ความไร้สมมาตรในการวิจารณ์ : จุดบอดแห่งเสรีประชาธิปไตย

 
ตอนที่เข้ารับราชการใหม่ๆ จำได้แม่นถึงข้าราชการหญิงรุ่นอาวุโสท่านหนึ่งมาบอกเล่าประสบการณ์ เธอบอกอย่างภูมิใจว่า เมื่อทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศไปสักพัก ได้ออกประจำการหลายๆ ประเทศเข้า เพื่อนจะหดหาย คือ นอกจากจะไม่ค่อยได้มีเวลาพบปะเพื่อนแล้ว เธอห่างจากเพื่อนไปโดยอัตโนมัติเพราะด้วยความที่เห็นโลกมากกว่า มีมุมมองต่อเรื่องราวต่างๆ กว้างกว่า ประมาณว่าเพื่อนเธอจะคิดตามเธอไม่ทัน
 
ฟังแล้วอดรู้สึกไม่ได้ว่า…ช่างเป็นคำกล่าวที่อหังการเสียนี่กระไร
 
ที่จริงการจะภูมิใจในสถาบันใดๆ เรา identify ตัวเองด้วยนั้นไม่ใช่เรื่องประหลาดเลย  แต่ไม่ควรจะชื่นชมภูมิใจสิ่งนั้นจนไม่เห็นหัวคนอื่น
 
ผมกำลังคิดว่าสิ่งที่จะทำให้คุยกับคนอื่นได้ยาก สำหรับผมแล้วไม่ใช่ไอ้เรื่องการเห็นโลกกว้างหรือทำงานการทูตอันเลิศเลอจนใครๆ ตามไม่ทันหรอก ผมว่าไอ้ที่ทำให้ผมคุยกับมนุษย์ผู้อื่นไม่รู้เรื่องเนี่ยมันคือ school of thought เสียมากกว่า
 
บ่อยครั้งที่ต้องระอามาจากวงสนทนาของข้าราชการซึ่งแนวคิดเรียกได้ว่า โคตรของโคตรกระแสหลัก
 
กระแสหลักคืออะไร?
 
ในแง่การเมือง จินตนาการของชาวกระแสหลักจะไม่ไปไกลกว่า ระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และการเมืองแห่งการกดขี่ภายใต้วลี คุณธรรม-จริยธรรม
 
ในแง่เศรษฐกิจ จินตนาการของกระแสหลักจะไม่ไปไกลกว่า ระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมอันมีพระมหากษัตริย์เป็นตัวแบบของศีลธรรมทางเศรษฐกิจ และการใช้เศรษฐกิจพอเพียงเพื่อรักษาอัตลักษณ์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยที่จะสร้างอัตลักษณ์ภายในระบบทุนนิยมโลกและลัทธิบริโภคนิยม
 
ในแง่สังคมและวัฒนธรรม จินตนาการของกระแสหลักจะไม่ไปไกลกว่า dilemma ระหว่างความเป็นไทยและไม่ไทย แต่จบลงด้วยการเอามันทั้งคู่  พูดง่ายๆ คือ การเปิดรับวัฒนธรรมภายนอกโดยประณามมันไปพร้อมๆ กันเพื่อเสริมอัตตาแห่งความเป็นไทย
 
เรื่องพวกนี้คงไม่ต้องขยายความ  การวิจารณ์สิ่งที่อยู่ในกรอบได้ ต้องพยายามถีบตัวเองมามองนอกกรอบเสียก่อน ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เมื่อเจอกับคนที่ยังอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกรอบนี้เลยคุยไม่รู้เรื่อง เพราะเมื่อใช้คนละกรอบการมองเห็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องจะต่างกันด้วย
 
ตอนนี้เรื่องย้ายข้าราชการกำลังฮอต หนังสือพิมพ์ตลาดบนมีคอลัมน์ที่ชูประเด็นศักดิ์ศรีข้าราชการ สหภาพข้าราชการ คุณธรรม (เจ้าเก่า)
 
ความน่าตระหนกมากที่สุดนับตั้งแต่มีรัฐบาลใหม่ สำหรับผมไม่ใช่เรื่องปลด-โยกย้าย หากแต่มันน่าตระหนกตรงที่ เมื่อคราวที่มีคนถือปืนออกมาใช้อำนาจแบบเดียวกันนี้ (ปลด-โยกย้าย) กลับไม่มีเสียงต่อต้านเหล่านี้เลย กลับกันมีแต่เสียงสรรเสริญแซ่ซ้อง….ราวกับว่าผู้ถูกกระทำในคราวนั้นมิใช่มนุษย์ ท้ายที่สุดมันก็ไม่พ้นคุณธรรมกดขี่อยู่นั่นเอง
 
สังคมที่ไม่สามารถวิจารณ์การกระทำแบบเดียวกันของคู่ขัดแย้งสองฝ่ายได้อย่างเท่าเทียม ย่อมยากจะเป็นสังคมเสรีประชาธิปไตย
 
สิ่งที่รัฐบาลสมัครทำ กับ สิ่งที่รัฐบาลหุ่นของคมช. ทำ ในแง่สาระแล้วเราหาความต่างได้ตรงไหนบ้าง…มันแทบจะเหมือนกันทุกอย่าง แต่การวิพากษ์วิจารณ์มีสามาตรหรือเปล่า?
 
ถ้าคุณอยากตอบได้ว่า อะไรเป็นเหตุให้การวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้ไร้สมมาตร…คุณต้องใช้แนวคิดของอีก school of thought หนึ่ง ซึ่งรวมถึงการเข้าใจบทบาทและการปะทะของกลุ่มพลังทางสังคมในรอบเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมา …แน่นอนมันเป็นงานที่ยาก
 
แต่ทั้งหมดนี่ไม่ใช่เพื่อดูถูกคนคิดไม่เหมือนผม เพราะผมเข้าใจว่าคนในกรอบของกระแสหลักเขาอยู่และเติบโตมาในสภาพแวดล้อมใด  การจะพาตนเองออกจากกรอบนั้นจะต้องเจอกับจุดเปลี่ยนทางโลกทัศน์ที่มีพลังพอสมควร ซึ่งไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีได้เจอจุดเปลี่ยนทางความคิดที่สร้างพลังขนาดนั้นได้
 
….การเปลี่ยนวิธีคิดและกรอบการมองคนอื่นทำได้ยาก ถ้ารู้ว่าคุยไปไม่รู้เรื่อง การไม่คุยย่อมดีที่สุด
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s