Market Failure in Politics

 
ด้วยความที่กำลังเบื่อสุดขีด คิดว่าจะตัดตัวเองออกจากการสื่อสารอันฟุ่มเฟือยสักพักเพราะรอบข้างเต็มไปด้วยเทวดา …แหะ แหะ คุยกับเทวดาแล้วรู้สึกตัวเองโง่ๆ และแปลกแยกน่ะ เหมือนว่ายังบำเพ็ญเพียรไม่มากพอ ภูมิปัญญาหรือก็ต่ำต้อย
 
ผมเห็นด้วยกับเทวดาว่า ครม. ใหม่อัปลักษณ์จริง  แต่เทวดาคงมองแค่เพียงว่า ท่านหยุดความเลวไม่ได้ หยุดยังไงมันก็มีทางกลับสู่อำนาจอยู่เรื่อย เทวดาเลยเบื่อ ซึ่งประการหลังนี่ไม่ถูกต้อง
 
ผมกลับมองว่าโฉมหน้าการเมืองบิดๆ เบี้ยวๆ ตอนนี้มันมีจุดเริ่มมาไกลก่อนนั้นแล้ว ตั้งแต่การบริหารสไตล์ทักษิณด้วย, ขบวนการออกบัตรเชิญเทวดาของเจ๊กลิ้มด้วย, การตัดสินใจลงจากสวรรค์มาปราบยุคเข็ญเมื่อ 19 ก.ย. ด้วย, การออกแบบรธน. 2550 ด้วย, การแทรกแซงและบิดเบือนตลาดการเมืองทุกประการ โดยเฉพาะยุบพรรคและกฎอัยการศึก, การประณามผู้ด้อยโอกาสว่าเป็นทาสเงินจนชินชา ฯลฯ …..ทั้งหมดมันเป็นปัจจัยสืบเนื่องมาตลอดระยะเกือบ 3 ปี (ที่จริงบางเรื่องเป็นมานานกว่าสามปีเสียอีก)
 
แต่เทวดาตัดความเกี่ยวเนื่องเหล่านั้นทิ้ง (คงไม่บังอาจให้ท่านหวนไปพิจารณาการต่อสู้ทางการเมืองในรอบ 75 ปีหรอก…3 ปี ยังไม่มองย้อนกลับไปเลย) และคิดอย่างเดียวว่า ครม. ใหม่มันแย่ ไม่ถูกใจเทวดา…..ไม่มองว่าพวกนักการเมืองเกรด 2 นี่ผุดขึ้นมาในบรรณพิภพได้เพราะกระบวนการใดบ้างในเกือบ 3 ปีที่ผ่านมา? และเทวดาทั้งหลายมีส่วนมากน้อยเพียงใด?
 
ก็เทวดานี่หว่า ไม่ถูกใจก็ด่า ด่านักการเมือง ด่าคนที่เลือกพรรคนั้น  แต่ฝ่ายเทวดาเองย่อมสมบูรณ์พร้อม การพิจารณาความผิดพลาดของตนเองจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับเทวดา
 
อีกอย่างสำหรับผมตอนนี้ คือ เซ็งความเป็นข้าราชการจัง ทำไมคนกลุ่มนี้ต้องรู้สึกตัวว่าเป็นคนพิเศษ การศึกษาสูง เป็นกลุ่มคนที่คัดเลือกมาแล้ว ครีมของประเทศ บ้างมีชาติตระกูล มีวัฒนธรรมเจ้าขุนมูลนาย คนที่จะมาปกครองฉันมันต้องเก่งต้องเหนือกว่าฉันจึงปกครองฉันได้….เปรียบเทียบการเหยียดหยามฝ่ายบริหารชุดใหม่ตอนนี้แล้ว นับว่า 5 ปีของทักษิณได้เปลี่ยนแปลงระบบราชการไปจริงๆ (บางคนถือว่าถูกทำลายเกียรติภูมิ…แม่เจ้า!!!!!) ถ้านึกถึงภาพการลุกลี้ลุกรนสนองนโยบายรัฐบาล-สนองนายในตอนนั้น ยังขำๆ
 
การนำระบอบเทวดาธิปไตย (= อภิชนาธิปไตย+อำมาตยาธิปไตย+วิถีครอบงำแบบศักดินา+ประชาธิปไตยอันมีขุนศึกเป็นผู้อภิบาล) มาใช้หลัง 19 ก.ย. คือ การปกครองของเทวดา โดยเทวดา เพื่อเทวดา  แต่เมื่อเทวดาอยู่นานไม่ได้เพราะโลกเขาไปไกลกว่าระบบนี้เสียแล้ว จึงต้องทิ้งมรดกเอาไว้แทน (ซึ่งสะท้อนความกลัวพลังมวลชนและธนาธิปไตยอย่างสุดขีด)
 
มรดกที่ว่ามันอะไรบ้างล่ะ?
 
โยกย้ายนายพล ต้องผ่านความเห็นชอบของ 6-7 อรหันต์ (รมว.กห., ผบ.สส., ผบ. 3 เหล่าทัพ, รมช.กห.(หากมี))
 
สรรหาส.ว. โดยอภิชน 7 คน (คน 7 คนใช้อำนาจอธิปไตยแทนประชาชน / ผู้แทนราษฎรที่ไม่ต้องผ่านเสียงราษฎร)
 
เลือกตั้งส.ว. ซบเซา มีแต่พวกน้ำจิ้มลงสมัคร
 
การกีดกันแบบมัดมือมัดเท้าผู้ดำรงตำแหน่งการเมืองแบบเจ็ดชั่วโคตร (เพราะต้องระแวงไว้ก่อน พวกนี้เอาแต่หาผลประโยชน์ ไม่เหมือนเทวดาที่อิ่มแล้ว(?))
 
เมื่อบ้านเมืองอยู่ในมือเทวดามาปีกว่า กฎกติกาทางการเมืองทั้งหมดก็ถูก revise โดยเทวดาแล้ว พอไพร่เอาไปใช้แล้วได้ฝ่ายบริหารแบบนี้ เล่นโทษแต่ไพร่ย่อมไม่ถูกแน่ ….แต่เทวดาก็คือเทวดา กฎหมายที่เทวดาออกมาให้มันดีเลิศแล้ว แต่ไพร่โง่ๆ มันเปลี่ยนยาก ไม่เจริญเสียที แถมหน้าเงิน จนได้ฝ่ายบริหารโง่ๆ มาไม่ถูกใจเทวดาซะได้
 
ขอพูดในเชิงวิชาการบ้าง
 
หากเราเชื่อตามกรอบวิเคราะห์ของรังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ ระบบการเมืองคือตลาดที่มีการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้ขายนโยบาย (อุปทาน) และผู้ซื้อ (อุปสงค์) โดยผ่านคะแนนเสียงเลือกตั้ง  หลังพฤษภาทมิฬเป็นต้นมามีความพยายามจะให้ตลาดแห่งนี้มีธุรกรรมที่เสรี และปลดสังคมออกจากภาวะที่ฝ่ายราชการและทหารแทรกแซงตลาดการเมืองอันยาวนานเสียที (2475-2535) เป็นเหตุให้หลายคนเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่าประเทศจะไม่มีรัฐประหารอีกหลังพฤษภาทมิฬและการร่างรธน. 2540…ประมาณว่า เราไปไกลกว่าจุดนั้นมากแล้ว
 
รัฐบาลทักษิณคือภาพสะท้อนของการเปิดตลาดการเมืองอย่างเสรี ที่มี interact ระหว่างอุปสงค์และอุปทานทางการเมืองมากที่สุด กลไกตลาดทำงานได้เกือบจะเสรี!!!!
 
แต่ในทางเศรษฐศาสตร์การจัดสรรทรัพยากรบางประเภทไม่สามารถใช้กลไกราคาและกลไกตลาดได้ (โดยเฉพาะ public goods) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับปัญหา Excludable & Non-excludable และปัญหา Rival in Consumption (ปฏิปักษ์ในการบริโภค) ทำให้การจัดสรรสินค้าบางประเภทโดยกลไกตลาดล้มเหลว (Market Failure) ต้องอาศัยรัฐเข้ามาจัดการ  แต่นับวันแนวโน้มของการถ่ายโอนกิจการให้เอกชน (Privatization) มีสูงขึ้นๆ ตามการครอบงำของลัทธิเสรีนิยมใหม่ ซึ่งท้าทายเรื่อง Market Failure อยู่ไม่น้อย
 
แต่ในประเทศเรา ภาวะที่กลไกตลาดการเมืองกำลังทำงานและสะท้อนความนิยมของประชาชนส่วนใหญ่ กลับไม่เป็นที่ถูกใจของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย ขุนศึก และอภิชน  จึงมุ่งประณามว่า กลไกที่ปล่อยเสรีนั้น นำพารัฐบาลฉ้อฉลมาปล้นเมือง ต้องเอารัฐบาลคุณธรรมมาแทน …คนที่มีใจเป็นธรรมย่อมมองเห็นว่า รัฐบาลคุณธรรมก็ปล้นเขามาเหมือนกัน คือ ปล้นอำนาจเพื่อจะได้นั่งเมือง …แหงสิ เพราะฝ่ายนี้ย่อมไม่ศรัทธาในกลไกตลาดที่เขาลงไปสู้ก็มีแต่แพ้ เขาเชื่อว่าอำนาจคือธรรม แล้วปืนกับรถถังก็ไปกันได้กับคุณธรรม-จริยธรรม โดยไม่สนเรื่องสิทธิในการแสดงความคิดเห็น สิทธิในการมีผู้แทน
 
ดังนั้น สิ่งที่ผ่านมาในยุคของรัฐบาลสุรยุทธ์จึงถือเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดการเมืองทั้งสิ้น ระงับการเลือกตั้งเมื่อปี 2549, ล้มรัฐธรรมนูญฉบับเดิม, คุกคามสิทธิในการแสดงความคิดเห็น, วางกฎอัยการศึกเพื่อผลทางการเมือง, การตั้งคณะตลก.ขึ้นมายุบพรรคไทยรักไทย บิดเบือนสภาพการแข่งขัน (ในตลาดผู้ขายน้อยราย ซึ่งกรณีนี้มีแค่ 2 พรรคใหญ่), สร้างความได้เปรียบเสียเปรียบแก่พรรคการเมือง, ขู่ยุบพรรคด้วยข้อหาที่ปราศจากหลักการและพร้อมจะละเมิดเจตจำนงพื้นฐานของการมีพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ  หัวใจของการดันทุรังทำสิ่งเหล่านี้ คือ ต้องไม่ปล่อยให้กลไกตลาดการเมืองดำเนินอย่างเสรีดังที่ผ่านมา เพราะเห็นอยู่ชัดๆ ว่า หากปล่อยเลือกตั้งเสรีล่ะก็ "อำนาจเก่า" ได้กลับมาแน่ๆ อาจมีการเช็คบิลตามมา สิ่งที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดเห็นได้ชัดว่าเป็นการแทรกแซงกลไกตลาดทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานทั้งสิ้น
 
หากหาผู้รับผิดกันตรงนี้ ต้องโทษผู้ที่เข้าแทรกแซงตลาดการเมืองสิ ซึ่งไม่ใช่ใครก็ฝ่ายเทวดาธิปไตยนั่นเอง ที่ได้พยายามฝืนธรรมชาติของระบบมาตลอด
 
แต่กลไกตลาดการเมืองก็ยังทำงานของมันได้ไม่น้อย ผลจากการแทรกแซงตลาดจึงออกมาไม่ใช่อย่างที่เทวดาคาดหวัง…พรรคพลังประชาชนชนะ
 
พรรคนั้นชนะแล้ว ห้ามความละโมบของพรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้เสียอีก (ผู้ใหญ่ที่นับถือมา 30 ปี ผิดหวังไปตามระเบียบ) ดันตั้งรัฐบาลเอาจนได้ และมีครม. ที่อัปลักษณ์ไม่ถูกใจเทวดา
 
แต่เทวดาไม่ได้ดูว่า ครม. อัปลักษณ์เป็นผลจากการที่เทวดาไปแทรกแซงอุปทานทางการเมืองมิใช่หรือ? จนทำให้บุคลากรการเมืองเกรด 2 ของอีกฝ่ายต้องมาดาหน้าออกรบในสมรภูมิเลือกตั้ง แล้วยังดันชนะขุนพลเอกของพรรคเก่าแก่ที่ทหารอุ้มชูเสียอีก ….นี่มันผลพวงจากการแทรกแซงที่ล้มเหลวโดยฝีมือเทวดาทั้งนั้นนี่ครับ!!!
 
อย่างไรก็ตาม สำหรับบ้านเมืองนี้ไพร่รับกรรมตามเดิม กล่าวคือ รัฐประหารก็ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับเขา รัฐธรรมนูญกับกฎหมายประกอบก็ไม่ได้ร่างกับเขา เลือกตั้งแสดงเจตจำนงทางการเมืองอันเป็นสิทธิพื้นฐานของตนก็โดนเทวดาด่าอีกว่า "โง่ งก และขายชาติ"
 
….ไพร่บ้านนี้เมืองนี้มันคงมีหน้าที่แค่ 3 เรื่องกระมัง คือ กราบกราน สรรเสริญ กับเชื่อฟัง เทวดา
 
หวังว่าสักวันแสงแห่งความรู้แจ้งจะเกิดแก่สมาชิกร่วมสังคมของผม รู้ทันนักการเมืองผมยินดีด้วย แต่รู้ทันศักดินา ขุนศึก และอภิชน ด้วย จะดียิ่งกว่า…เพราะหากพวกท่านศึกษาประวัติศาสตร์แล้วจะทราบว่า ฝ่ายหลังหากินบนน้ำพักตร์น้ำแรงของไพร่มานานกว่านับร่วมสองศตวรรษแล้ว ที่สำคัญคือเขายังไม่ได้หยุดเสียด้วย
 
ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ประโยชน์ย่อมตกกับชนชั้นนั้น
 
ชนชั้นใดเขียนประวัติศาสตร์ ศัตรูของชาติย่อมถูกนิยามให้หมายถึงปฏิปักษ์ของชนชั้นนั้น
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s