…I can’t deny what I believe. I can’t be what I’m not.

 
หากประเมินตัวเองไม่ผิด ผมคิดว่า paradox อย่างหนึ่งในตัวตนของผมคือ เมื่อตัดสินเรื่องเกี่ยวกับตนเองหรือแนะนำคนอื่น (เรื่องเชิงปัจเจก) ผมจะออกแนว Liberal ซึ่งพื้นฐานคงจะมาจากแนวคิดมนุษยนิยมบวกกับยุค Enlightenment  แต่เมื่อมีคนถามถึงมุมมองในเรื่องที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนขึ้นไป (เรื่องเชิงปฏิสัมพันธ์) ผมจะออกแนว Conservative ซึ่งน่าจะมีพื้นฐานจากแนวคิดเชิง Romanticism
 
ในทางประวัติศาสตร์ แนวคิด Romaticism เป็นปฏิกิริยาต่อแนวคิด Positivism ทั้งหลายซึ่งมีรากฐานมาจากมนุษยนิยมของยุค Renaissance และก่อตัวในช่วงที่ยุโรปเข้าสู่ Modern Age ซึ่งอิทธิผลของลัทธิปัจเจกชนนิยม การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เหตุผลนิยม และ Enlightenment แผ่ซ่านไปทั่ว แต่นักคิดบางส่วนหันหลังกลับไปหา Romanticism แทน….เอาล่ะ คงไม่ไปไกลในเรื่องของประวัติศาสตร์ให้มากกว่านี้ ที่เล่าพื้นเพพวกนี้เพื่อปูพื้นความขัดแย้งทางความคิดเท่านั้น
 
มองย้อนกลับไปในชีวิตตัวเอง ผมได้เรียนรู้เรื่องเหล่านั้นในวันวัยที่กำลังก้าวจากวัยรุ่นไปเป็นผู้ใหญ่ วัยที่กำลังแสวงหาความรู้ เรื่องที่ซาบซึ้งในตอนนั้นจึงมีอิทธิพลอย่างสูงต่ออัตลักษณ์และแนวทางการดำเนินชีวิต …ดูจากคนรู้จักบางคนซึ่งไม่ได้รับสารและไม่ได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้บ้าง ชีวิตของเขาดูเหมือนว่าจะสามารถไปตามเส้นทางในกรอบของสังคมได้โดยง่ายกว่า
 
นี่แหละนะ การเลือกเป็นคนแบกรับความคิดขบถหรือคิดนอกกรอบไว้ไม่มากก็น้อย มันเหมือนการรนหาที่ คือ เห็นอะไรไม่ถูกไม่ควร ไม่เหมือนที่เรียนมา ไม่ชอบธรรม ก็อดไม่ได้ที่จะขบคิด อยากขีดเขียน อยากแลกเปลี่ยน (แต่ที่ว่ามานี้ยังเป็นการแบกรับอีนน้อยนิดเมื่อเทียบกับคนในรุ่นที่แบกรับความคิดถึงขั้นที่จะ "ปฏิวัติสังคม") แต่ก็ไม่แปลกใจที่หาคนรอบข้างที่จะขบคิด ถกเถียงร่วมกันไม่ได้ อย่างเช่นตอนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  ในเมื่อผมเข้ามหาวิทยาลัยในยุคที่ทุนนิยมเบ่งบาน ไม่ใช่ยุคที่หนุ่มสาวตั้งคำถามประเภท "เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง  ฤๅจะมุ่งมาศึกษา…"
 
ต้องขอบคุณเทคโนโลยี เพราะแม้รอบข้างจะเงียบสงัด ไม่มีมิตรให้ร่วมคิดถกเถียง แต่ยังมีเว็บไซต์อีกมากมายให้ติดตามอ่านข้อเขียน วิวาทะ และมุมมองต่างๆ จนพออุ่นใจว่า แม้รอบข้างเราจะเงียบแต่ในสังคมที่เป็นจริงหาได้เงียบไม่  ผู้คนที่แบกรับความคิดขบถและคิดนอกกรอบยังมีอีกมากที่ถกเถียงกันอยู่ให้เราได้เข้าไปรับรู้ห่างๆ ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์
 
ทั้งหมดนี่ล้วนเป็นอิทธิพลจากสมัยเรียนปริญญาตรีทั้งสิ้น
 
….
 
ตัดกลับมาที่เรื่อง Conservative  ด้วยความที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อปฏิสัมพันธ์ ผมจึงค่อนข้างให้คุณค่ากับการก่อร่างสร้างตัวของความสัมพันธ์ทุกประเภท 
 
ผมเชื่อในมุมมองที่ว่า คนเราเมื่อแรกรู้จักและแรกประทับใจกัน (ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือเป็นคนรัก) จะพยายามหันด้านที่ดีที่สุดให้อีกฝ่ายเห็น  ด้านที่ดีที่สุดมิได้หมายถึงการเสแสร้งเสมอไป แต่ด้านที่ดี อาจรวมถึงกรณีที่เรามีความรู้ความถนัดในเรื่องหนึ่งๆ และเราอยากแสดงให้เขาเห็น เรื่องที่เราช่วยเหลือเขาได้จริง ฯลฯ ซึ่งล้วนไม่ต้องเสแสร้งแกล้งทำ  แต่ไม่ว่ายังไงทุกคนย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีด้านไม่ดี บางส่วนเกิดจากอุปนิสัยและความเคยชิน เวลาจะทำให้คนไม่สามารถฝืนเป็นในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เป็นอยู่ได้นาน เวลาจึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญเสมอในความสัมพันธ์ใดๆ ก็ตาม
 
บางครั้งเวลาทำให้เราเห็นภาพที่งดงาม เช่น ภรรยาที่บ่นเรื่องสามีเก็บเสื้อผ้าไม่เรียบร้อย แต่ยังคงตามเก็บให้สามีตลอดของการใช้ชีวิตร่วมกันและจะยังคงทำต่อไป…ผมเชื่อว่านั่นไม่ใช่สิ่งแรกที่เธอเห็นในวันที่สามีเริ่มจีบแน่ๆ ภรรยาแบบนี้ย่อมต่างกับกรณีของคู่รักดาราที่เตียงหักเพียงชั่วหม้อข้าวไม่ทันดำ
 
หรือในเรื่องเพื่อน เพื่อนที่สนิทมากในห้วงหนึ่ง ด้วยเวลาที่ผ่านไปเราอาจพบว่าพอมาเจอกันอีกกลับมีเรื่องคุยน้อยลง  เพื่อนสนิทบางกรณีเมื่อเวลาผ่านไปแล้วมาเจอกัน กลับรู้สึกอยากคุยไม่รู้จักหยุดหย่อน  เพื่อนบางคนเราอยากคุยเรื่องอดีตมากกว่าปัจจุบัน บางคนคุยเรื่องปัจจุบันสนุกกว่า  เพื่อนที่เคยเป็นนักอุดมคติทางการเมือง ปัจจุบันพร้อมจะให้เราถามไถ่แต่เรื่องพระธรรมเท่านั้น …ในวันที่เจอกันอีกหนเพื่อนสนิทอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่ความรู้สึกสนิทสนมและไว้ใจไม่ได้เปลี่ยนไปด้วย
 
ทั้งสองเรื่องที่ยกมาเพราะผมมองว่า การสร้างความสัมพันธ์ต่อกันโดยเป็นสัมพันธ์ที่ไม่รวบรัดฉาบฉวยนั้น คือ กุญแจสำคัญในการทำให้ความรู้สึกดีๆ มีได้อย่างยั่งยืน  นั่นคือ เมื่อถึงเวลาที่ใครสักคนเปลี่ยนไป เราจะยังสามารถคงความสนิทไว้เนื้อเชื่อใจหรือความพร้อมที่จะอดทนในตัวเขาได้ ซึ่งมีแต่คนที่เรารักและผูกพันเท่านั้นที่เราพร้อมจะทำให้
 
กับคนที่ไม่ได้รักและผูกพันกันมาก เมื่อถึงวันที่เขาเปลี่ยนไปในแบบที่เราไม่อยากคบหาเสียแล้ว เราอาจจะเลือกที่จะเลิกซะ มากกว่าที่จะทน…นี่อาจเป็นตัวชี้วัดง่ายๆ ระหว่างคนที่เราเลือกเป็นแฟนกับคนที่จะเป็นคู่ชีวิต และทำให้ผู้ใหญ่ต้องถามเสมอว่า พวกเจ้ารู้จักกันดีพอรึยัง  และเพราะอ้างคำผู้ใหญ่แบบนี้มั้ง ผมถึงบอกว่ากับเรื่องทำนองนี้ผม Conservative   เมื่อวานนี้ก็เพิ่งเห็นไม่สอดคล้องกับสหายผู้น้องคนหนึ่งเรื่องความสำคัญของเวลา  ซึ่งเมื่อเราคิดอะไรไม่ตรงกับเด็กๆ ที่ยังแรกรุ่นเสียแล้ว คงแปลว่าตัวเราแก่ลงจริงๆ

 

แต่ด้วยเหตุผลนี้เช่นกัน ผมจึงเป็นคนแบบที่ "ไม่ใช่คนมีเพื่อนง่าย แต่มีเพื่อนที่พึ่งพาได้มาก"
 
ที่ไม่ใช่คนมีเพื่อนง่าย เพราะไม่ใช่คนเปิดตัวเองมากนัก (ขืนเปิดมากมีแต่จะเห็นด้านที่ผิดแผกแตกต่างไปจากผู้คน)  แต่ที่มีเพื่อนพึ่งพาได้อยู่มากเพราะ การคบผู้คนแบบลึกซึ้งนี่เอง ทำให้ผมศึกษาผู้คนพอสมควร และตอบตัวเองได้ว่าคนไหนที่เราถือว่าอยู่ในระดับเป็นเพื่อนที่ดี ระดับเพื่อนที่น่าเลื่อมใสยกย่อง หรือระดับเพื่อนสนิทที่ชี้ทางให้เราได้  ระดับสุดท้ายนี้ภาษาธรรมอาจเรียกว่า กัลยาณมิตร หากนิยามว่า กัลยาณมิตรคือมิตรที่พร้อมจะติติงในยามเราเดินทางผิดหรือให้ข้อคิดในยามเรามีทุกข์ทางใจ ผมเองมีกัลยาณมิตรอยู่ที่มากพอสมควร 
 
ขณะเดียวกันผมก็ยังมีเพื่อนที่ดีและเพื่อนที่น่าเลื่อมใสอีกจำนวนมาก ซึ่งแม้จะไม่ได้ลึกซึ่งถึงขั้นเข้ามาแก้ปัญหาทางจิตใจให้กันแบบกัลยาณมิตร แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของชีวิต  โดยส่วนตัวผมชอบที่จะเป็นคบหาผู้คนกว้างขวาง เมื่อมีคนที่พอจะเป็นเพื่อนกันได้แล้วจะคอยรักษามิตรภาพนั้นไว้ให้มาก ผมถือคติว่า กับคนที่ห่างจากเพื่อนสนิทไปอีกระดับหนึ่ง ไปอยู่ในส่วนของเพื่อนที่ดีนั้น ขอเพียงเรามีความจริงใจให้และร่วมทุกข์สุขกันได้ โดยไม่จำเป็นที่แต่ละฝ่ายจะต้องรู้จักกันไปหมดทุกแง่มุม  เมื่อพบแง่มุมที่ดีของคนๆ นั้นแล้วเราจะเริ่มรักและชื่นชมในข้อดีนั้น นั่นจึงเป็นพื้นฐานที่ดีในการสร้างมิตรภาพ และหลังจากนั้นการเข้าถึงซึ่งกันและกันจะตามมาเอง มากบ้างน้อยบ้างสุดแท้แต่รสนิยมการดำเนินชีวิต …เพื่อนที่ดีและเพื่อนที่น่าเลื่อมใสสองประเภทนี้หากมีมากชีวิตก็จะยิ่งมีสีสันและได้เรียนรู้มุมมองในชีวิตผ่านเพื่อนเหล่านั้น อย่างเช่นเพื่อนร่วมรุ่นรวมกรม-กลม ของผม
 
ด้วยความที่เป็นคนเลือกจะเรียนรู้จากเพื่อนมาตลอด การสร้างความสัมพันธ์กับเพื่อนสักคน (ไม่ว่าจะสนิทในระดับใด) ผมจึงให้ความสำคัญกับการหล่อหลอมด้วยเวลาเสมอ
 
….
 
นึกถึงเพลง No Matter What ของ Boyzone  ชอบเพลงนี้มานาน นอกจากความไพเราะแล้วเนื้อเพลงยังมีความหมายดี โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "I can’t deny what I believe. I can’t be what I’m not"
 
มาถึงวัยนี้ เพลงอย่าง Too Young หรือ Puppy Love มีไว้ฟังเอาไพเราะเสียแล้ว ไม่ใช่เพื่อเอาความหมายมายึดถือ
 
….ก็มันเลยวัยที่จะมองความรักและมิตรภาพในแบบฉาบฉวยแล้วนี่  การรู้จักว่าอะไรคือสิ่งที่เราเชื่อและสิ่งที่เราเป็นจึงเป็นแผนที่ของชีวิตอย่างแท้จริง
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s