กึ่งทศวรรษ รวมกรม-กลม

 
18 พฤศจิกายน 2550 เป็นวันที่ผมเข้ารับราชการครบ 5 ปี พอดี นั่นหมายความว่า รุ่น "รวมกรม-กลม" ของผมมีอายุครบ 5 ปีด้วย
 
มองย้อนกลับไป รุ่นนี้คือคนรุ่นที่สอบเข้ากระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2545 ผมจำตัวเลขคร่าวๆ ว่ามีคนสมัครสอบ 2,000 กว่าคน แต่โดยธรรมชาติของการสอบที่นี่ เมื่อเริ่มต้นสอบด้วยวิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาแรก คนกว่าครึ่งจะเดินออกจากห้อง เคยได้ยินว่าเฉลี่ยอยู่ที่ครึ่งต่อครึ่ง นั่นหมายความว่ามีผู้ตั้งใจเขียนตอบข้อสอบจริงราวๆ 1,000 กว่าคน
 
ตรวจข้อสอบแล้ว ในรุ่นผมมีคนถูกเรียกมาสอบสัมภาษณ์ 35 คน  หลังจากผ่านการสอบสัมภาษณ์อันระทึก ซึ่งผมจำได้ว่าการเข้าไปยืนตอบคำถามต่อหน้าผู้หลักผู้ใหญ่และคนมีชื่อเสียงร่วมสิบคนทำเอาใจผมเต้นไม่เป็นส่ำ ตอบผิดๆ ถูกๆ  หลังจากพ้นไปแล้ว ผมและเพื่อนๆ บางคนออกไปนั่งคุยหลังสอบอย่างน้ำท่วมทุ่ง หากมีคนกล่าวว่า หลังจากพ้นสอบเครียดๆ แล้วคนเราจะปลดปล่อยตัวเองให้ผ่อนคลายเต็มที่ นั่นคงเป็นเรื่องจริง….บางคนมีการมาบอกเล่ากันภายหลังว่า วันที่สัมภาษณ์เสร็จแล้วเห็นผมมารวมตัวคุยกันกับผู้ร่วมสอบอีกจำนวนหนึ่งนั้น เค้านึกว่าพวกนี้อย่างกับรู้จักกันมานาน เพราะคุยกันอย่างออกรส ผมเองจำได้ว่าครั้งนั้นเป็นการคุยที่เฮฮายิ่งนัก
 
เมื่อกลับบ้านและพูดคุยกับครอบครัว ผมจำได้สนิทใจว่าเคยเอ่ยให้ที่บ้านฟังไว้ว่า หลังจากคลุกคลีกับเพื่อนๆ ร่วมสัมภาษณ์มาพอควร ผมเห็นว่าทุกคนที่ผ่านมาป็นของแท้ ชนิดที่ว่าใครเป็นคนสอบได้ก็ไม่น่าเกลียด…ลึกๆ ยังรู้สึกด้วยซ้ำว่าตนเองน่าจะเป็นคนที่คุณสมบัติด้อยที่สุดในหมู่คนที่ไปพบๆ มานั่นแล้ว  ยิ่งเมื่อเทียบว่า ผมสมัครสอบไปโดยไม่ได้ตั้งใจไว้ในชีวิต ขณะที่บางคนเคยสอบมาแล้ว 2-3 รอบ ผมคิดว่าถ้าสอบไม่ได้ก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจ
 
เมื่อประกาศผลรอบสุดท้าย จาก 35 เราถูกคัดเหลือ 22 คน  18 พฤศจิกายน 2545 คือวันนัดปฐมนิเทศ พร้อมด้วยสมาชิกที่รอเราอยู่จากกรมวิเทศฯ เพื่อจะร่วมอบรมรุ่นเดียวกันอีก 3 คน รวมเป็น 25 คน  นอกจากนี้ มีพี่ๆ นักเรียนทุนกระทรวงฯ อีก 9 คน ทำให้ท้ายที่สุดแล้ว รุ่นรวมกรม-กลม มี 34 คน ด้วยที่มาต่างๆ กันตามที่แจกแจงมา
 
ปลัดให้โอวาทในวันแรกรับราชการ สิ่งที่ท่านฝากไว้ ผมจำได้สองประเด็นหลักๆ เรื่องแรกคือ "อาชีวปณิธาน" (อันนี้พอทำงานๆ ไปแล้วต้องขบคิดกันมากขึ้น เพราะต้องพึ่งพาการตีความอุดมการณ์ของแต่ละบุคคล เป้าหมายชีวิตของแต่ละคน รวมทั้งสัมพันธ์กับระบบคุณค่าทางการเมืองด้วย เช่น คนเอียงซ้ายก็อาจตีความแบบหนึ่ง เอียงขวาก็ตีความอีกแบบหนึ่ง) เรื่องที่สองที่ท่านฝากไว้คือ ขอให้สนับสนุนเพื่อนในรุ่น เพราะเมื่ออยู่ๆ กันไป เราจะเห็นเองว่าใครที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ซึ่งขอให้ช่วยกันสนับสนุนคนๆ นั้น….ผมเห็นด้วยอย่างมากในเรื่องหลัง เพราะโครงสร้างแบบพีระมิดนั้น เป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะไปถึงยอดของมัน  อีกเหตุผลหนึ่งนั้น หลังจากรู้จักกันมาครึ่งทศวรรษ ผมมองเห็นว่า คนในรุ่นที่เป็น "มังกรในหมู่มนุษย์" นั้น มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย และโชคดีที่คนที่ผมมองไว้นั้นก็มีอุปนิสัยที่ดีงามด้วยจึงน่าสนับสนุนได้อย่างสนิทใจ
 
มีเพื่อนร่วมรุ่นที่ผมอยากจะกล่าวพาดพิงถึงอยู่หลายคน 
 
ขอเริ่มจากดิวกับกุ๊ก เนื่องจากในบรรดาที่สอบเข้ามาได้ทั้งหมด 22 คน  มี 2 คนนี้เท่านั้นที่สอบเข้ามาโดยยังไม่ข้องแว้งกับปริญญาโทเลย ส่วนเราๆ ที่เหลือ ถ้าไม่จบโทมาแล้วก็กำลังเรียนโทอยู่ มีเพียงสองคนนี้ที่จบตรีล้วนๆ มาสอบ โดยจบปริญญาตรีที่มิใช่หลักสูตรอินเตอร์เสียด้วย  ไม่เป็นที่ปิดบังว่าทั้งคู่ต้องการเป็นข้าราชการกระทรวงฯ ก่อนแล้วค่อยไปหาทุนเรียนต่อ ซึ่งภายหลังทั้งคู่สอบได้ทุนเรียนต่อต่างประเทศสมความปรารถนา
 
นอกจากความเก่งกาจที่กล่าวมาแล้ว ในทางส่วนตัวดิวเป็นน้องสาวที่สนิทกับผมมากคนหนึ่ง มีความนับถือกันอยู่ และดิวเป็นที่เลื่องลือในความสามารถที่จะทำให้เพื่อนๆ หัวเราะได้ โดยเฉพาะการเลียนแบบอากัปกิริยา-น้ำเสียงของผู้คน จึงเป็นคนที่คุยด้วยแล้วสนุกมากๆ คนหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่งดิวเป็นน้องสาวที่ผมช่างเล่าและถ่ายทอดความรู้-ความคิดของผมให้มากที่สุด เป็นคนที่ผมรู้สึกขอบคุณเพราะมีศรัทธาต่อตัวผมไม่น้อยเลย …อย่างไรก็ตาม สมควรบันทึกไว้เป็นความทรงจำด้วยว่า เมื่อมาสนิทกันภายหลังแล้ว ดิวเคยเล่าให้ผมฟังว่า ความรู้สึกเมื่อเจอกันใหม่ๆ นั้น ดิวกลัวผม ผมยังถามอยู่ว่ากลัวในแง่ไหนแต่ไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนนัก (แม้ลึกๆ จะพอเดาออก แต่ในที่ครั้งนี้ผมไม่ได้มาเขียนเล่าเรื่องตนเอง จึงไม่ขยายความ) ล่วงเลยมาถึงวันที่ดิวต้องไปเรียนต่อ ผมบรรจงเขียนการ์ดให้หนึ่งใบถ่ายทอดประสบการณ์และมุมมองบางมุมที่ผมมีต่อน้อง หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อน้อง ผมดีใจที่น้องชอบและรับสารที่ผมพยายามสื่อถึงได้…เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไม่จำเป็นที่คนเราจะต้องประทับใจกันแต่แรกพบ เวลาต่างหากที่จะช่วยให้เข้าถึงกัน
 
ขอบันทึกไว้ด้วยว่า ดิวเป็นเพื่อนเรียนโรงเรียนปานะพันธ์กับน้องตุ๊กตา – อินทิรา  แดงจำรูญ ดาราหญิงที่ผมชอบมากๆ  ดิวเลยมีบุญคุณอีกเรื่องตรงที่ได้เคยเอารูปน้องตุ๊กตาสมัยเด็กมาให้ผมดูชม
 
ส่วนกุ๊ก ความรอบรู้เรื่องการเมืองระหว่างประเทศของเขาเป็นที่ประทับใจ ระหว่างฝึกงานกุ๊กค่อนข้างจริงจังกับการเรียนรู้อย่างมากในสายตาผม ซึ่งสะท้อนว่าเขาเป็นคนหนึ่งที่มุ่งมั่นจะสอบเข้ากระทรวงฯ จริงๆ  เมื่อตอนแยกย้ายลงกรมกองหนแรก กุ๊กเป็นคนเดียวในกลุ่มเด็กสอบเข้าที่ได้ลงกรมเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นกรม "มันสมอง" สำหรับชาวกระทรวงฯ และด้วยความสามารถของเขาผมก็เห็นว่าสมเหตุสมผลยิ่ง  ข้อประทับใจอีกประการสำหรับกุ๊ก คือ เมื่อเกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศไทยเมื่อปี 2549 ในแวดวงคนใกล้ชิดผม จะหาคนที่แนวคิดแรงและคิดเห็นในเชิงต่อต้านร่วมกับผมได้น้อยนัก แต่กุ๊กเป็นหนึ่งในนั้นที่ใส่ใจ ติดตาม และสามารถแสดงความคิดความเห็นได้อย่างคมคาย
 
ระหว่างอบรมช่วงเข้ากระทรวงฯ ใหม่ๆ เราถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่ไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษเพิ่ม มี 9 คน (เราเรียกว่า กลุ่ม 9) กับ กลุ่มที่ต้องเรียนเพิ่ม มี 16 คน (เรียกกลุ่ม 16….คือ ไม่ใช่เหมือนพวกส.ส. กลุ่ม 16 ของพรรคชาติไทยในอดีตนะ)  ในอรหันต์กลุ่ม 9 นั้น มีผู้ชายอยู่ 4 คน คือ พี่อิ๊ก ตั้ม ลูกน้ำ และภัทร เป็นที่เรียกขานกันตอนนั้นว่า "F4" ตามกระแส F4 ในขณะนั้น  พี่อิ๊กเป็นมือหนึ่งในการ present เรื่องต่างๆ ด้วยลีลาแคล่วคล่องที่ใครๆ ยกย่องหลังจากพี่เขาเคยแสดงลีลาให้ประจักษ์ครั้งหนึ่งระหว่างอบรม  ตั้มคือคนตรงที่รอบรู้มากผู้หนึ่ง พูดอะไรเป็นที่สะใจแทนพวกเราอยู่หลายครั้ง  ลูกน้ำเป็นคนเดียวในกลุ่มคนสอบเข้า 22 คน ที่เป็นลูกคนกระทรวงฯ และมีพ่อเป็นทูตเสียด้วย แต่ความไม่ถือตัวของลูกน้ำเป็นสิ่งที่ใครต่อใครยอมรับ  ส่วนภัทรเป็นผู้ได้รับโหวตจากรุ่นว่าสุดยอด unique ด้วยบุคลิกภาพที่ไม่เหมือนใคร แต่เป็นขวัญใจสาวน้อยสาวใหญ่ไปในตัวด้วย ซึ่งในข้อนี้เขาเป็นมาตั้งแต่สมัยในรั้วสามเสนนั่นแล
 
กล่าวเฉพาะตั้ม หลังจากเคยเจอหน้ากันเพราะมาทดสอบและสอบสัมภาษณ์ที่กระทรวงฯ แล้ว มีอยู่วันหนึ่งตอนยังไม่ประกาศผลซึ่งผมยังคงทำงานอยู่ที่บริษัทเดิมแถวสาทร ผมเดินมาสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดงแล้วเจอตั้ม มองหน้ากันและทักเพราะคงคุ้นๆ กันอยู่ว่าเจอที่กระทรวงฯ มาแล้ว  ได้สอบถามถึงรู้ว่า ตอนนั้นตั้มทำงานเอกชนอยู่ที่ตึกซีพี เท่าที่ผมทราบ น่าจะมีผมกับตั้มนี่แหละที่ลาออกจากงานเอกชนมาเข้ากระทรวงฯ เพราะท้ายที่สุดเราสอบผ่านทั้งคู่  ตั้มยังเคยพูดว่าสมัยทำงานแถวนั้นของกินเพียบ ไม่เหมือนแถวกระทรวงฯ  ซึ่งนั่นเป็นบทพิสูจน์ว่าตั้มเองเป็นนักกินที่ช่างแสวงหาคนหนึ่งเช่นกัน  ถ้าจำไม่ผิด ที่พวกผมได้ยกโขยงไปกินมื้อกลางวันในที่แปลกๆ ใหม่ๆ (สำหรับเราในขณะนั้น) อย่าง ตลาดนางเลิ้ง ลูกชิ้นปลา-เนื้อสะเต๊ะที่แถวโรงหนังเอเธนส์เก่า ข้าวหน้าไก่ห้าแยกพลับพลาชัย (เหลาะงาทิ้น) ฯลฯ ล้วนมีตั้มร่วมเป็นหัวโจก
 
ในหมู่คนที่สอบเข้าได้ 22 คน มี 9 คนที่สอบเข้ามาเป็นซี 4 และ 5 ใน 9 คนนั้นเป็นผู้หญิง  ในรุ่นขนานนามสาวๆ ซี 4 ว่า แก๊งลูกหมู ซึ่งรวมตัวกันเหนียวแน่นและมีอัตลักษณ์  หากไม่นั่งจาระไนทีละคน โดยรวมๆ แล้ว แก๊งลูกหมูจะต้องนิยมเพลงผู้หญิงร้องของยุค 80’s โดยคงจะมีปัจจัยเรื่องปีเกิดมาเกี่ยวข้องพอสมควร ซึ่งผมจะพาดพิงในภายหลัง  เวลาร้องคาราโอเกะกันนั้น พี่ต่าย ในฐานะ เจ้าแม่เพลง 80’s จะช่วยป้อนเพลงยุค 80’s แก่สหายร่วมแก๊ง และแม้จะร้องเพลงนอกเหนือจากยุค 80’s แก๊งนี้ก็จะเลือกเพลงที่บางคนบอกว่า แสนจะผู้หญิงยิ่งนักอยู่ เสมอ  ในการสอบซี 6 ครั้งที่ผ่านมา สมาชิกลูกหมู 2 ท่าน ได้แก่พี่เดียและพี่ตุ่ย เพิ่งสอบผ่านเป็นซี 6 สดๆ ร้อนๆ ของรุ่น  คนที่สอบผ่านอีกยังมีพี่อิ๊ก และนักเรียนทุนร่วมรุ่นอย่างเอ๊ะและพี่บิ๊กด้วย
 
สมควรกล่าวด้วยว่า ใน 25 คนของรุ่นเรานั้น (ไม่รวมนักเรียนทุน) 7 ใน 25 คนเป็นเด็กสามเสน (หมายถึง โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย…มิใช่มีนิวาสถานในย่านสามเสน) มีเรื่องเฮฮาที่เคยเล่าขานกันอยู่ว่า เดือนสิบ ซึ่งสอบสัมภาษณ์เป็นคนท้ายๆ ออกมาถามพวกผมว่า "พวกแกไปทำอะไรไว้ พอชั้นตอบไปว่าจบจากสามเสนวิทยาลัย ที่ประชุมถามออกมาว่า "นี่สามเสนอีกแล้วเหรอ!" …"  ที่จริงแล้วคงเหมือนกับสถาบันอื่นๆ ที่เด็กซึ่งจบมาย่อมมีบุคลิกลักษณะหลากหลาย  แต่ผมยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า สำหรับเด็กสามเสนแล้ว จะต้องนิยมการสังสรรค์ ใส่ใจเรื่องชาวบ้าน และมีอะไรบ้าๆ บอๆ อยู่ในตัว (จะบ้าเงียบ บ้าแบบแสดงออก หรือบ้าแบบเจ้าความคิดก็สุดแท้แต่) เพราะในหมู่เด็กสามเสนหลายๆ คนที่ผมรู้จักเอง แม้จะเรียนเก่งอย่างเป็นเลิศ ผมก็ไม่ค่อยพบเห็นเด็กที่เรียนเก่งจนไม่เอาสังคม ไม่ค่อยเจอพวกขลุกอยู่แต่กับตำราสักเท่าไร  
 
พวกเด็กสามเสน 7 คน (พี่โอ๋ โอ๊ะ เดือนสิบ โป้ง หมวย ภัทร และรวมตัวผมเอง) ซึ่งมาพบเจอในรุ่นเดียวกันที่กระทรวงการต่างประเทศนี้ เข้าข่ายลักษณะข้างต้น โดยเฉพาะพี่โอ๋และโอ๊ะ ซึ่งพวกเรานิยมเตร็ดเตร่หรือกินข้าวสังสรรค์หลังเลิกงานด้วยกันเป็นบ่อยครั้ง (ร่วมกับพี่แก้ว มน และสมาชิกสมทบอื่นๆ เป็นครั้งคราว) เรื่องคุยก็ไม่พ้นเรื่องชาวบ้านนั่นเอง กล่าวเฉพาะพี่โอ๋ นับว่าพี่โอ๋เป็นกัลยาณมิตรที่ดีมากสำหรับทุกๆ คน เป็นนักเที่ยวตัวฉกาจ แต่มีความพร้อมจะให้ความช่วยเหลือเพื่อนฝูงเต็มที่ และสำหรับกับผม พี่โอ๋มักจะเป็นคู่ตีฝีปากกันอย่างสมน้ำสมเนื้อ  แม้ทางด้านเดือนสิบกับโป้ง อาจจะห่างไปเพราะความที่เป็นคนกรมพิธีฯ หน้าที่การงานไม่เหมือนพวกเราที่เหลือ แต่เวลานัดร้องเพลงสังสรรค์กันในรุ่นยังพอจะได้เจอสองคนนี้บ้าง
 
ส่วนหมวยน้องสาวคนสนิทของผมอีกคนแทบไม่ต้องการันตีในเรื่องเหล่านี้ หมวยบอกเล่าเองว่าสมัยเรียนสามเสนยังอยู่ในกลุ่มเพื่อนที่สามารถ "นัดตบ" กับแก๊งสาวที่เขม่นกัน เรื่องจริงที่ยืนยันความบ้าๆ บอๆ อีกประการของเด็กสามเสน  จะว่าไปแล้ว คนในรุ่นที่สามารถไปกินอะไร "ข้างถนน" อย่างแท้จริงกับผมก็เห็นจะมีแต่หมวยนี่แหละที่ไปมากที่สุด อาทิ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่สวนมะลิ ขาหมูสิริรามาขึ้นชื่อที่เจริญกรุง อาหารจีนเหลาข้างถนนที่บางรัก เป็นต้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะบ้านหมวยอยู่ในเขตเมืองเก่า-พระนครชั้นในด้วยจึงช่ำชอง….ผมชอบคบหาคนติดดิน ประเภทไม่ต้องปีนกระไดไปคบกัน เด็กสามเสนที่ผมรู้จักล้วนติดดินจริงๆ แต่เชื่อว่าคงเป็นลักษณะของคนใน generation หนึ่งเท่านั้น ตอนนี้โลกคงเปลี่ยนไปแล้ว
 
สำหรับภัทร ผมพอรู้จักภัทรอย่างผิวเผินตั้งแต่เรียนสามเสน เพราะความหล่อของเขาทำให้พวกรุ่นน้องในความดูแลของผมไปตามกรี๊ดอยู่  แน่นอนว่าภัทรมีดีมากกว่ารูปโฉม ภาษาอังกฤษของเขาเป็นเลิศ  แต่เหนืออื่นใด ภัทรเป็นคนแรกของรุ่น (แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นคนเดียวรึเปล่า) ที่ลาออกจากกระทรวงฯ ไปแล้ว  เรื่องการลาออกนี้ ผมขอใช้คำว่า "มากคนคิด น้อยคนทำ" คนบ่นเรื่องเหนื่อยล้า เครียด และอยากลาออกมีล้นกระทรวงฯ แต่น้อยคนจะทำจริงๆ  น่าดีใจที่ในรุ่นเรามีคนจริงซึ่งพิสูจน์ด้วยการกระทำมาแล้ว  ผมยอมรับว่าเขากล้าหาญและได้แสดงให้เห็นว่า ที่นี่ก็คือที่ทำงานแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่ควรที่ผู้คนจะยึดติดกับศักดิ์ศรีขององค์กรจนเกินเหตุ…บางคนใฝ่ฝันว่าอยากเป็น "นักการทูต" เผอิญผมไม่มีความฝันนั้น
 
ขอเอ่ยถึงอ๊อตโต้ ชายหนุ่มผู้ที่อายุน้อยสุดในรุ่น (หากรวมทั้งชายและหญิง อ้อตโต้จะอายุเยาว์เป็นอันดับรองสุดท้ายของรุ่น) แต่ความสามารถของเขาช่างเกินตัว อ๊อตโต้สอบเข้าได้เป็นอันดับหนึ่งของผู้สอบซี 3 ทั้งหมด ในรุ่นมีอ๊อตโต้คนเดียวที่จบมาจากสำนักเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์เหมือนผม เป็นเหตุให้พอจะเรียกหากันฉันซือเฮีย-ซือตี๋ได้ และอ๊อตโต้อาจจะนับเป็นคนที่ผม "หารือข้อราชการ" ด้วยมากที่สุดแล้ว เป็นอีกคนที่ผมสบายใจจะเปิดอกคุยด้วยและมักจะมีข่าวสารใหม่ๆ จากแหล่งที่เชื่อถือได้มาถ่ายทอดอยู่เสมอ  อ๊อตโต้เคยอยู่วงประสานเสียงสมัยเรียนที่เซนต์จอห์น ซึ่งผมเชื่อเป็นส่วนตัวว่านั่นทำให้อ๊อตโต้มีโอกาสได้ร้องเพลงที่มีระดับจำนวนมาก อย่างน้อยเขารู้จักเพลง All I ask of You อันแสนไพเพราะ (ที่ผมรู้จักเพราะผู้ใหญ่ที่บ้านเคยเปิดฟังกันอยู่พักใหญ่) ในหมู่เพื่อนหลากหลายวงการผมยังไม่เคยเจอใครรู้จักเพลงนี้ หรืออ๊อตโต้ยังสามารถร้องเพลงไทยอมตะอย่าง น้ำตาแสงไต้ ร่วมกับผมได้…ในด้านความรัก อ๊อตโต้เป็นบุรุษที่ทุ่มเทและจริงใจยิ่ง ใครได้น้องชายคนนี้ของผมไปเป็นแฟนล่ะก็ ถือว่ามีวาสนานัก
 
สาวเก่งประจำรุ่นที่ต้องเอ่ยถึงคือ มน แรกเริ่มผมต้องทักมนเพราะมนมีนามสกุลเดียวกับเพื่อนสนิทของผมที่สามเสน หลังจากนั้นเราสนิทกันตามประสาคนถูกคอ สมัยเรียนปริญญาตรี ผมเคยเรียนเรื่อง Monetary Policy อันเป็นผลจากทฤษฎีของ Milton Friedman จนเป็นที่มาของสำนักชิคาโก (Chicago School) มนเป็นคนแรกและคนเดียวที่ผมรู้จักในฐานะศิษย์สำนักนี้  เรื่องความสามารถ ความเอาการเอางาน และรูปโฉม ไม่ต้องให้ใครการันตี  ขนาดตั้มซึ่งเอ่ยชมคนค่อนข้างยาก ยังเคยพูดว่า "มนเดินได้สวย" เมื่อคราวที่มนเดินแบบในงานเลี้ยงที่กระทรวงฯ  มีเกร็ดพงศาวดารซึ่งผมได้ยินมาอีกต่อว่า ตอนมนไปสอบเจ้าหน้าที่การทูตเพื่อย้ายสาย 1 ปีหลังจากที่พวกผมสอบ นั้น ปลัดถึงกับเอ่ยว่า คนนี้อนาคตไกลและต้องรักษาไว้ให้ดี…ซึ่งแม้ว่าจะมิได้อยู่นอกเหนือไปกว่าความคาดหมายของผม แต่เมื่อได้รับฟังจริงๆ ยังอดยิ้มภูมิใจไปด้วยไม่ได้
 
เมื่อเอ่ยถึงสาวเก่งแล้วต้องเอ่ยถึงสาวสวยด้วย เดือน คือ สาวสวยที่เป็นหน้าเป็นตาของรุ่น ใหม่ๆ ผมจะแอบเรียกเธอว่า "เดือนสวย 24 ชั่วโมง" เพราะนอกจากหน้าตาที่สวยอยู่เป็นทุนเดิมแล้ว เดือนยังสามารถแต่งหน้าทำผมมาอย่างสวยงามในยามเช้าและกลับบ้านตอนเย็นด้วยสภาพที่ไม่ต่างกัน แม้แต่ไปต่างจังหวัดก็เหมือนจะไม่กระทบกระเทือนในเรื่องนี้  แหล่งข่าวจากสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เล่าว่า เดือนสวยแบบนี้มาตั้งแต่มัธยม มีสาวกคลั่งไคล้ไม่น้อย  พักหลังผมจึงนึกถึงนางในวรรณคดีแทน ผมเคยเปรยกับพี่แก้วว่า "เดือนเค้าเป็นนางละเวง"  แม้ผมจะไม่ได้แถลงเหตุผลในครานั้น แต่จะแจ้งแถลงไขไว้ตรงนี้
 
นางละเวงเป็นตัวละครในเรื่อง พระอภัยมณี เป็นลูกสาวเจ้าเมืองลังกา มีรูปโฉมงดงามยิ่ง ทั้งเคยได้กิน นมธรณี ซึ่ง 1,000 ปีจะปรากฏหนึ่งครั้ง ช่วยรักษารูปโฉมให้ผ่องใสยั่งยืน และนางยังมีของวิเศษชื่อว่า ตราพระราหู สรรพคุณของตราพระราหู เป็นดังคำกลอนที่ว่า
 
"…ประการหนึ่งซึ่งตราพระราหู        เป็นของคู่ขัตติยาเทวาถวาย
เป็นตราแก้วแววเวียนวิเชียรพราย      แต่เช้าสายสีรุ้งดูรุ่งเรือง
ครั้นแดดแข็งแสงขาวดูพราวพร้อย     ครั้นบ่ายหน่อยแววสีมณีเหลือง
ครั้นค่ำช่วงดวงแดงแสงประเทือง       อร่ามเรืองรัศมีเหมือนสีไฟ
แม้เดินหนฝนตกไม่ถูกต้อง             เอาไว้ห้องหับแห่งตำแหน่งไหน
ไม่หนาวร้อนอ่อนอุ่นละมุนละไม       ถ้าชิงชัยแคล้วคลาดซึ่งศาตรา"
 
นั่นคือเมื่อพกตราพระราหูแล้ว แม้แต่ละอองฝนก็จะไม่มาเปียกร่างกาย เอาไว้ในห้องหับไหนก็จะช่วยให้ห้องไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป ศาตราวุธใดๆ ก็ไม่สามารถกร้ำกราย…ด้วยความที่เดือนสวยในทุกสภาพการณ์ผมจึงยังอดสงสัยไม่ได้ว่า แอบพกตราพระราหูติดตัวไว้รึเปล่า? ตอนที่รุ่นเราทำการโหวตลับ (มีพี่แก้วเป็นตัวนำ – โหวตลับ แต่ผลโหวตไม่ลับ) หลังจากอบรมมาด้วยกันครบ 6 เดือน มีบุคคลที่ได้รับโหวตในตำแหน่งต่างๆ เดือนครอบครองตำแหน่งสุดยอดสาวสวยไปตามระเบียบ…แม้ในตำแหน่งนี้ผมจะไม่ได้ลงคะแนนให้เดือนก็ตาม
 
สิ่งที่ผมอยากจะบันทึกไว้อีกเรื่อง คือ เพื่อนร่วมรุ่นของผมคือกลุ่มคนที่ผมร้องเพลงคาราโอเกะด้วยแล้วสนุกที่สุดแล้ว เพราะด้วยความหลากหลายทำให้เรามีร้องกันตั้งแต่เพลงสุนทราภรณ์ เพลงฝรั่ง 60-70’s เพลงไทยยุค 80-90’s เพลง Boyband เพลงลูกกวาด และเพลงร่วมสมัย  เป็นแนวร่วมที่ถ้าคุณไม่ร้องก็รังแต่จะเสียเปรียบ เพราะจะมีเพลงรอคิวร้องไม่หยุดหย่อน  เรามีเพื่อนร่วมรุ่นอย่างปุ๊กที่เข้าไปเป็นนักร้องกระทรวงฯ ได้ แต่แม้จะมีเพียงคนเดียวที่ไปถึงจุดนั้น ผมก็ยังเล็งเห็นว่าเพื่อนๆ คนอื่นในรุ่นมีความสามารถในด้านนี้ไม่น้อย…เหนืออื่นใดคือ ผมเห็นว่าเพื่อนๆ แสดงออกถึงการมีความสุขยามร้องเพลงอย่างแท้จริง
 
ในวัฒนธรรมจีนมีวลี "สามคำไม่พ้นวิชาชีพตน" อาจปรับนิดหน่อยได้ว่าไม่พ้นความรู้ความสนใจ เพราะคนเราถ้าให้พูดอะไรแล้ว จะเผยออกมาเองว่าตนมีความสนใจหรืออยู่ในแวดวงไหน ดังนั้น ถ้าผมไม่ผูกโยงเรื่องราวกับหนังจีนบ้าง นั่นอาจจะไม่ใช่ตัวตนของผมนัก
 
ในส่วนถัดจากนี้ไป ผมยังคงพูดถึงเพื่อนร่วมรุ่นอยู่แต่จะก้าวไปในปริมณฑลของภาพยนตร์และนิยายจีนกำลังภายในด้วย
 
ผมประเมินว่า พวกที่สอบเข้ามาเป็นซี 4 เฉลี่ยจะเกิดช่วง 2517-2519 ส่วนพวกซี 3 กระจายระหว่าง 2521-2523 ผมอยู่กลางๆ อยู่ในกลุ่มที่เกิดปี 2520 คนอ่อนสุดในรุ่นเกิดปี 2523 อาวุโสสุดเกิดต้นทศวรรษ 2510
 
นึกถึงข้อเท็จจริงนี้ทีไร ทำให้ผมนึกโยงมาถึง พี่แต้ว-เจ้าสาวคนล่าสุดของรุ่น-ทุกที
 
พี่แต้วเคยถามและถกกับผมอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกพี่แต้วเคยถามว่า "…ชอบฉางผิงกงจู้ (องค์หญิงฉางผิง) หรือเจาเหยินกงจู้ (องค์หญิงเจาเหยิน) มากกว่า" ซึ่งคนที่เอ่ยถามคำถามนี้ได้ ย่อมแสดงว่ามีภูมิความรู้กว้างขวาง เพราะคนรุ่นเกิดหลัง 2520 ยากนักจะเข้าถึง
 
พี่แต้วเองประทับใจองค์หญิงฉางผิงเพราะชื่นชมนักแสดง คือ หมีเซียะ เป็นพิเศษ  ผมนิยมชมชอบ หวีอันอัน มาแต่ไหนแต่ไร จึงตอบไปว่าชอบองค์หญิงเจาเหยินมากกว่าเพราะหวีอันอันรับบท… สมัยหนึ่งชื่อของนางเอกสองคนนี้ (หมีเซียะ หวีอันอัน) โด่งดังสะท้านฟ้าเมืองไทย โดยเฉพาะตอนที่ศึกสองนางพญาออกฉาย
 
ครั้นเปลี่ยนมาคุยเรื่องดาบมังกรหยก พี่แต้วเคยถกกับผมเรื่องความชอบธรรมระหว่างจิวจื้อเยี้ยกกับเตี๋ยเมี่ยง  พี่แต้วอ้างว่า "…ถ้าไม่มีเตี๋ยเมี่ยง จื้อเยี้ยกก็จะไม่ร้ายแบบนี้"  ผมซึ่งทั้งอ่านและดูดาบมังกรหยกมาหลายรอบ เถียงกลับไปว่า จื้อเยี้ยกไม่ใช่คนที่อยู่ด้วยแล้วสบายใจ แต่เตี๋ยเมี่ยงสละทุกอย่างเพื่อเตียบ่อกี้ได้  ผมยังมีเหตุผลพิเศษ คือ หลีเหม่ยเสียน ซึ่งรับบทเตี๋ยเมี่ยง คือ นางเอก TVB ที่ผมรักและชื่นชมมากเป็นอันดับสอง

 

มีเกร็ดเพิ่มเติมเล็กน้อยเกี่ยวกับพี่แต้ว กล่าวคือ ตั้งแต่แรกพบผมรู้สึกว่าพี่แต้วมีน้ำเสียงการพูดจาที่ไพเราะมาก ไม่อยากจะใช้ว่าน้ำเสียงเหมือน "ผู้ดีเก่า"  สมัยผมเรียนที่เครษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ผมรู้สึกว่า อ.ศิริลักษณา คอมันตร์ (ท่านเป็นคณบดีอยู่สมัยหนึ่ง) มีน้ำเสียงการพูดแบบฉบับของหญิงไทยผู้ทรงศักดิ์ยังไงยังงั้น  สำหรับผู้ที่ไม่เคยได้ยินผมไม่รู้จะบอกเล่ายังไง ขอให้นึกถึงคุณนันทวรรณ เมฆใหญ่ ผู้รับบทเสด็จฯ ในเรื่อง สะใภ้จ้าว ได้อย่างน่าประทับใจ นั่นแหละคือโทนน้ำเสียงแบบที่ผมกำลังบอก…ด้วยน้ำเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของพี่แต้วนี่เอง ที่ผมเคยแต่งกลอนเอาไว้ว่า (เนื่องจากแต่งไว้ต่อเนื่องกับกลอนที่แต่งให้เดือน เลยขอนำลงไว้คู่กัน)
 
("กนกลักษณ์" มีลักษณ์ดั่งกนก    คือดาวตกสู่โลกาจากฟ้าสรวง
คือความงามที่งามล้ำคำทั้งปวง      อีกทั้งพ่วงตำแหน่งยอดสาวงาม)
"กรรณพร" ตอนที่วจีเอ่ย            กระไรเลยให้อยากมีกรรณที่สาม
เสียงถึงโสตจากโอษฐ์นี้จะกี่ยาม    หวนให้ถามกรรณเรามีนี้น้อยไป
 
แม้ว่ารสนิยมเราจะขัดกันในเรื่องดาราหญิง แต่ผมและพี่แต้วเป็นมิตรที่ดีและระลึกถึงกันเสมอ …ทั้งนี้ การสนทนากับพี่แต้วในเรื่องข้างต้นช่วยยืนยันการแบ่งช่วงวัยของรุ่นเราได้พอควร พี่แต้วอยู่ในครึ่งอาวุโสแรกของรุ่น  ดังนั้น จึงมีความทรงจำทั้งเรื่องศึกสองนางพญาและดาบมังกรหยกที่ฉายห่างกันร่วม 10 ปี  พวกน้องๆ ในอาวุโสครึ่งหลังแม้จะเป็นผู้ติดตามดูหนังจีนอย่างหมวย ก็ไม่คุ้นเคยกับหนังรุ่นศึกสองนางพญา  เท่าที่ผมลองสอบถามมา หนังจีนที่ประทับใจคนในรุ่นมากสุดน่าจะเป็นดาบมังกรหยก (TVB 1986) เพราะพี่แต้วรู้จัก พี่แก้วฮัมเพลงประกอบได้ มนรู้จัก และย้งยี้รู้จัก เรียกว่า อาวุโสรุ่นใหญ่ กลาง เล็ก ในรุ่นจดจำกันได้หมด
 
เอ่ยเรื่องนี้แล้ว ย่อมเลี่ยงที่จะกล่าวถึง พี่แก้ว อีกคนไม่ได้ เพราะพี่แก้วซึ่งมีความสามารถและรอบรู้เกี่ยวกับเรื่องเพลงอย่างเอกอุ สามารถฮัมเพลงประกอบหนังจีนเรื่อง 14 นางสิงห์เจ้ายุทธจักรได้ เรื่องนี้เป็นหนังยุคต้นๆ ของ TVB เป็นเวอร์ชั่นที่ หวังหมิงฉวน ฝงเป๋าเป่า หลี่หลินหลิน และสือซิว นำแสดง ผมคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเก่ากว่าศึกสองนางพญาของ ATV เสียอีก พอพี่แก้วเคยฮัมเพลงนี้ให้ผมฟัง ผมยังตะลึงไปว่า คนๆ นี้ไม่ธรรมดาที่จำเพลงนี้ได้ เพราะน่าจะหาได้ยากเต็มที่ใน generation เดียวกัน…อย่างไรก็ตาม การฮัมทั้งเพลง 14 นางสิงห์ฯ และดาบมังกรหยกได้ ยังถือเป็นความสามารถอันน้อยนิดนักเมื่อเทียบกับความรอบรู้ทั้งหมดในฐานะนักเลงเพลงเก่าของพี่แก้ว
 
หากดาบมังกรหยกเป็น series ระดับ landmark ชิ้นสุดท้ายของ TVB  คนใน generation นี้คงทยอยเลิกดูหนังจีนของ TVB (อย่างเสพติด) หลังดาบมังกรหยกจบลง พร้อมๆ กับการเสื่อมถอยของค่าย TVB เพราะหลังจากครบรอบ 10 ปี TVB ในปี 1985 ผมคิดว่า ตลาดของ TVB ในไทยไม่คึกคักเท่าเดิม และ series หลังจากนั้นนอกจากดาบมังกรหยกก็ไม่สามารถคงความยิ่งใหญ่ไว้ได้…อย่างไรก็ตาม คงเป็นความโชคดีของคนใน generation ที่ยังพอได้เป็นประจักษ์พยานในความยิ่งใหญ่นั้นและทำให้เรามีอดีตบางส่วนแชร์ร่วมกัน
 
ผมชอบที่จะเปรียบเปรยเพื่อนฝูงกับตัวละครในนิยาย-ภาพยนตร์จีนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คงเพราะคนเราย่อมไม่พ้นจะต้องเปรียบเทียบเรื่องต่างๆ กับสิ่งที่เราคุ้นเคย
 
มะปรางเป็นน้องสาวคนสนิทอีกคนของผม ด้วยความฉลาดและประเมินสถานการณ์รอบข้างอย่างเก่งกาจ มะปรางทำให้ผมนึกถึงความฉลาดน่ารักแบบอึ้งย้ง  ยังมิรวมว่า ตอนรู้จักกันใหม่ๆ นั้นมะปรางโดนใครคนหนึ่งตามจีบ (แม้จะไม่เปิดเผยตัวนักแต่เป็นที่ร่ำลือเพราะมีคนสังเกตออกหลายคน) ผมเรียกคนๆ นั้นว่า "อาวเอี๊ยงเคี้ยก" (ซึ่งหมวยชอบใจใหญ่ ในฐานะคนที่เห็นภาพเพราะเคยอ่านมังกรหยกมาแล้ว)  เมื่อเกิดสถานการณ์ตามจีบนั้น ผมให้มะปรางมาเรียน "เพลงไม้เท้าตีสุนัข" จากผม เพราะเป็นวิชาเอกที่ยาจกอุดรอั้งชิกกงถ่ายทอดให้อึ้งย้ง มะปรางเรียกผมซือแป๋ (อาจารย์) อยู่บางครั้ง แต่ผมติดเรียกน้องว่า ย้งยี้ มาตลอดนับแต่บัดนั้น
 
เมื่อแรกที่ผมรู้จักหมวยและมะปราง  2 น้องสาวกำลังมีความรักในสภาพที่แตกต่างกัน คนหนึ่งใจทุกข์ใจอยู่เนืองๆ อีกคนมีความสุขมากกว่า  เมื่อต้องโยงกับมังกรหยก เรามีคนหนึ่งเป็นอึ้งย้งแล้ว อดไม่ได้ที่จะนึกว่า อีกคนหนึ่งเป็น มกเนี่ยมชื้อ เพราะตลอดเวลาที่รักกันเอี้ยคังมีแต่ทำให้เนี่ยมชื้อต้องเสียใจ…ผมแต่งกลอนเอาไว้ว่า
 
"จิดาภา" คือ ย้งยี้ ที่ปราดเปรื่อง         รอบรู้เรื่องคาดล่วงหน้าดั่งตาเห็น
อาวเอี๊ยงเคี้ยกหมายเข้าถึงจึงยากเย็น    เฝ้าติดตามยามพบเห็นเหมือนเป็นเงา
"ธันวดี" มีรักที่หนักอก                   เหมือนกับมกเนี่ยมชื้อคือรักเขา
แต่เขากลับคลับคล้ายร้ายกับเรา         อย่าไปเอาไม่มีเขาเราไม่ตาย
 
แต่เรื่องความรักเกี่ยวพันทั้งความรู้สึกและโชคชะตา เรื่องที่ไม่ง่ายก็กลายเป็นง่ายได้ เรื่องที่คิดว่าจะไม่ผันแปรก็แปรผัน…..ผมคงต้องจบเรื่องไปดื้อๆ แบบนี้ ไม่มีบทสรุป
 
ครั้นเมื่อเอ่ยถึงมังกรหยกภาค 2  ผู้คนย่อมกล่าวขานและจดจำถึง เซียวเหล่งนึ่ง สตรีเยาว์วัยผู้มีกำลังฝีมือกล้าแข็ง รูปโฉมงดงามยิ่ง จิตใจบริสุทธิ์ และมีศรัทธามั่นในความรัก  นุกคือเซียวเหล่งนึ่งของรุ่น พึงกล่าวไว้ด้วยว่านุกเป็นคนที่อายุอ่อนสุดในรุ่นเรา เรื่องความสามารถในการทำงานผมยกย่องนุกอย่างมาก เรื่องความสวยก็เช่นกัน สำหรับเรื่องจิตใจ นุกเป็นคนที่ผมเห็นว่าช่างมีจิตปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างกว้างขวาง เป็นคนที่มีความคิดจิตใจดีงามยิ่ง ซึ่งผมไม่มีทางเลยที่จะฝึกให้บรรลุได้   ส่วนเรื่องความรัก…ในระยะไม่ถึงปีที่ผ่านมาผมรับรู้อยู่ห่างๆ ถึงเรื่องราวความรักของนุก ไม่ว่าจะยังไง ผมก็เห็นว่านุกเป็นคนที่มีศรัทธาในความรัก (ซึ่งไม่เหมือนกับการ "มีความรัก" เสียทีเดียว) ยิ่งนัก และก็มีแต่ศรัทธาเท่านั้นแหละที่จะทำให้มนุษย์กล้าทำเรื่องบางอย่างที่คนผู้อื่นไม่สามารถเข้าใจ…..รวมแล้ว คุณสมบัติใดๆ ที่เซียวเหล่งนึ่งมี นุกของผมก็มีด้วย ไม่รู้จะอธิบายยังไง คงต้องไปอ่านมังกรหยกทั้งสองภาคเอา
 
ในยุทธจักรนิยายมีบุรุษรูปงามมากมาย  แต่ที่เลื่องลือ คือ เง็กนึ้ง (บุรุษหยก) กังปัง  กังปังเป็นบุรุษรูปงามจนแม้แต่สองประมุขแห่งอี้ฮวยเก็ง (วังบุปผา)-ผู้ไม่เคยเหลือบแลบรุษเพศทั้งแผ่นดิน-ยังละความยโสมาลุ่มหลงกังปัง  แต่ความลุ่มหลงกลายเป็นโทษะ เมื่อกังปังกลับไปรักหญิงรับใช้ในวังบุปผา ซึ่งสุดที่สองประมุขผู้ถือดีในรูปโฉมของตนจะทนได้ จนเกิดเป็นโศกนาฏกรรม  ภาพการแก่งแย่งกังปัง ระหว่างประมุขเอียวง้วยผู้พี่กับประมุขเลี่ยงแชผู้น้อง ทำให้ผมอดเปรียบเปรย กังปัง กับ โป้ง ไม่ได้  โป้งเป็นคนในรุ่นเราที่เข้ากระทรวงมาแล้วมีสาวน้อยสาวใหญ่แอบกรี๊ดอยู่มากมาย….ส่วนภาพการแก่งแย่งโป้ง (แม้จะไม่เป็นที่เปิดเผยนัก) แบบที่กังปังโดนนั้น แม้ผมไม่เอ่ย แต่ผู้ที่รู้จักสังเกตย่อมทราบดีว่าใครลงมาร่วมวงบ้าง….ผมเคยกล่าวกับอ๊อตโต้ว่า ดูๆ ไปเหล่าคนที่มารุ่มโป้งเนี่ย ไม่ใช่หญิงงามแบบสองประมุขวังบุปผาเสียแล้ว สภาพการณ์ออกจะคล้ายไปทางพวกปีศาจสาวที่ชอบมาชิงตัวพระถังซำจั๋งไปต้มกินมากกว่า (ในเรื่องไซอิ๋ว พวกปีศาจร่ำลือกันว่า หากได้กินเนื้อพระถังซำจั๋งแล้วจะอยู่ยงคงกระพัน หากเป็นหญิงจะคงรูปโฉมไม่เสื่อมคลาย)
 
ท้ายที่สุดสำหรับผู้ที่เคยอ่านเรื่องฤทธิ์มีดสั้นและต่อเนื่องถึงเหยี่ยวเดือนเก้า ย่อมทราบว่า เซี่ยงกัวกิมฮ้ง – ประมุขแห่งกิมจี๊ปัง (พรรคเหรียญทอง) ผู้ที่ทำเนียบยอดฝีมือจัดว่าครอบครองอาวุธซึ่งมีความร้ายกาจเป็นอันดับสองในยุทธภพขณะนั้น คือ ห่วงหงส์มังกร (เหนือกว่าอันดับสามอย่าง เซียวลี้ปวยตอ (มีดบินลี้น้อย) ของลี้คิมฮวง ผู้โด่งดัง) – ได้มีธิดาหนึ่งคนซึ่งเกิดกับ ลิ้มเซียนยี้ หญิงผู้ได้รับสมญาว่าเป็นโฉมงามอันดับหนึ่งของยุทธภพ  …เมื่อมีธิดาถือกำเนิดขึ้นจากบุคคลทั้งสอง นางได้ชื่อว่า เซี่ยงกัวเซี่ยวเซียน กล่าวได้ว่านางมี "กำลังฝีมือและความทะเยอทะยาน" ของเซี่ยงกัวกิมฮ้ง และมี "รูปโฉมงดงามและจิตใจที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาด" ของลิ้มเซียนยี้…เซี่ยวกัวเซี่ยวเซียนภายนอกนิยาย ผมเห็นมาบ้างเหมือนกัน แต่การจะรับมือกับคนที่จิตใจลึกล้ำเช่นนั้น เราจะต้องมีมิตรที่ดีและสามารถ "เห็นผี"
 
ผมกำลังจะเอ่ยถึงพี่แก้ว ๆ เคยให้คำจำกัดความตนเองไว้ว่าเป็นพวก "เห็นผี" คือ มักจะสามารถคาดเดาจิตเจตนาคนไปได้ลึกซึ้งกว่าที่คนๆ นั้นแสดงออก  ผมเองอาจมีความสามารถในทางนี้อยู่บ้างแต่ไม่อาจเทียบพี่แก้ว หลายครั้งเมื่อประสบปัญหา ยังต้องไปขอคำชี้แนะว่า คนที่เราไปพบพานมานั้น จริงๆ แล้วเป็นผีหรือเปล่า เพราะให้มองเองมองไม่ออก 
 
ถ้าเป็นสาวก Harry Potter อาจนึกไปว่าพี่แก้วเป็นพวกแม่มดที่เชี่ยวชาญวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด (วิชาที่เปลี่ยนคนสอนทุกปีที่โรงเรียนเวทย์มนตร์)  แต่เผอิญผมเป็นสาวก Star Wars เลยได้เคยกล่าวกับพี่เขาไว้ว่า พี่แก้วเป็น Master Yaddle ของเหล่าอัศวินเจได
 
Yaddle เป็นสมาชิกใน Jedi High Council เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกับ Yoda แต่เป็นเพศหญิง  Yaddle เป็นหัวหน้าบรรณารักษ์ของ Jedi Archive เชี่ยวชาญการศึกษาจารึกโบราณจนเป็นผู้รอบรู้และมีส่วนทำให้ Jedi Archive กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่สมบูรณ์ที่สุดของจักรวาล Yaddle ยังมีความสนใจพิเศษในการเก็บและศึกษา Sith Holocron (คล้ายๆ ลูกแก้ววิเศษ) ซึ่งเป็นวัตถุที่ใช้ในการศึกษาศาสตร์มืดต่างๆ ของพวก Sith และต้องเป็นอัศวินเจไดชั้นแนวหน้าเท่านั้นจึงจะสามารถต่อต้านอำนาจยั่ยยวนจากด้านมืดของพลัง (Dark Side of the Force) ได้ อย่างไรก็ตาม Yaddle เสียชีวิตไปก่อนที่ Clone Wars จะอุบัติขึ้นตามแผนการล้างแค้นของพวก Sith  ท้ายสุด Jedi ถูกสังหารล้างเผ่าพันธุ์ ใน Star Wars Episode III …ด้วยความรอบรู้และเชี่ยวชาญในการรับมือด้านมืดของผู้คนนี่เอง ที่ทำให้ผมเห็นว่าพี่แก้วเป็น Master Yaddle โดยแท้
 
ความรอบรู้อีกประการหนึ่งของพี่แก้วคือเรื่องเพลงเก่า รู้อย่างผู้รู้จริง นอกจากเชี่ยวชาญในเพลงของ Elvis แล้ว  การที่คนใน generation ใกล้ๆ กับผมจะรู้จักเพลงอย่าง You Belong to Me, Love Grows (Where My Rosemarry Goes) ของ Edison Lighthouse, An Everlasting Love ของ Andy Gibb ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่ายเลย  ก่อนจะเจอพี่แก้ว ผมคิดว่าตัวเองแปลกที่ฟังแต่เพลงเก่าประเภท "เกิดมาก่อนตัวเองเกิด" เพราะหาคนรอบข้างที่ชอบเหมือนๆ กันไม่ได้ พอเจอพี่แก้วซึ่งเก๋ากว่า ค่อยสบายใจว่า อย่างน้อยยังมีคนวัยใกล้ๆ กันที่ชอบแนวนี้   ครั้งหนึ่งเราไปร้องคาราโอเกะที่ Fortune ด้วยกัน (กองพี่แก้วไปกัน แต่ผมซึ่งเป็นคนนอกขอพ่วงไป) พอเจอว่ามีเพลง Love Grows ซึ่งหาร้องตามที่ต่างๆ ได้ยากมาก พวกเราดีใจแทบแย่…ผมและพี่แก้วโดนค่อนขอด (โดยเฉพาะจากพี่โอ๋) หลายครั้งว่าร้องแต่เพลงคนอื่นร้องด้วยไม่ได้ แต่คนเราย่อมซื่อสัตย์ต่อรสนิยม
 
ผมเชื่ออยู่เสมอว่า การคบหาเพื่อนมี function อย่างหนึ่ง คือ เป็นการขยายตัวตนและย้ำอัตลักษณ์ของเราเองไปด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อเล่าถึงเรื่องราวของเพื่อนจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เรื่องราวของตนเองได้ถูกพ่วงมาบอกเล่าด้วย ทั้งรสนิยมเพลง การกินอยู่ หรือการเลือกเสพความบันเทิง  การได้รู้จักเพื่อนร่วมรุ่นรวมกรม-กลมในช่วงเวลาที่ชีวิตเริ่มห่างจากเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย ถือว่าช่วยให้หายเหงาไปได้มาก เพื่อนมหาวิทยาลัยเริ่มเติบโตมีหน้าที่การงาน บทสนทนาที่เคยแลกเปลี่ยนกันย่อมเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ใครเลยจะต้านทานอานุภาพแห่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้…ตัวเราเองยังเปลี่ยนไปด้วยเลย
 
…….
 
มีคนบอกว่า แต่ละรุ่นๆ ที่สอบเข้ากระทรวงฯ มานั้น เมื่อเวลาผ่านไปแล้วจะห่างเหินกันไปเรื่อยๆ นั่นน่าจะเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็พูดได้ เพราะความเป็นกลุ่มก้อนใดๆ ย่อมเสื่อมลงไปตามกาลเวลา  ตอนนี้ผมและเพื่อนๆ เองกระจัดกระจายกันอยู่แต่ละมุมของโลก  ผมอาจจะเป็นคนหนึ่งที่พยายามติดต่อพูดคุยกับเพื่อนๆ อยู่เสมอ และดีใจที่มีโอกาสรับรู้ว่าหลายๆ คนยังเฝ้ารอวันที่จะได้กลับไปเจอหน้าและสังสรรค์กันอีก ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อมิตรภาพ
 
เพื่อไม่ให้เดือดร้อนใคร ผมพยายามอ้างคำพูดของคนอื่นให้น้อยที่สุดและอ้างแต่ด้านบวก อีกทั้งการเขียนในโอกาสมงคลควรต้องงดเว้นการเอ่ยเรื่องอวมงคลไปด้วย ซึ่งมีผลกระทบให้เสียอรรถรสไปบ้าง เพราะพงศาวดาร (ทั้งแบบกระซิบและเปิดเผย) อีกหลายเรื่องไม่สามารถถ่ายทอด  ขณะเดียวกันคนที่ไม่เข้าใจจุดหมายอาจจะค่อนได้ว่าผมเห็นเพื่อนเป็นเทวดาไปเสียหมด 
 
ที่เล่ามาทั้งหมดเป็นความนึกคิดและความประทับใจซึ่งส่วนมากผมคิดและเห็นมานานแล้วแต่ไม่เคยถ่ายทอดออกมา  เพราะลำพังความทรงจำแต่ละเรื่อง เกี่ยวข้องกับแต่ละคน แต่กระจัดกระจายในหัวสมอง นั้น ไม่พอที่จะนำมาเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราว  ในโอกาสที่รุ่นมีอายุครบ 5 ปี ผมจึงทดลองรวบรวมและเรียบเรียงเรื่องเหล่านี้ หรืออีกนัยหนึ่ง หากเป็นปีที่อยู่พร้อมหน้า คงไปสังสรรค์ร่วมกันเสียมากกว่าจะมานั่งบันทึกความทรงจำแบบนี้
 
อีกเหตุผลหนึ่งของการรวบรวมความทรงจำ ความรู้สึก และเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ของชาว "รวมกรม-กลม" มาจารึกไว้ครั้งนี้ คือ เผื่อไว้ว่าสักวันหนึ่งในภายหลัง ผมอาจจะไม่สามารถรักษาความทรงจำที่กระจ่างชัดในระดับนี้ไว้ได้….

 

Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s