ขอให้เรามีความสุขกับการรู้จักโลกตามวิถีทางของเรา

 
 
เมื่อแรกที่มีคำสั่งให้มาทำงาน-ประจำการในต่างประเทศ  ความคิดแว่บหนึ่ง (ท่ามกลางความคิดอีกหลายแว่บ) ที่ผุดขึ้นมา คือ "เย้! จะได้อ่านหนังสืออย่างเต็มอิ่มซะที" 
 
ตอนเดินทางมา ผมหอบหนังสือมาสารพัด ทั้งที่มีอยู่แต่ยังไม่ได้อ่านและที่ซื้อเพิ่ม  เนื่องจากระหว่างช่วงที่ทำงานที่กรุงเทพฯ ทั้งงานและภารกิจบันเทิงอื่นๆ เบียดบังเวลาแห่งการอ่านหนังสือไปมากทีเดียว  พอจะได้เปลี่ยนสภาพแวดล้อม เอาแต่คิดว่า คงได้เลิกงานตามเวลามากขึ้นและสังคมที่คับแคบคงทำให้มีเวลาอยู่กับตัวเองมากขึ้น  นี่แหละนาทีทองของการเป็นหนอนหนังสือ
 
ผมคิดว่าคนอีกจำนวนมากค่อนข้างยึดติดกับความคิดว่า การมีโอกาสทำงานเมืองนอกจะต้องเที่ยวแหลก ต้องไปให้ทั่วประเทศนั้น ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่ผิดอะไร   ผมเองไม่ค่อยจะเอามาตรฐานตนเองไปตัดสินคนอื่นอยู่แล้ว แต่ค่อนข้างรู้สึกจะเดือดร้อนเมื่อเป็นฝ่ายถูกกระทำ เพราะอดรู้สึกไม่ได้ว่าเหมือนจะโดนคนอื่นเอามาตรฐานของเขามาตัดสินตัวผมแทน ….ประมาณว่า ไม่ใช้โอกาสไปเที่ยวมากเท่าที่ควร
 
แหะ แหะ…จะบอกไงดีว่า ตอนรู้ว่าจะมาเนี่ย ไม่ได้คิดเรื่องเที่ยวเลย มีแต่เรื่องอยากอ่านหนังสือ
 
คนคำนวณมิสู้ฟ้าลิขิต  เพราะจนถึงบัดนี้มีเหตุการณ์ 2 อย่างที่เข้ามาเบี่ยงเบนชีวิตออกจากเป้าหมายเรื่องการเป็นหนอนหนังสือ แต่บอกก่อนนะครับว่าเป็นการเบี่ยงเบนไปในทางที่ดี
 
เรื่องที่ 1 คือ เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  เนื่องจากก่อนหน้านี้ไม่เคยมีอินเตอร์เน็ตที่บ้าน อยู่ที่ทำงานก็ใช้เรื่องงานด้วย เลยไม่เคยรู้จักกับชุมชนบน cyberspace  หลังรัฐประหาร เกิดการถกเถียงทางภูมิปัญญาอย่างกว้างขวาง ซึ่งผู้ที่เป็นนักเรียนประวัติศาสตร์หรือผู้สนใจสังคมศาสตร์ควรอย่างยิ่งที่จะกระโจนเข้ามาหาจุดยืนของตนเองบนการถกเถียงทางสังคมครั้งใหญ่นี้  เมื่อแรกที่สื่อถูกปิดกั้น (ที่จริงรัฐประหารพ้นมา 2 ปีแล้ว….สื่อกระแสหลักก็ยังพึ่งไม่ค่อยได้นะ) ผมตามข่าวและการวิจารณ์จากเว็บบอร์ดมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนเป็นแห่งแรก จากนั้นเป็นฟ้าเดียวกัน ประชาไท ประชาทรรศน์ nocoup ฯลฯ  ผมกลายเป็นคนเสพติดความเคลื่อนไหวของการวิจารณ์บนบอร์ด เพราะความคิดและการเสียดสีหลายกรณีหาเสพไม่ได้จากสื่อกระแสหลัก
 
ผลคือ ผมตามอ่านงานของผู้ทรงความรู้อีกหลายรายที่ไม่เคยรู้จัก อย่างเช่น ปิยบุตร วรเจตน์ สุภลักษณ์ ประวิตร ณัฐพล ฯลฯ และผู้เขียนบทความดีๆ อีกมากคน  รวมทั้งปัญญาชนที่เคยรู้จักมาก่อนแล้วอย่างสมศักดิ์ พิชิต เกษียร ธงชัย ที่ต้องติดตามมุมมองของพวกเขาเพื่อให้รู้เท่าทันสถานการณ์   กล่าวได้ว่า กับ materail เหล่านี้ผมทั้ง save ทั้ง print เก็บไว้เต็มไปหมด  เบียดเวลาการอ่านหนังสือที่เตรียมมาทั้งหลาย ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะประเด็นสดใหม่น่าติดตามมากกว่าหนังสือที่ซื้อไว้นานแล้ว
 
การอ่านงานต่อต้านรัฐประหารและกระบวนการสืบเนื่องจากรัฐประหาร ทำให้ต้องก้าวเข้าไปในมณฑลของวิชาการด้านนิติศาสตร์ – รัฐศาสตร์ ค่อนข้างมาก จากที่แต่ก่อนผมแทบไม่ได้อ่าน ต้องสนใจแนวคิดของหยุด แสงอุทัย  อ่านงานเชิงนิติปรัชญาบ้างในแง่มุมที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมือง  ขณะเดียวกันก็ค้นคว้าอ่านเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยมากขึ้นอีกเมื่อเกิดการวิพากษ์บทบาทของสถาบันทหาร ฝ่ายศักดินา องคมนตรี และสถาบันกษัตริย์ ฯลฯ อ่านจนรู้สึกว่าศักดินามันไม่ใช่เทวดาเลย แถมต่อสู้แย่งชิงอำนาจมาตลอดประวัติศาสตร์และพูดได้เต็มปากว่าถูกผลักดันด้วยตัณหาเหมือนกับฝ่ายอื่นๆ นั่นแหละ
 
สรุปแล้วเหตุในข้อนี้ทำให้ผมไม่ได้อ่านหนังสือที่เตรียมมา แต่ยังทำให้ผมหัวปักหัวปำอยู่ในวิถีของการอ่านได้อยู่
 
เรื่องที่ 2 สังคมไม่ได้แคบลงอย่างที่คิด  ผมได้เจอกัลยาณมิตรอาวุโสเพิ่มอีกมากมาย ทุกคนมีความโอบอ้อม รัก และเมตตา  ผลที่ตามมาคือต้องมีการสังสรรค์-บันเทิงในความถี่ที่สูงมาก  มากกว่าที่คิดอย่างคาดไม่ถึง เพราะฉะนั้นเลยเบียดบังเวลาสำหรับการอ่านทุกประเภทไป
 
แม้ผมจะไม่ได้ไปเห็นโลกกว้าง แต่เวลาที่ผมใช้ไปกับกัลยาณมิตรก็ทำให้มีความสุขและค่อนข้างมั่นใจว่าความอบอุ่นนี้จะอยู่ติดตัวผมไปอีกนาน เป็นสายป่านที่ยาว  ในเรื่องกระบี่เย้ยยุทธจักรเคยมีผู้กล่าวว่า "อยู่ในยุทธจักร พึ่งกำลังฝีมือสามส่วน พึ่งการคบหาเจ็ดส่วน"  ในเมื่อผมนิยมการเพิ่มพูนความรู้ด้วยการอ่านและพูดคุยเป็นแนวทางที่ใช้มาตลอดชีวิต เงื่อนไขดังกล่าวเลยถือว่าเข้าทาง ต้องรสนิยมกัน
 
หรือแม้แต่มิตรที่ห่างออกไปบ้าง ผมก็ยังอุตส่าห์เลียบเคียงเอาความรู้จากเขา เช่น มิตรอาวุโสที่เล่าเรื่องท่านผู้หญิงจงกลทำตัวแข่งบารมี… หรือมิตรอาวุโสที่ปกใจกับไทยรักไทย เล่าให้ฟังว่า เธอไม่เคยมีชีวิตลำบากอยู่บ้านนอกแบบพี่ เธอไม่รู้หรอก ….  เรื่องที่ไม่เคยได้รับฟังก็หาฟังเติมความรู้เข้าไปจนได้
 
ดังนั้นในประเด็นนี้ ถ้าเชื่อเสียอย่างว่าการรู้จักโลกมิใช่กระทำผ่านการทัศนาจรเพียงอย่างเดียว การสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คนจะช่วยให้เรารู้จักโลกได้ไม่แพ้กัน
 
โลกลึกล้ำและกว้างใหญ่เกินกว่าจะใช้มาตรฐานเพียงหนึ่งเดียวในแต่ละเรื่องนะ…ขอให้เรามีความสุขกับการรู้จักโลกตามวิถีทางของเรา
 
…….
 
ขอบ่นทิ้งท้าย
 
จนถึงบัดนี้ พันธมิตรฯ และพรรคประชาธิปัตย์ ปลุกปั่นสังคมอย่างน่ารังเกียจ โจมตีฝ่ายตรงข้ามโดยใช้สถาบันเหมือนที่เคยเล่นงานปรีดี การเล่นงานจักรภพอย่างผิดสัจจะแห่งวิชาการ การชูเรื่องเขาพระวิหารอีกล่ะ  ทุกอย่างอยู่บนกระแสชูเจ้าและไม่ไว้ใจประชาชน ใช้ชาตินิยมล้าหลังคลั่งชาติ  พิศดูแล้วประชาธิปัตย์มีประวัติการร่วมมือกับทหารมากที่สุด เรียกว่าตั้งพรรคมาปุ๊บก็ปูทางสู่รัฐประหาร 2490 เลย แถมได้ปูนบำเหน็จเป็นรัฐบาล….ผ่านมา 60 ปี พี่แกก็ปูทางสู่รัฐประหาร 19 กันยา ไม่ต่างกันเลย  และเคยใช้วิธีปล่อยข่าว "ปรีดีฆ่าในหลวง" ยังไง  ไอ้แบบทีทำกับจักรภพ (ทัศนะคติที่อันตราย) และนพดล (เขาพระวิหาร-ขายชาติ) ก็คือๆ กัน
 
ดูว่าพวกเขาจะหาประเด็นศาสนามาเล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้อีกมั้ย…เอามันให้ครบไปเลย  ถ้าคิดไม่ออกบอกพันธมิตรฯ ละกัน ยังไงก็ช่วยกันมาตลอดแล้วนี่ครับ
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s