ว่าด้วยวัฒนธรรมเทวดา

 
เดิมทีตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับมายาคติในการเมืองไทยจำพวกสโลแกนอย่าง สมานฉันท์, อรหันต์, คุณธรรม-จริยธรรม, ทุนนิยมพอเพียง, เลือกคนดี ฯลฯ  ซึ่งสำหรับผมแล้ว คำเหล่านี้ล้วนไร้แก่นสาร จะเรียกว่าจอมปลอมก็ได้
 
ทดลองเขียนร่างแล้ว ปรากฏว่าต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่คิดเพราะแต่ละเรื่องต้องว่ากันยาวพอสมควร
 
แต่จังหวะเวลาไม่เอื้อให้เท่าไร มีงานใหญ่ๆ 2 งานให้ต้องรับผิดชอบเกือบจะติดๆ กัน และช่วงที่ว่างระหว่าง 2 งานนั้นซึ่งมีเวลาส่วนตัวอยู่เพียงไม่กี่วัน ก็มีอันจะต้องดูแลบุพการีซึ่งเดินทางมาเยี่ยมเยียน เลยต้องชะลอการเขียนเรื่องใหญ่ๆ อย่างนั้นไปก่อน
 
พอดีได้อ่านบทสัมภาษณ์ของ วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เมื่อวาน (24 ม.ค. 2551) อ่านแล้วชอบมาก คนอย่างนี้แหละถึงควรจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย  ผมชอบในความเฉียบคมของประเด็นและการกล้ายืนหยัดสู้กับกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย บทสัมภาษณ์นี้อยู่ที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/10967 
 
ประเด็นหนึ่งที่สำคัญและอ.วรเจตน์ กล่าวไว้ดีมากคือ เรื่องการเลือกคนดี เชิดชูคุณธรรม-จริยธรรม อันเกี่ยวพันกับองค์กรอรหันต์อย่างกกต.  โดยอาจารย์ให้ภาพอย่างชัดเจนถึงสมัยกลางของยุโรป ที่ศาสนจักรเป็นใหญ่ และใช้อำนาจเหนือฝ่ายอาณาจักรโดยอ้างอำนาจจากความใกล้ชิดกับความดี ใกล้ชิดกับพระเจ้า
 
แต่ในการอ้างความดีนั้น ศาสนจักรโรมันแคธอลิกก็เคยได้กระทำเรื่องเลวร้ายที่โลกสมัยใหม่ (Modern Age) และโลกปัจจุบันต้องประณามอย่างรุนแรงมาแล้ว คือ การทำลายคนนอกศาสนาและคนไร้ศาสนาอย่างทารุณ
 
ก่อนจะขยายความตรงนั้น เราควรมาตรวจสอบก่อนว่า การ "พึ่งพาคนดี" นั้น มีปัญหาอย่างไร
 
ผมใช้ตรรกะง่ายๆ เลย สำหรับคนทั่วๆ ไป เรามีโอกาสรู้จักคนรอบข้างอย่างชนิดที่รู้จักเป็นการส่วนตัวสักกี่คน สมมติว่าสัก 1000 คน  นั่นคือ รวมญาติทุกฝ่าย เพื่อนตั้งแต่อนุบาล เพื่อนเรียน จนถึงเพื่อนร่วมงาน หรือรวมทิศ 6 ทั้งหมดแล้ว  แต่ใน 1000 คนนี้ เราย่อมรู้จักคนใกล้ชิดกับเราเป็นอย่างดีมากกว่าคนที่สัมพันธ์ห่างออกไป แต่ถึงกระนั้น เราก็อาจจะมีโอกาสรับรู้วัตรปฏิบัติส่วนตัวของคนที่เป็นเพื่อนน้อยกว่าคนที่อยู่ร่วมชายคา
 
ขยายวงให้กว้างขึ้น ถ้าเราไปเดินห้างสรรพสินค้า เจอคนที่ไม่รู้จักจำนวนมาก เรารู้ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนไทยเหมือนกัน แต่ถามว่าใครเป็นคนดี-คนไม่ดี เราย่อมตอบไม่ได้เลย
 
ถ้าขยายไปมากกว่านั้นอีกคือในระดับจังหวัดหรือประเทศ มีคนที่เราไม่รู้จักอีกหลายสิบล้าน เราจะเอาอะไรไปส่องว่าคนนั้นคนดี คนนี้คนไม่ดี เราไม่มีโอกาสรู้เลย
 
ฉันใดก็ฉันนั้น แล้วประดาคนที่มักจะได้รับการติดป้ายว่า "คนดี" เนี่ย เรามีโอกาสรู้จักเป็นการส่วนตัวหรือไม่? ถ้าไม่มีโอกาสพิเศษ ผมเองไม่ได้มีโอกาสรู้จักคนดีทั้งหลายในมิติที่ลึกซึ่งเลย
 
พูดง่ายๆ คือ ผมไม่เคยสนทนากับเปรม พอๆ กับที่ไม่เคยสนทนากับคนที่เดินร่วมห้าง ผมไม่เคยสนทนากับประเวศพอๆ กับที่ไม่เคยสนทนากับยามในห้าง  ถ้าตัดเรื่องชื่อเสียง เรื่องฐานะสังคมออก และจับ 2 คนนี้มายืนเรียงร่วมกับคนในห้าง เราก็จะพบลุงแก่ๆ อีก 2 คน เท่านั้น เป็นลุงแก่ๆ ที่เราไม่รู้จักพอๆ กับคนเดินห้าง และยามในห้างเลย
 
แต่อะไรที่ทำให้เปรมหรือประเวศแตกต่าง? นั่นคือ สถานะทางสังคมและชื่อเสียงต่างหาก!!!
 
ผมกำลังจะบอกว่า คนที่เรามักได้รับการขับกล่อมให้ฟังว่าเป็นคนดีนั้น  เราต้องถามตัวเองว่า เราไปสัมผัสจริงๆ หรือเราได้รับการถ่ายทอดชื่อเสียงหรือเรื่องราวของเขามาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง  ไม่เฉพาะฝ่ายศักดินาหรอกกับพวกนักการเมืองก็เช่นกัน การที่นักการเมืองลงมาเดินหาเสียง สัมผัสประชาชนในช่วงสั้นๆ ก็ไม่ได้ทำให้ใครรูจักตัวตนของเขาดีขึ้นได้เลย
 
แท้จริงแล้ว การมี Someboกy ในสังคมวางอยู่บนฐานของการสื่อสารทั้งสิ้น จะโดยปากต่อปาก ข่าวทีวี นสพ. คอลัมน์ซุบซิบ ประวัติ-ชาติตระกูล ป้ายหาเสียง ฯลฯ ก็ตามแต่ ต้องมีสื่อที่นำคุณลักษณะบางประการของบางคนมาถึงเราได้ ในกรณีที่เราไม่ได้ไปรู้จักเขาเอง….และนั่นทำให้เราไม่รู้พื้นเพ ความคิด ระดับคุณธรรม ที่แท้จริงของเขาด้วย  เพราะขึ้นชือว่า สื่อ ย่อมมีการกรองมาแล้ว
 
สื่อทุกรูปแบบเอนเอียงแน่นอนเพราะมีระดับการวิจารณ์ที่ไม่เท่าเทียม จนบ้านเมืองถูกครอบงำด้วยวิธีคิดประเภท "นักการเมืองมูมมาม ศักดินาอิ่มทิพย์" จนคนลืมไปว่า ศักดินาก็หิวเป็น กินเป็น และต้องการการเติบโต เช่นกัน (ธรรมชาติของทุนจะต้องมีการขยายตัวนะครับ จะทุนสามานย์ ทุนพอเพียง หรือทุนกษัตริย์ ก็ตาม)…เมื่อมีการตั้งคำถามกับฝ่ายศักดินา เช่น วิจารณ์เปรมรายการโดนถอด เคลื่อนขบวนไปบ้านเปรมโดนดำเนินคดี วิจารณ์เรื่องเขายายเที่ยง….เงียบ  วิจารณ์เรื่องทะเบียนสมรสซ้อน….เงียบ
 
วัฒนธรรมเทวดาจึงอยู่ได้เพราะสังคมมีการใช้สื่อในการสื่อสารแต่สื่อถูกใช้อย่างไม่สามาตร (Asymmetric) เพราะบุคคลสาธารณะที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากๆ มักจะอยู่ที่วงการนักการเมืองกับวงการบันเทิง (ดารา) เท่านั้น (ส่วนมากในแง่ลบ)  บุคคลสาธารณอื่นๆ ได้รับการวิจารณ์รองลงไป เช่น ข้าราชการ  แต่บุคคลสาธารณะที่ใกล้ชิดเบื้องสูงเข้าไปเท่าไรยิ่งเงียบ….
 
เมื่ออยู่บนพื้นฐานนี้ ผมจึงคิดว่า การเชื่อถือใน "วัฒนธรรมเทวดา" เป็นเรื่องเลื่อนเปื้อนเหลวไหล เพราะการรู้จักผ่านสื่อนั้นจะเพียงพอให้เราสรุปว่า คนบางคนในสังคมมีคุณธรรม-จริยธรรมเหนือคนอื่นได้อย่างไร?
 
และหากลามมาถึงว่า การอ้างความสูงส่งทางคุณธรรมนั้น นำไปสู่การใช้อำนาจที่เข้ามาบิดเบือนอำนาจของคนร่วมสังคม เช่น บิดเบือนการใช้สิทธิทางการเมือง บิดเบือนสิทธิในการวิจารณ์ บิดเบือนอำนาจอธิปไตย  ….ผมจะมั่นใจได้อย่างไรว่า ผู้คุณธรรมสูงนั่นควรจะได้รับการยอมรับ
 
ผมไม่รู้จักคมช. เป็นการส่วนตัวสักคนเดียว ทำไมผมต้องเชื่อว่า การรัฐประหารของเขาทำเพื่อคุณธรรมและหยุดยั้งคนโกง?  การใช้อำนาจอธิปไตยเลือกผู้แทนทำไมต้องมีกกต.มาเป็นตัวคั่น ในเมืองการมีผู้แทนเป็นสิทธิพื้นฐานทางการเมือง?
 
ก่อนยุค Renaissance และก่อนการปฏิรูปศาสนา (Reformation) ยุโรปในยุคกลางมีความเชื่อว่า คนเรามี original sin มีความสามารถเข้าถึงความดี-เข้าถึงพระเจ้าไม่เท่ากัน ชนชั้นสูงมีโอกาสมากกว่า และพระสงฆ์เป็นกลุ่มเดียวที่สามารถสื่อกับพระเจ้าจึงสมควรได้อำนาจ 
 
ภายใต้อำนาจนั้น มีการล่าแม่มด (Witch Hunt) เผาอิสตรีทั้งเป็น  สมเด็จพระราชินี Isabella of Castile เผาพวกมัวร์และพวกยิวใน Spain เป็นล้านๆ คน ระหว่างและภายหลังสงครามขับไล่มัวร์ของฝ่ายคริสเตียน สมเด็จพระราชานี Marry ของอังกฤษนำอาณาจักรกลับเข้าสู่ร่มเงาขององค์สันตปาปาและจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Roman Empire) มีการทำลายล้างฝ่ายที่มิใช่แคธอลิกจำนวนมาก รวมถึงการแขวนคอและเผาทั้งเป็น….ทั้งหมดล้วนทำไปโดยผู้ที่อ้างความเหนือกว่าทาง คุณธรรม-จริยธรรม-ความดี
 
ในปัจจุบัน การใช้วิธีคิดแบบเทวดาและเทวดาลงมาแก้ไขเรื่องราวให้ไพร่ฟ้า ไม่ควรจะมีแล้วนะครับ
 
คุณเอาอะไรมาวัดว่า กกต. 5 คน มีดุลยพินิจที่เหนือกว่าคนอื่น (ที่สำคัญอำนาจกกต. ไม่ใช่ตัวแทนอำนาจอธิปไตย)
 
คุณเอาอะไรมาวัดว่า ไอ้พวกนี้โง่ เลือกส.ส. เพราะเงิน  แต่พวกฉันเหนือกว่าเพราะไม่ขายเสียง
 
คุณเอาอะไรมาวัดว่า ปล่อยบ้านเมืองให้ไพรฟ้าโง่ๆ เลือกตั้ง ก็ได้นักการเมืองขี้โกงมาอีก ขอใช้อำนาจเทวดาทำรัฐประหารเลยละกัน
 
วัฒนธรรมเทวดานี้ ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่า ไพร่ฟ้านั้นไม่สามารถรู้ดี ชั่ว ถูก ผิด เงินซื้อได้ ไม่ฉลาด ไม่รู้เท่าทัน โดนประชานิยมหลอก ฯลฯ  ก่อนหน้านี้ทหารก็ใช้วาทกรรมนี้เปลี่ยนโฉมบ้านเมืองมาทีหนึ่ง ตอนนี้มีกกต. มาควบคุมขั้นตอนการมีผู้แทนอีก และอีกหน่อยก็จะมีส.ว. สรรหา ซึ่งตั้งบนตรรกะเดียวกัน คือ "ฉันต้องสรรหาให้ เพราะปล่อยให้แกเลือกเองก็จะโง่เลือกแต่คนโกงกิน"
 
พี่ที่รู้จักคนหนึ่ง โปรยหัว MSN ของเขาว่า "น่าสงสารประเทศไทยที่ค่านิยมเงินเป็นใหญ่ กว่าความดี"
 
ผมคิดว่านี่คือตัวอย่างของวิธีคิดของคมช. และผู้สนับสนุนรัฐประหาร คือ อธิบายตัวเองว่าที่คนเลว (ในมุมมองของเขา) ชนะเข้ามาได้ก็เพราะเงิน  เขาจึงมีสิทธิใช้วิธีนอกรีตทุกวิถีทางล้มคนเลว และดุลพินิจเขาเหนือกว่าเพราะเขายึดถือในคุณธรรม-จริยธรรมอย่างเข้มข้น  เปรมพูดกี่หนก็ "คนดีๆๆๆ"  คมช. ออกสปอตโฆษณากี่หนก็พร่ำเรื่อง "คุณธรรมนำไทย"  นงนุช สิงหะเดชะในมติชนก็ใช้ plot เรื่องความดีเหนือกว่าทุกอย่างและตัดสินได้ทุกอย่างนี้บ่อยๆ (หลังๆ เลิกอ่านไปเพราะป้าแกจะออกแนวบุศยมาศเหลือเกิน…แบบคนดีโดนรังแก คนเลวก็เลวแบบหาดีไม่ได้)
 
ทั้งหมดเพราะต้องการจะสื่อว่า พวกเขาเป็นเทวดาที่ทรงคุณธรรม  บ้านเมืองมีปัญหาก่อนนี้เพราะคนขาดคุณธรรม  ด้วยคุณธรรมเขาจึงเหนือกว่าทุกทาง ทั้งในแง่ดุลพินิจและการลงมือทำเรื่องใดๆ  โดยเขาไม่ต้องลงไปสัมผัสความคิดของคนจนๆ หรอกว่า ทำไมยังเลือกฝ่ายตรงข้ามเขา เพราะคำอธิบายที่เขาพอใจจะยึดมั่นไว้ที่สุดคือ มัน (นักการเมือง) ใช้เงินมา และมัน (ไพร่) โง่เพราะเห็นแก่เงิน  ชาตินี้คงขอคิดอยู่แค่นี้เพื่อคงความเหนือกว่าทางคุณธรรมเอาไว้ต่อไป
 
ถ้าเราเชื่อว่า การตราหน้าคนอื่นว่าเป็นคนเลวนั้น ไม่พึงกระทำได้ง่ายๆ เพราะเราไม่รู้จักตัวเขาจริงๆ
 
และถ้าเราเห็นว่า ความดี-เลว ที่พูดกันแพร่หลายนั้นมาจากการกรองของสื่อต่างๆ มิใช่มาจากการรู้จักที่แท้จริง
 
เราต้องเลิกหวังในวัฒนธรรมเทวดา เพราะวัฒนธรรมนี้อ้างความเหนือกว่าทางจริยธรรมซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ และวัฒนธรรมนี้มีแนวโน้มจะใช้สมมติฐานที่ดูถูกดุลพินิจของคนด้อยโอกาสในสังคม
 
"น่าสงสารประเทศไทยที่ค่านิยมเทวดาเป็นใหญ่ กว่าการเคารพในความเห็นที่แตกต่าง"
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s