แข็งแกร่งเมื่อก้าวโดยลำพัง…แต่ไม่สามารถแข็งแกร่งโดยลำพัง

 
ผมคิดว่าตนเองเป็นคนที่มีความโชคดีอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าจำนวนคนดีๆ ที่ได้ประสบพบเจอและคบหามาจนถึงบัดนี้นั้นเพียงพอสำหรับชีวิตแล้ว  หรืออีกนัยหนึ่งคือ ชีวิตที่เหลือหลังจากนี้ไป แม้จะไม่ได้มีโอกาสเจอเพื่อนดีๆ เพิ่มขึ้นมาอีก ก็ไม่รู้สึกอะไรสักเท่าไรแล้ว
 
การเอ่ยเช่นนี้อาจไม่มีความหมายนักถ้าพูดตอนจบมัธยมปลาย แต่กลับมีความหมายมากสำหรับชีวิตที่ผ่านพ้นวัย 30 ปี อันเสมือนหลักหมุดครึ่งทางของชีวิตมาแล้ว
 
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุบางประการให้ผมรู้สึกว่า คนรอบข้างซึ่งพบเจอในปัจจุบันไม่ค่อยจะเป็นที่พึ่งพาทางความรู้สึกได้มากนัก  ที่จริงนั่นอาจถือว่าเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นอยู่แล้วสำหรับคนที่เป็นผู้ใหญ่  เพราะผู้ใหญ่ควรจะต้องพึ่งพาตนเองอย่างเต็มที่ที่สุดทั้งทางกายภาพ ความคิด และความรู้สึก  ….แต่ด้วยความเชื่อส่วนตัวอีกเช่นกัน ผมเชื่อเสมอว่า คนที่จะสามารถยืนหยัดได้แข็งแกร่งเท่าไร หมายความว่าชีวิตเขาจะต้องผ่านการเติบโตที่มั่นคงมาก่อน และมีสภาพแวดล้อม-บุคคลรอบข้างที่ช่วยเสริมให้เขาเป็นผู้แข็งแกร่งได้จริง
 
คนที่แข็งแกร่งจะต้องมีความนับถือตนเอง รู้จักตนเองชัดเจน มั่นคงในความคิด แต่ดังที่บอกไว้ การจะได้สิ่งเหล่านั้นจะต้องมีการเกื้อหนุนที่ดีเพียงพอจากคนรอบข้าง
 
ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับทราบว่า น้องที่รู้จักคนหนึ่ง-เป็นลูกของเพื่อนร่วมงานอาวุโสในสายบังคับบัญชา-ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว  แต่เนื่องจากเรียนในหลักสูตรใหม่และภาควิชาไม่มีสถานที่ของตนเอง เลยต้องไปเรียน "มหาวิทยาลัยตึกสูง" คือ มหาวิทยาลัยไปเช่าตึกอาคารสำนักงานเอาไว้เพื่อใช้ในการเรียนการสอน โดยตึกนั้นไม่ได้อยู่ในอาณาบริเวณของมหาวิทยาลัย
 
ข้อกังวลของพ่อแม่ซึ่งผมได้ยินได้ฟังมา คือ เด็กจะไม่ได้สัมผัสกับชีวิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเลย ซึ่งผมมองว่าน่ากังวลจริง เพราะมันจะเหมือนกับการเรียนโรงเรียนกวดวิชาที่นั่งรถไปเรียนในตึกเลิกเรียนแล้วก็กลับ  เราย่อมทราบกันดีว่า การเรียนในโรงเรียนกวดวิชาไม่มีทางเหมือนกับการเรียนในรั้วโรงเรียนมัธยม สิ่งที่โรงเรียนกวดวิชาให้ไม่ได้เลยคือการเรียนรู้ชีวิตและสังคม
 
ด้วยประสบการณ์ส่วนตัว ผมให้ความสำคัญกับการเรียนมหาวิทยาลัย (ปริญญาตรี) อย่างสูงที่สุด ผมคิดว่านั่นคือช่วงเวลาที่จะได้เรียนรู้ทุกอย่างอย่างรอบด้าน ทั้งความรู้ ชีวิต และสังคม
 
ผมจะพูดเสมอว่า ผมหลงใหลความงามของ 3 สิ่ง ได้แก่ ความงามของกาพย์กลอน ความงามของคณิตศาสตร์ และความงามของประวัติศาสตร์   ทั้งสามสิ่งนี้ ผมได้รู้จักและสนุกกับมันอย่างจริงจังล้วนมาจากสมัยเรียนมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น
 
สมัยเป็นเด็กประถมผมเป็นเด็กขี้เกียจ ไม่ชอบอ่านหนังสือสอบและไม่ชอบส่งงาน เวลาสอบผมจะไม่อ่านหนังสือ  ถ้าผู้ใหญ่ดูอยู่ผมจะอ่านแต่หนังสือแบบเรียนภาษาไทย "มานะ-มานี" ของหลักสูตรกระทรวงศึกษาฯ ปี 2520 เพื่อให้ดูเหมือนว่าอ่านหนังสืออยู่  แต่คนรุ่นๆ เดียวกันย่อมรู้ว่า "มานะ-มานี" ใช้อ่านเพื่อความบันเทิงได้ไม่เลวเช่นกัน ผมจึงเอาเป็นฉากบังหน้าว่าอ่านหนังสือแล้ว  โรงเรียนผมต้องอ่านดรุณศึกษาด้วย แต่ผมไม่ค่อยชอบดรุณศึกษาเพราะไม่สนุกเท่า
 
การอ่าน "มานะ-มานี" ทำให้ผมเคยชินกับการท่องกลอนและอ่านกลอนมาตั้งแต่เด็กจนเป็นนิสัย กลอนที่ท่องสมัยประถมถึงตอนนี้ยังคงจำได้อยู่หลายชิ้น เมื่อท่องได้แล้วค่อยหัดเขียน ผมมาเขียนกลอนเป็นเรื่องเป็นราวช่วงแรกตอนม.3 เพราะตอนนั้นมีแฟนคนแรก และแฟนก็เผอิญชอบให้เขียนกลอนให้  ช่วงม.ปลายผมยังคงหากลอนอ่านและจดเก็บไว้อยู่ตลอดแต่แทบไม่ได้แต่งกลอนเลย
 
เมื่อสอบเข้าธรรมศาสตร์ได้ ในยุคนั้นการเรียนปี 1 ต้องไปเรียนที่มธ. ศูนย์รังสิต ผมไม่อยากอยู่หอและเลือกที่จะเดินทางโดยรถไฟ ผมปฏิเสธสมมติฐานว่าอยู่หอจะได้มีเวลาเรียนและอ่านหนังสือเต็มที่ ผมเดินทางตลอดปี 1 และมีผลการเรียนปี 1 ในระดับที่ดีอันดับต้นๆ ของคณะ สมัยเรียนมัธยมผมเดินไป-กลับโรงเรียนทุกวันและต้องเดินเลยทางรถไฟไปอีก การเลือกไปมธ. ศูนย์รังสิตโดยเดินไปขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสนเรียกได้ว่า "เดินเท้า" น้อยกว่าตอนเรียนมัธยมเสียอีก
 
ผมได้เพื่อนจำนวนมากจากการนั่งรถไฟ ทั้งเพื่อนร่วมคณะและต่างคณะ เราจะจดจำรูปแบบกันได้ว่าใครบ้างที่จะขึ้นรถไฟที่สถานีไหน บางครั้งกลายเป็นชื่อพ่วงท้าย เช่น นู่-สามเสน, อ้อ-หลักสี่, ปัด-ดอนเมือง  ผมสนุกกับการนั่งรถไฟมาจนเทอมสองของปี 1  มีอยู่วันหนึ่งผมขึ้นรถมาแล้วปรากฏว่าเพื่อนๆ ชาวหัวลำโพงซึ่งขึ้นรถมาก่อนผมบอกว่า กำลังแต่งกลอนแต่ละสถานีกันอยู่ นุ่นจองบางเขนไปแล้ว ยุ้ยจองดอนเมืองไปแล้ว  เมื่อผมกับนัท-ตาแหวง 2 คนขึ้นรถที่สถานีสามเสนมาสมทบ เราร่วมวงอย่างไม่รีรอและรีบหาสถานีที่ยังพอเหลือเพื่อแต่งกลอนทันที ผมจองสถานีเชียงราก ซึ่งเป็นสถานีสุดท้ายที่เราจะลง…ระหว่างทางพอถึงสถานีไหนเจ้าของก็จะต้องอ่านกลอนของตัวเอง ผมแต่งกลอนสถานีเชียงรากเอาไว้ว่า
 
"ถึงเชียงรากฝากใจกับใครไว้          ลงรถไฟแล้วฤทัยยิ่งใฝ่หา
มองเห็นโดมห่างไปไกลไกลตา        นึกถึงหน้าคนที่รอมาทั้งคืน
นั่งสองแถวลำบากหน่อยค่อยค่อยทน  เจอแต่คนไม่สวยนักชักขมขื่น
ฝุ่นก็มากตรากตรำต้องกล้ำกลืน        คงสดชื่นเมื่อได้เจอโปรของเรา"
 
หลังจากนั้นพวกเราเห็นด้วยกับไอเดียที่จะรวบรวมกลอนสถานีรถไฟนี้ และร่วมกันแต่งกลอนเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ของมธ. ศูนย์รังสิตเพิ่มด้วย ผมได้รวบรวมกลอนเหล่านั้นทั้งหมดพิมพ์รวมกันเป็นเอกสารไม่หนานัก แจกจ่ายในหมู่เพื่อนๆ ชาววรรณกรรมรถไฟ เป็นผลงานกลอนที่ผมจะเอาออกมาอ่านเวลาคิดถึงความสนุกสมัยเด็ก อ่านเมื่อไรต้องอดยิ้มไม่ได้ทุกที
 
หลังจากนั้น ผมมีโอกาสเขียนกลอนออกมาค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าเป็นยุคฟื้นฟูหลังจากแทบไม่ได้แต่งไว้เลยสมัยม.ปลาย  ตลอดการเรียนปริญญาตรี 4 ปี เป็นช่วงเวลาที่ผมเขียนกลอนมากสุดในชีวิตแล้ว กลอนชิ้นหนึ่งที่ผมชอบมาก (ที่จริงตามฉันทลักษณ์ต้องเรียกว่าเป็นกาพย์) ผมแต่งไว้เมื่อปี 2539 และเพื่อนๆ หลายคนต้องขอจดไป คือ
 
"ไม่รักฤๅจักหวง  ไว้ในดวงฤดีฉัน
ไม่รักฤๅจักหวั่น   กลัวเธอนั้นจะผันแปร
ไม่รักฤๅจักช้ำ     ยามเธอทำไม่แยแส
ไม่รักฤๅอ่อนแอ   ยามที่แลไม่เห็นเธอ
ไม่รักฤๅจักถาม   เฝ้าติดตามอยู่เสมอ
ไม่รักฤๅจักเพ้อ   ยามเมื่อเธออยู่ไกลกัน
ไม่รักฤๅจักหมอง ยามเธอมองไม่เห็นฉัน
ไม่รักฤๅนับวัน    รอเธอนั่นจะเห็นใจ
ไม่รักฤๅคงมั่น    ไม่ไหวหวั่นแม้วันไหน
ไม่รักฤๅหัวใจ     เฝ้าฝันใฝ่ไม่เปลี่ยนแปลง"
 
เอ๋ซึ่งบอกว่าไม่เคยเจอผู้ชายแต่งกลอนมาก่อน ยังยอมรับว่าไพเราะและเคยจดไปด้วย ผมปฏิเสธสมมติฐานที่ว่าการแต่งกลอนจะต้องเฉพาะผู้หญิงที่แต่งได้เพราะ ในหมู่ชาววรรณกรรมรถไฟเรามีชายสี่ คือ ผม พี่โย นัท-ตาแหวง และหริ  กับ หญิงสี่ คือ นุ่น ยุ้ย-แมงโม้ โอ๋ และสตรอเบอรี่….ในหมู่เพื่อนของผมคนที่นับเป็นแฟนติดตามงานกลอนของผมมากกว่าคนอื่น คือ ยุ้ย-สายไหม ชนิดที่ว่าท่องได้และเอาไว้แซวผมบ่อยครั้ง ประเภทรู้เบื้องหลังว่ากลอนชิ้นไหนแต่งให้ใคร ในบริบทใด เลยใช้แซวได้ถูก  แม้ยุ้ย-สายไหม จะไม่ได้สังฆกรรมในหมู่ชาววรรณกรรมรถไฟ (เพราะมารู้จักกับผมตอนปี 2) แต่ยุ้ยมีส่วนมากในการแลกเปลี่ยนและวิจารณ์งานกลอนของผม ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งให้ผมแต่งกลอนได้เยอะในช่วงนั้น เพราะพอจะมี audience อยู่บ้าง ในเรื่องเรียน ยุ้ยมีส่วนช่วยให้ผมเรียนจบไม่น้อย เพราะผมไม่ค่อยติดตามข่าวสารทางวิชาการมากนักเวลาอาจารย์ให้ไปหาเอกสารอ่านเพิ่มเติม แต่ยุ้ยจะเผื่อแผ่ให้เสมอ…ตอนรับปริญญายุ้ยรับเป็นลำดับที่ 4 ของคณะและเป็นอันดับติดกันอยู่ถัดไปจากผม
 
ตอนท้ายของวรรณกรรมรถไฟ เราต้องการแต่งกลอนแซวกัน เพราะแต่ละคนใช้นามปากกา (แบบตลกๆ) ในการแต่ง ผมใช้ "บุรุษร้อยรัก", พี่โยใช้ "ใหญ่ กอโพธิ์", นัท-ตาแหวงใช้ "หมึกเพชฌฆาต", หริใช้ "อ้วนคลองสาน", นุ่นใช้ "นกกางเขน", ยุ้ย-แมงโม้ใช้ "เซาะจู", โอ๋ใช้ "ไผ่ริมน้ำ" และสตรอเบอรี้ใช้ "นายกล้วยทับ"  ผมกับพี่โยรับหน้าที่นี้ คือ เราแบ่งกันแต่งแซวเพื่อนๆ คนละ 3 ราย และสลับกันแต่ง คือ พี่โยแซวผม ผมแซวพี่โย  พี่โยกรุณาแต่งกลอนนิยามตัวผมอย่างถึงกึ๋นและผมชอบมากที่อุตส่าห์รวบรวมประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับผมมาร้อยเรียงไว้ คือ
 
"บุรุษร้อยรัก" ร้อยใจ ร้อยผลแห้ว     คือนักปราชญ์ผู้เจนแล้วหลากสาขา
คือนักปั่นผู้เจนจบนครา                คือผู้มามีจุดจบเมื่อพบเจน
คือน้ำตาลผู้ใกล้มดแล้วอดได้         คือศิษย์ผู้ครูมอบให้เด็กดีเด่น
คือผู้มองแต่อึ๋ม-ขาวทั้งเช้าเย็น        ร้อยภาพเป็นใยรักถักเป็นกลอน"
 
พี่โยเป็นศิษย์พี่จากสำนักสามเสนวิทยาลัย ผมจึงเรียกพี่โยว่า "ตั่วซือกอ" เพราะตอนนั้นผมเพิ่งอ่านกระบี่เย้ยยุทธจักรของกิมย้งจบ และรู้สึกว่าคนจะเป็นตั่วซือกอได้ต้องมีคุณสมบัติที่โดดเด่น ซึ่งพี่โยเป็นปราชญ์ที่ผมนับถือมากคนหนึ่งแม้พี่โยจะมีผลการเรียนในเกณฑ์ธรรมดา แต่ความเป็นปราชญ์คือสิ่งที่ผมมองลึกซึ้งมากกว่านั้น พี่โยเป็นเพื่อนท่องเที่ยวผจญภัยที่ดีโดยเฉพาะการนั่งเรือเที่ยวด้วยกัน ผมเคยไปจับหิ่งห้อยที่บางน้ำผึ้งกับพี่โย สมัยนั้นบางน้ำผึ้งยังไม่ดัง เดี๋ยวนี้ผมไม่รู้ว่ายังเหลือหิ่งห้อยที่บางน้ำผึ้งบ้างมั้ย เห็นรายการโทรทัศน์ชอบแนะนำให้ไปอยู่บ่อยๆ
 
ที่จริงผมมีวีรกรรมสนุกๆ เกี่ยวข้องกับเพื่อนๆ ชาววรรณกรรมรถไฟทุกคนซึ่งคงเล่าไม่หมด  ที่เล่ามาเพราะอยากจะบอกเล่าบรรยากาศชีวิตมหาวิทยาลัยซึ่งสนุกไปพร้อมๆ กับเรียนรู้ เมื่อสิ่งที่เราชอบ (ในที่นี้คือการแต่งกลอน) พาเราไปพบกับคนดีๆ ในชีวิต คือ เพื่อนที่ชอบแต่งกลอนเหมือนกัน แล้วหลังจากนั้นก็เป็นกัลยาณมิตรที่เกื้อหนุนในทุกด้านๆ  ผมต้องถือว่านั่นเป็นความโชคดียิ่งจริงๆ …หลังๆ ผมไม่ค่อยได้เขียนกลอนแล้ว ในประดาความงดงาม 3 สิ่งที่ผมหลงใหล การแต่งกลอนดูเหมือนว่าจะต้องอาศัยความสนุกของวัยเยาว์เป็นองค์ประกอบมากที่สุดแล้ว
 
ดังที่บอกไปว่ายังมีความงามอีก 2 ประการที่ผมหลงใหล (คณิตศาสตร์และประวัติศาสตร์) ทีแรกตั้งใจจะเขียนที่มาไว้ด้วย แต่นั่นจะทำให้ข้อเขียนยาวมากและ 2 เรื่องนั้นค่อนข้างจะเป็นประเด็นที่ปัจเจกกว่านี้…หวังว่าวันหน้าคงมีโอกาสเขียนเป็น record ไว้
 
ในยามที่เราจะต้องก้าวไปโดยลำพัง ความแข็งแกร่งสำคัญมากเพราะนั่นจะช่วยให้ตัดสินใจใดๆ ได้เด็ดขาด  พื้นฐานความแข็งแกร่งของคนต้องมาจากการนับถือตนเอง (self esteem) และรู้จักตนเองอย่างดีเพียงพอ  จุดนี้ผมใช้เสมอในยามต้องแยกแยะระหว่างคนที่แข็งแกร่งอย่างโดดเดี่ยวกับคนที่แข็งแกร่งอย่างมั่นคง  ผมเห็นคนหลายคนที่เรียนเก่งนำชัวิตสู่ความรุ่งโรจน์ได้ แต่โดดเดี่ยว ไม่ไว้วางใจคนอื่น แท้จริงแล้วการนับถือตนเองกับความจองหองอาจจะมีเส้นคั่นอยู่เพียงเบาบางเท่านั้น  ปุถุชนอาจมีคราวที่ข้ามเส้นไปบ้าง แต่โดยปกติเราควรยั้งตัวเองไว้ในฝั่งของ self esteem ให้มากที่สุดก่อน และให้การจองหองเกิดแค่ในยามที่เผลอไผลเท่านั้น
 
การที่เราจะขึ้นมาแข็งแกร่งและนับถือตนเองได้ นอกจากปัจจัยทางครอบครัวแล้ว เพื่อนก็สำคัญมาก  เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคมย่อมต้องการรู้ว่าตนเองได้รับความยอมรับมากน้อยเพียงใดจากหมู่คณะ หลังจากนั้นจึงจะสะท้อน (project) กลับมาสู่ตนเองกลายเป็นความนับถือตนเองได้  ผมพอจะเป็นที่ยอมรับของเพื่อนฝูงอยู่บ้างและการยอมรับเหล่านั้นมีส่วนให้ผมกล้าที่จะเดินและทำสิ่งต่างๆ ไปในทิศทางที่ตนต้องการอย่างมั่นใจ…ความแข็งแกร่งเหล่านี้ผมได้มาจากความยอมรับและมิตรภาพที่ได้จากเพื่อนฝูงจำนวนไม่น้อย เรื่องการหวนกลับมาเขียนกลอนเป็นเพียงตัวอย่างเดียวของการค้นพบตนเองโดยมีเพื่อนหนุนเสริมให้ และทำให้ก้าวไปทางนั้นอย่างมีเพื่อนร่วมทางที่สนุกไปด้วยกัน
 
ผมขอบคุณเพื่อนจำนวนหนึ่งที่ไม่ทำให้ผมกลายเป็นเด็กที่มาถึงมหาวิทยาลัยเพื่อเรียนแล้วก็กลับบ้าน ขอบคุณที่ให้การยอมรับในตัวกันและกัน ขอบคุณที่ให้การเรียนรู้ที่สนุกสนาน ขอบคุณที่ช่วยให้เป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักตนเอง
 
นี่เองผมจึงกล่าวว่า เราต้องแข็งแกร่งเมื่อก้าวโดยลำพัง…แต่เราไม่สามารถแข็งแกร่ง (ขึ้นมา) โดยลำพัง
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s