“ประชาธิปไตย” สั้นๆ แต่ได้ใจความ ไม่พอเพียง?

 
ช่วงสัปดาห์นี้ (สัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพ.ค.) กระแสเรื่องจักรภพเป็นไฟลามทุ่ง น่าจะพูดกันในวงกว้างมากกว่าเรื่องโชติศักดิ์เสียอีก
 
ผมได้ไปโพสต์ข้อความในเว็บบอร์ดฟ้าเดียวกัน 2 ครั้ง  โดยไม่ได้ตั้งใจประเด็นวนกลับมาสู่นัยเคลือบแฝงของคำว่า "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" เองทั้งสองโพสต์
 
โพสต์แรก มีคนมาเริ่มหัวข้อด้วยการ comment บทความของนงนุช สิงหเดชะ เข้าใจว่าลงมติชนรายวัน เมื่อ 16 พ.ค. 51
 
โพสต์สอง ปิยบุตรเริ่มไว้เกี่ยวกับบทบาทที่ประชาธิปัตย์กำลังทำอยู่ชนิดที่เรียกว่า ขวาจัดยังอาย เพราะสุดแสนจะ Royalist จ๋า
 
….ทั้งหมดผมเอามาเก็บไว้เพื่อกันตัวเองลืมข้อสังเกตต่อประเด็นเหล่านี้
 
1.
 

โปรดสังเกตความ "แถ" และ "เถื่อน" ของนงนุช

QUOTE

"ในโลกนี้มีสิ่งต้องห้ามอยู่ 2-3 ประการ เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด นั่นก็คือ
1.
อย่าดูถูกวัฒนธรรม-ประเพณีของคนอื่น
2.
อย่าดูถูกศาสนาของผู้อื่น
3.
อย่าดูถูกลบหลู่ในเรื่องที่คนส่วนใหญ่เคารพเทิดทูนศรัทธา"

 

ในเชิงตรรกะ ทำไม 2 ข้อแรกจึงเทียบเพียงระดับ ปัจเจก เท่านั้น แต่พอข้อ 3 กลับอ้าง "คนส่วนใหญ่"

ลองนึกภาพ ถ้าคุณกำลังเถียงกับเพื่อน 1 คน แบบตัวต่อตัว เรื่องวัฒนธรรมของเขาหรือกำลังเถียงเรื่องศาสนาของเขา หากคุณต้องการจบการโต้ถียง คุณเอาข้อ 1 และ 2 ของนงนุชมาใช้ นั่นย่อมจบลงได้ ประมาณว่า "มึงเชื่อแบบของมึง กูเชื่อแบบของกู ต่างคนต่างเชื่อ"

ข้อ 1 และ 2 จึงไม่มีอะไรให้เถียง เพราะท้ายสุด ความคิด-ความเชื่อส่วนบุคคลได้รับการเคารพ (ทางใครทางมัน)

แต่ลองนึกภาพอีกที ถ้าคุณเถียงกับเพื่อนแบบตัวต่อตัวอยู่เช่นกัน แล้วเพื่อนคุณบอกว่า "หยุดเถียงได้แล้ว เพราะกูเคารพแบบที่คนส่วนใหญ่เคารพ แต่มึงเคารพไม่เหมือน ดังนั้น มึงคือส่วนน้อย มึงต้องเปลี่ยนมาคิดเหมือนกู หรือถ้าไม่เปลี่ยนมึงไม่มีสิทธิพูดความเห็นของมึง เพราะจะเป็นการลบหลู่สิ่งที่คนส่วนใหญ่เคารพกัน"

ข้อ 3 จึงทั้ง "แถ" และ "เถื่อน" เพราะข้อนี้ไม่เคารพในความคิด-ความเชื่อส่วนบุคคลเลย หากแต่เอาความเป็นคนส่วนใหญ่มาเผด็จการทางความคิด และจงใจเขียนให้เหมือนใช้ตรรกะในระดับเดียวกัน แต่ที่จริงเอาความแปลกแยกมาขู่อีกฝ่ายต่างหาก

หากเรายอมรับความเคารพเทิดทูนของ "คนส่วนใหญ่" ว่าเป็นหลักสากลที่พึงปฏิบัติ เรื่องราวหลายอย่างในประวัติศาสตร์ก็คงไม่ต้องนำมาเถียงกันอีก

เราไม่ต้องประณามการล่า-เผาแม่มดในยุโรป เพราะตอนนั้นทุกคนเทิดทูนศาสนจักร คนส่วนใหญ่เชื่อว่าควรทำลายพวกนอกรีต ดังนั้นที่พวกนอกรีตโดนเผาถือว่าชอบแล้ว เพราะห้ามลบหลู่สิ่งที่คนส่วนใหญ่เคารพ

…..พวกเผด็จการทางความคิด ท้ายที่สุดมันคิดได้แค่นี้แหละ ไม่เคยเคารพสิทธิในความเชื่อของบุคคลอย่างแท้จริง เถียงไม่ได้ทีไรก็อ้าง "คนส่วนใหญ่"

พวกนี้เลยไม่ชอบคำว่า "ประชาธิปไตย" โดดๆ เพราะหลักการประชาธิปไตยยอมรับเสรีภาพทางความคิด-ความเชื่อ แม้ว่าคุณจะเป็นคนส่วนน้อยก็ตาม

แต่พวกนี้ชอบประชาธิปไตยแบบมีหาง คือต้องมีคำวิเศษณ์ มีวลี อะไรมาพ่วงท้ายด้วย….ซึ่งกำกวมแต่สร้างเงื่อนไขการตีความได้ดีนัก

 
 
2.
 
ความไร้สามาตรในการวิจารณ์ในขณะนี้มีอยู่ว่า

หากเรามองระบอบการปกครองในฐานะรูปแบบความสัมพันธ์ของคนและสถาบันต่างๆ ภายในรัฐ ตลอดจนช่องทางการใช้อำนาจอธิปไตย ระบอบต่างๆ ก็จะมีกลไกของมัน

สมบูรณาญาสิทธิราช มีกลไกแบบหนึ่ง สาธารณรัฐ มีกลไกแบบหนึ่ง ….ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์เป็นประมุข (ซึ่งพยายามเทียบเคียงกับของอังกฤษ….แต่ยืนยันว่าโค-ต-ระ ไม่เหมือน) ก็มีกลไกของมัน (ใครชอบไม่ชอบนั่นอีกเรื่องหนึ่ง) ในทางทฤษฎี การเลือกระบอบการปกครองเหล่านี้ก็เพื่อกำหนดรูปแบบของรัฐและกลไกเชิงอำนาจที่รัฐนั้นจะใช้ในการบริหารอำนาจอธิปไตย

ทำไมเวลามี (หรือแม้แต่คิดว่าจะมี) ใครสักคนแสดงตนว่า นิยมสาธารณรัฐ (Pro-Republic) จะต้องถูกประณามทันทีว่า "เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์เป็นประมุข" "เป็นความคิดที่อันตราย" ฯลฯ

แต่พอพรรคประชาธิปัตย์ หรือพันธมิตรฯ พยายามเสนอสิ่งที่ย้อนกลับไปหลัง 2475 ด้วยซ้ำ ซึ่งเรียกร้องให้กษัตริย์ใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง ไม่ผ่านกลไกประชาธิปไตย…ไล่มาตั้งแต่ นายกพระราชทาน มาร์ค ม.7 (ซึ่งทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า ไม่เป็นประชาธิปไตย) หรือการตีความเรื่องหมิ่นๆ ทั้งหลายโดยใช้กรอบคิดแบบสมบูรณาณาสิทธิราชอย่างเต็มขั้นและเกินเลย

เราพอจะเรียกได้มั้ยว่านี่คือกระบวนการ นิยมสมบูรณาญาสิทธิราช (Pro-Absolutism) นั่นเอง

ทั้งนี้ หากการพยายามเอาระบอบอื่นใดมาแทนที่ระบอบปัจจุบัน ถือว่าเป็น ปฏิปักษ์ต่อระบอบปัจจุบัน เสียแล้วล่ะก็

การเอา "Republic" หรือเอา "Absolutism" มาแทนที่ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์เป็นประมุข"….ก็ต้องถือเป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบปัจจุบันพอๆ กันสิครับ

เพราะมีความหมายเท่ากันว่า ระบอบใหม่มาแทนที่ระบอบปัจจุบัน….ผลของมันคือการถูกแทนที่เหมือนกันอยู่ดี ไม่ว่าคุณจะแทนด้วยอันไหนก็ตาม ดังนั้น ในทางตรรกะแล้ว พวกชูกระแส Absolutism ควรจะถือว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อ……… ด้วยเช่นกัน อย่างไม่มีข้อยกเว้น แต่เราก็เห็นๆ อยู่ว่า ทุกวันนี้ ฝ่ายเคลื่อนไหวที่อิงศักดินาและ Absolutism ไม่เคยโดนข้อหานี้เลยแม้แต่น้อย

ซึ่งวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น เกี่ยวกับ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์เป็นประมุข นั้น (พิจารณาโครงสร้างของคำ จะพบว่านี่เป็นคำนามที่มีส่วนขยาย)

การประณามแนวคิด Republic ว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อ…. อันตรายต่อ…. เขาห่วง existance ของ คำนาม หรือ ส่วนขยาย กันแน่?

ส่วนการเชิดชู Absolutism โดยไม่ห่วงว่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อ…. อันตรายต่อ… เลยแม้แต่น้อย เขาห่วง existance ของ คำนามหรือส่วนขยาย ?

ผมว่านี่คือตัวชี้ว่า ใครที่หวงแหนประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

 
……………………………
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s