอาศัยโดยข้อกฎหมาย แต่พิเศษในแง่อารมณ์ความรู้สึกกับศรัทธาอารมณ์ 
 
ผมเห็นว่า ปัญหาเหล่านี้จะพร่าเลือนต่อไป เมื่อโจทย์ข้อ 1 ตีไม่แตก (ปัจเจกหรือสถาบัน) พอมาเจอโจทย์ข้อ 2 (กรณีไหนบ้างที่กฎหมายจะนำมาบังคับใช้) ก็ดันไม่เข้าใจหลักการของกฎหมายอีก บวกกับความไม่ชัดเจนข้อ 1 ยิ่งเกิดการตีขลุมไปใหญ่  พอมาถกเถียงในข้อ 3 และ 4 ก็มีการเอาความรู้สึกและศรัทธาอารมณ์มาใช้กันมากกว่าข้อเท็จจริง และเมื่อเจอเงื่อนไขในข้อ 5 ความรู้สึกจะออกมาในแนวว่า สร้างเกราะคุ้มกันให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยสุด รูปการณ์จึงออกมาเป็นสังคมแบบ "ไทยๆ" ที่ขาดการวิจารณ์ เมื่อไม่แน่ใจในหลักการก็ใช้ความรู้สึกนั่นแหละตีความไปให้กว้างที่สุด หวังว่าการทำให้เงียบ-ไม่กล้าพูดคือวิธีปลอดภัยที่สุด
 
เรื่องนี้ ผมไม่เคยเรียนกฎหมาย ที่กำลังจะเพ้อเจ้อเขียนข้างล่างนี้ อ่านๆ ลอกๆ เขามาทั้งนั้น แต่ผมเชื่อว่าผมรวบรวมมาตีความได้ถูกต้อง
 
การที่พระมหากษัตริย์จำเป็นต้องมีผู้ถวายการรับใช้เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายยอมรับ การที่จะทรงคัดเลือกหรือแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัย ทุกฝ่ายก็ให้การยอมรับ  กล่าวเฉพาะ องคมนตรี แม้จะมีข้อบัญญัติในรัฐธรรมนูญ แต่ในแง่กระบวนการคัดเลือก กฎหมายเปิดให้องค์พระมหากษัตริย์ทรงพิจารณาตามแต่จะเห็นสมควร
 
แต่เราควรตระหนักว่า การที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยหรือทรงพระเมตตาต่อบุคคล เป็นเรื่องหนึ่ง  และเป็นคนละเรื่องกับการกำหนดเป็นตัวบทกฎหมายว่าคนผู้นั้นจะต้องได้รับการปกป้องเฉกเช่นเดียวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่
 
เพราะหลักการของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีไว้เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตย (ที่พระมหากษัตริย์เป็นเสมือนตัวแทนในการใช้อำนาจ) แต่การไว้วางพระราชหฤทัยบุคคลใดๆ นั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยแม้แต่น้อย  การที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยจึงเป็นความพึงพอใจของพระมหากษัตริย์ในฐานะปัจเจกบุคคล มิใช่ในฐานะสถาบัน  นั่นคือ มิได้จำเป็นต้องทรงใช้อำนาจอธิปไตยในการไว้วางพระราชหฤทัยผู้ใด
 
ดังนั้น เมื่อที่มาขององคมนตรีคือความไว้วางพระราชหฤทัยเสียแล้ว มีความจำเป็นอะไรที่องคมนตรีจะต้องอยู่ในข่ายให้ถูกปกป้องด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไปด้วย? เพราะในแง่ความจำเป็นของกฎหมาย องคมนตรีไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ กับอำนาจอธิปไตยเลย
 
ในหลักการ พระมหากษัตริย์ย่อมอยู่เหนือ-ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง  องคมนตรีเป็นที่ปรึกษาส่วนพระองค์มีหน้าที่ถวายคำแนะนำในเรื่องที่ทรงปรึกษา ซึ่งนั่นหมายความว่า พระมหากษัตริย์จะไม่ปรึกษาองคมนตรีในเรื่องการเมือง-อำนาจบริหาร  หากองคมนตรีไม่ต้องการดึงฟ้าให้ต่ำ ก็เป็นหน้าที่องคมนตรีจะต้องระมัดระวังตัวไม่ให้มาข้องเกี่ยวกับการเมือง-อำนาจบริหาร อันจะนำความกังขาไปสู่สถาบันพระมหากษัตริย์ด้วย  หากองคมนตรีลงมาเกี่ยวข้องกับการเมือง (ทั้งเบื้องหน้าและหลัง) ย่อมเป็นความรับผิดที่องคมนตรีมีต่อสังคม หรือจะอ้างสิทธิทางการเมืองในฐานะพลเมืองคนหนึ่งก็ยังได้  แต่ไม่มีสิทธินำพระบรมเดชานุภาพมาปกป้องตนเองจากการกระทำที่ได้กระทำไปโดยมิได้อยู่ในขอบเขตอำนาจขององคมนตรี
 
ความใกล้ชิดกับสถาบันหนึ่งๆ จะสามารถใช้วัดความดี-ชั่วของคนเราไปได้ชั่วชีวิตเลยหรือ? เราต้องยอมรับหรือว่า การที่พระมหากษัตริย์ไว้วางพระราชหฤทัยแต่งตั้งคนดีๆ หนึ่งให้ถวายการรับใช้ แสดงว่าคนผู้ได้รับการแต่งตั้งนั้นจะไม่มีทางกระทำเรื่องที่ผิดใดๆ อีกเลย??? 
 
หรือการที่คนสักคนมีโอกาสถวายงานรับใช้ใกล้ชิดพระมหากษัตริย์นั้น หมายความว่าสังคมมีต้นทุนที่จะต้องศรัทธาและเชื่อมั่นในคนๆ นั้นอย่างปราศจากข้อกังขากระนั้นหรือ? สังคมต้องมีต้นทุนในการการละวางข้อสงสัยต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลๆ นั้น (เช่น มีสินทรัพย์เท่าไร มีสิทธิอยู่บ้านหลวง) ไปด้วยหรือ?
 
ที่ต้องย้ำว่า การได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสักครั้งหนึ่ง มิได้หมายความว่าคนผู้นั้นจะต้องดีไปชั่วชีวิต  เพราะอย่างกรณีการปลด ม.ร.ว. ทองน้อย  ทองใหญ่ นั่น ก็เห็นแล้วว่า แม้จะเคยได้รับพระเมตตา แต่ก็สามารถมากระทำการให้ระคายเบื้องพระยุคลบาทได้ในภายหลัง
 
หรือ กรณีของนายกสุรยุทธ์ ซึ่งเคยเป็นองคมนตรีและลาออกไปแล้ว ปัจจุบันกำลังเผชิญมรสุมจากบุรุษคาบไปป์ ด้วยข้อหาเรื่องที่ดินเขายายเที่ยง  สมมติว่า วันหนึ่งสังคมเกิดเชื่ออย่างกว้างขวางว่าการได้ที่ดินนั้นมาผิดหลักจริยธรรมจริงๆ ก็ควรที่จะว่ากันตามผิด  โดยไม่ต้องโยงใยไปว่า บุคคลผู้นี่เคยได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยมาแล้ว ต้องเป็นคนที่สังคมเชื่อว่าดี (ไปตลอดชีวิต)
 
ไม่ว่าใครจะมองอย่างไร สำหรับผม การคิดโดยอิงแต่ศรัทธาเช่นนี้รังแต่จะเพิ่มภาระให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ และคนที่เข้าไปพึ่งพระบารมีนั้นมีแต่ได้ ผมไม่เห็นว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะได้ประโยชน์อันใดไปด้วย
 
การนำพระบารมีปกเกล้ามาใช้ในทางนี้ ย่อมเห็นกันอยู่ว่า เรากำลังตีความในแนวทางที่เอาความไว้วางพระราชหฤทัย พระเมตตา หรือพระบารมี มารับรองหรือมาให้ credit ตัวบุคคลหรือปิดปากสมาชิกอื่นๆ ในสังคม ซึ่งนั่นก็ไม่ถูกอยู่แล้ว…แต่หากถึงขั้นจะต้องระบุเรื่ององคมนตรีเป็นกรณีหนึ่งในกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้วล่ะก็ ต้องถามตัวเองว่า นี่เป็นสังคมประชาธิปไตยหรือสมบูรณาญาสิทธิราชย์
 
….ฟ้าเดียวกันเคยพาดหัวปกฉบับหนึ่งว่า พัฒนาการ 75 ปีของประชาธฺปไตยไทยนั้น เป็น "การเดินทางเพื่อกลับไปที่เดิม" ….รอดูกันว่า สนช. (หรืออีกหนัยหนึ่ง ฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากเผด็จการ) จะช่วยตอกย้ำสมมติฐานนั้นหรือไม่
 
 
ปัจฉิมลิขิต  ในที่สุดกลไกความละอายใจก็ทำงาน เมื่อลองโยนหินถามทางแล้วมีปฏิกิริยาในทางลบ (แม้จะยังไม่ใช่ในวงกว้าง) สมาชิกสนช. ก็ถอนการเสนอร่างกฎหมายออกไปเองตามข่าว http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9856&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
 
ปฏิกิริยาจากธงชัย วินิจจะกูล ยืนยันว่า การตรากฎหมายเพื่อรองรับความเหนือกว่าของคนบางกลุ่มขัดกับหลักประชาธิปไตยและเป็นความถดถอยhttp://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=9886&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s