รัฐตุลาการและอวิชชาในฐานะเครื่องมือของพลังการเมืองนอกระบบ

 
ย้อนความ
 
เมื่อแรกที่เกิดรัฐประการ 19 กันยายน 2549 ผมกังวลว่า กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย จะต้องทำการ propaganda ต่างๆ อย่างน่าสะอิดสะเอียน รวมทั้งออกแบบโครงสร้างทางสถาบันทางการเมืองให้ออกมาตามแบบอุดมคติของพวกเขา
 
ความกังวลเป็นจริงเมื่อตลอดช่วงรัฐบาลสุรยุทธ์และคมช. หันไปทางไหนเราโดนบังคับเสพและบริโภคคุณธรรม-จริยธรรม และท้ายที่สุดคือการผลักดันจนรัฐธรรมนูญ 2550 คลอดออกมาได้ แม้การประลองกำลังจะไม่อาจชี้ขาดด้วยผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งออกมาในทางที่ไม่เป็นคุณต่อกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยเท่าไรนัก  เรายังพอใจชื้นขึ้นบ้างว่า อย่างน้อยเราได้รัฐบาลที่มาตามกระบวนการประชาธิปไตย
 
ด้วยผลเลือกตั้งที่ไม่เป็นคุณดังกล่าว พันธมิตรฯ ออกหน้าขับเคลื่อนโจมตีรัฐบาลแม้รัฐบาลจะเพิ่งจัดตั้งได้ไม่นาน ตั้งแต่ต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องจักรภพ ข้อเสนอให้รัฐบาลลาออก รัฐบาลแห่งชาติ การเมืองใหม่ 30:70 อภิปรายไม่ไว้วางใจ จนล่าสุดมาเรื่องปราสาทพระวิหาร-นพดล  ความเคลื่อนไหวนี้มีพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งแสดงความศรัทธาในการใช้อำนาจนอกระบบอย่างสม่ำเสมอคอยเป็นหางเครื่อง และสมาชิกกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยในทุกหย่อมหญ้าคอยสอดประสานทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย (ทหารบางคนในกรณีจักรภพ, ปรียนันทนาและสว. แต่งตั้ง, อภิชน, หรือแม้แต่เสรีนิยมอีแอบอย่าง ประเวศ ธีรยุทธ์ ฯลฯ)
 
ซือแป๋ผมประเมินไว้ว่า ความเคลื่อนไหวทั้งหมดคือการประลองกำลังของฝ่ายพลังประชาธิปไตยและกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย และจะไม่จบง่ายๆ รวมทั้งไม่มีที่สำหรับพวก "2 ไม่เอา"
 
ตอนศาลปกครองตัดสินคุ้มครองชั่วคราวเรื่องมติครม. ที่เห็นชอบแถลงการณ์ร่วมการขึ้นทะเบียนเขาพระวิหาร นั่นก็น่าเซ็งไปทีแล้ว  เมื่อศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่า แถลงการณ์ร่วมขัดต่อมาตร 190 อีก ….ให้ตายเถอะ ผมเซ็งสุดๆ  
 
เหนืออื่นใด เรื่องดังกล่าวบ่งชี้ว่า 1) กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยเริ่มโต้กลับอย่างไม่อาย แม้โดยกระบวนการจะอ้างว่าเป็นช่องทางกฎหมาย แต่มาตรฐานการตีความขององค์กรศาลออกมาในแนวทางที่ไม่เป็นคุณต่อรัฐบาลเลย แต่ก็แหงล่ะ ถ้าถามว่าตุลาการของไทยมีรากฐานไปทางอำมาตยาธิปไตยหรือทางเสรีนิยมประชาธิปไตยมากกว่ากัน ใครตอบไม่ได้ก็เดียงสายิ่งแล้ว  2) พิมพ์เขียวการเมืองของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยไม่เคยถูกโค่นไปตราบที่รัฐธรรมนูญ 2550 ยังอยู่ และฝ่ายสนับสนุนพร้อมจะใช้มันประหัตประหารฝ่ายตรงข้ามในแบบที่เราเห็นกันมาหลัดๆ โดยมีฝ่ายตุลาการคุ้มหัวอยู่  ต่อให้เราไปไม่ถึงระบบ 30:70 แต่ไอ้แบบที่เป็นอยู่นี่ก็ไม่ไกลจากนั้นเท่าไรแล้ว
 
จนถึงตอนนี้ มีหัวข้อหลักที่ (ในความเห็นของผม) น่าจะนำมาเรียนรู้อยู่ 4 เรื่องด้วยกัน
 
1. หลักการแบ่งแยกอำนาจ….คุณเข้าใจดีแล้วหรือ?
 
เหมือนกับการสักแต่ว่าท่องจำ เพราะเราถูกสอนให้ท่องแต่ว่าอำนาจอธิปไตยแบ่งเป็น 3 ส่วนตามหลักการแบ่งแยกอำนาจ คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ โดยระบบจะมีการคานอำนาจซึ่งกันและกัน  ท่องมันแค่เนี้ย แล้วไม่ได้คิดจะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นเลย
 
ในอำนาจทั้งสามนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารถือว่ามาจากประชาชน ผ่านการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการใช้อำนาจของสองฝ่ายนี้ในหลักการจะต้องสะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชน  ฝ่ายนิติบัญญัติเข้ามาออกกฎหมายและตรวจสอบ กฎหมายย่อมมีผลต่อสมาชิกทุกคนในสังคม ดังนั้น องค์กรที่จะออกกฎหมายได้ชอบธรรมต้องเป็นตัวแทนประชาชน คือ รัฐสภา  (ไม่ใช่สนช. แต่งตั้ง ไม่ใช่คำสั่งคณะปฏิวัติ หรือการถือปืนขู่คนอื่นแล้วบอกว่าข้าจะเอาแบบนี้)  สำหรับฝ่ายบริหาร ตามระบบแล้วพรรคการเมืองต้องเริ่มจากการใช้นโยบายหาเสียง ผู้เลือกตั้งย่อมคาดหวังว่าพรรคการเมืองที่ตนเลือกนั้นเมื่อมีอำนาจแล้วจะผลักดันและบริหารประเทศให้เจริญในแนวทางที่ประกาศไว้ ถ้าพรรคที่เราเลือกไปเป็นฝ่ายค้านก็ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่  การพาประเทศไปทางไหนควรจะดำเนินโดยรัฐบาลที่ได้เสียงส่วนมากเพื่อสะท้อนเจตจำนงของคนส่วนมากไปด้วย  ไม่ใช่ถือปืน ขับรถถัง ปิดถนน แต่งตั้งกันเข้ามาแล้วบอกว่า จะพาประเทศไปทางใดทางหนึ่งโดยห้ามคนอื่นคัดค้าน
 
แต่อำนาจตุลาการมีที่มาต่างจากสองอำนาจเพราะอิงกับระบบราชการและการแต่งตั้งเป็นสำคัญ แต่ทำไมต้องมอบอำนาจอธิปไตยให้กับพวกเขาทั้งที่เขามิได้ถูกเลือกมา?  ทั้งนี้ เพราะในหลักการเราถือว่าตุลาการต้องทรงความยุติธรรม เมื่อสังคมมีกฎหมายแล้ว ตุลาการคือผู้ที่จะคุมให้ไม่เกิดการละเมิดกฎหมายนั้น  ความเป็นธรรมหมายความว่าไม่เอนเอียงไปในทางที่ให้คุณหรือโทษกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งของคู่ขัดแข้งในสังคม หากเกิดปุจฉาต่อดุลพินิจของตุลาการ ตุลาการย่อมเอากฎหมายและความสุจริตเป็นเกราะกำบัง โดยอธิบายได้ว่าคำตัดสินของตนนั้นยึดถือกฎหมายโดยชอบแล้ว ใครตีความไม่ผิดเพี้ยน ไม่ใช้อคติ ย่อมต้องตีความได้เหมือนๆ กัน   ด้วยเหตุที่ตุลาการไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรง การใช้อำนาจจึงต้องคำนึงถึงความซื่อตรงต่อตัวบทกฎหมายและหนีให้ห่างอคติทั้งปวง สิ่งนี้เท่านั้นที่จะรักษาองค์กรไว้ได้ และด้วยธรรมชาติของที่มาแห่งอำนาจ การตัดสินทางตุลาการจะเอาตามความสะใจของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้  หากตุลาการเอาใจคนบางกลุ่มในสังคม เอาใจกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง (เช่น เอาใจทหารที่ยึดอำนาจ) ย่อมยากที่จะรักษาศรัทธาไว้ได้ ความเอนเอียงย่อมทำให้ฝ่ายที่เสียประโยชน์ไม่ยอมรับอำนาจตุลาการ เมื่อนั้นสังคมก็จะไม่สงบ
 
กล่าวให้กระชับ อำนาจนิติบัญญัติและบริหารเดินตามเสียงส่วนใหญ่ได้ แต่ตุลาการต้องเดินตามความซื่อตรงต่อตัวบทกฎหมายเท่านั้น 
 
หลังจากแบ่งแยกอำนาจแล้วยังต้องคานอำนาจกันด้วย เช่น ฝ่ายบริหารต้องถูกตรวจสอบโดยกระบวนการทางรัฐสภา ฝ่ายนิติบัญญัติอาจโดนยุบสภา  แต่ความบิดเบี้ยวพิการทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมที่จับจ้องแต่นักการเมืองราวกับเป็น species ที่เลวบริสุทธิ์  เทิดทูนฝ่ายตุลาการสูงส่งราวเทวดาที่ปราศจากกิเลสและปลอดเจตจำนงทางการเมือง  ทั้งที่ตามหลักการแบ่งแยกอำนาจนี้ ฝ่ายตุลาการจะต้องถูกควบคุมมิให้ละเมิดเจตจำนงทางการเมืองด้วย มิเช่นนั้นย่อมเท่ากับว่า อำนาจที่ไม่ผ่านการเลือกตั้งสามารถควบคุมอำนาจจากการเลือกตั้งได้ อีกทั้งบิดเบือนเจตจำนงทางการเมืองของคนส่วนใหญ่ หรือกล่าวได้ว่าตุลาการใช้อำนาจไปบริหารประเทศแทนรัฐบาล
 
…แต่เรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นจนได้ 
 
2. จาก ตุลาการที่สั่งได้ ถึง รัฐตุลาการ
 
เรื่องเทคนิคทางกฎหมายนี้ผมอ่านและจำเขามา  หวังว่าคงจำมาถูกและให้อรรถาธิบายที่ถูกต้อง
 
ศาลปกครองมีอำนาจคุ้มครองประชาชนจากการกระทำทางปกครอง ซึ่งประชาชนอาจร้องเรียนได้ว่าเจ้าพนักงานที่กระทำการทางปกครองนั้นทำไปอย่างผิดพลาด ไม่เป็นธรรม หรือออกคำสั่งที่ส่งผลด้านลบต่อประชาชนนั้นๆ  เหตุที่ต้องมีศาลปกครองเพราะว่า การกระทำทางปกครองบางอย่างนั้น ประชาชนไม่สามารถร้องเรียนรัฐด้วยกฎหมายทั่วไปได้ (แพ่งหรืออาญา) เนื่องจากฝ่ายรัฐอ้างได้ว่าเป็นการกระทำตามปกครองที่ทำตามขอบเขตอำนาจ จึงต้องมีศาลปกครองขึ้นมาโดยเฉพาะ  เช่น ผมเป็นเจ้าหน้าที่ออกวีซ่า แต่ผมไม่ออกวีซ่าให้คนต่างชาติคนหนึ่ง  การร้องเรียนผมไม่ใช่คดีแพ่งเพราะไม่มีค่าเสียหาย จะฟ้องอาญาก็ไม่ได้เพราะผมไม่ได้ไปทำร้ายใคร การออกวีซ่าถือว่าเป็นการกระทำทางปกครอง ถ้าคิดว่าการใช้ดุลพินิจของผมผิดต้องฟ้องศาลปกครองเอา
 
การกระทำที่ศาลปกครองจะเข้ามาคุ้มครองให้จึงต้องเป็นการกระทำทางปกครองดังที่กล่าวมา   ศาลปกครองจะไม่ก้าวก่ายการกระทำทางรัฐบาล (Act of Government) เพื่อไม่ให้ละเมิดเจตจำนงประชาชนที่เลือกรัฐบาลเข้ามาบริหาร  สิ่งที่เรียกว่าการกระทำรัฐบาล เช่น การบริหารนโยบายเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ ตามที่แถลงไว้ การยุบสภา เป็นต้น
 
เช่น พรรคการเมืองแถลงนโยบายไว้ว่า จะส่งเสริมความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง  ประชาชนส่วนมากเห็นดีเห็นงามด้วย เลือกพรรคนั้นมาเป็นรัฐบาล  พรรคมีพันธะต้องทำตามนโยบายเพื่อให้เกิดความร่วมมือในแบบที่ประชาชนอยากเห็นขึ้นมาจริงๆ  การดำเนินนโยบายเช่นนี้เป็นไปตามอาณัติของเสียงส่วนมาก การบริหารแบบนี้ประเทศในหลักการจึงเป็นการกระทำทางรัฐบาล (และไม่ใช่การกระทำทางปกครอง) 
 
แต่กรณีที่ศาลปกครองสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้-ยกเลิกมติครม. สนับสนุนแถลงการณ์ร่วมกรณีเขาพระวิหาร  ผมเข้าใจว่า การมีแถลงการณ์ร่วมถือเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองของฝ่ายบริหาร เป็นการกระทำทางรัฐบาลซึ่งฝ่ายบริหารมีความชอบธรรมที่จะกระทำได้ เป็นเรื่องเชิงนโยบายไม่ใช่ปกครอง แต่ศาลปกครองกลับสั่งระงับทั้งที่การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การกระทำทางปกครอง เขาถึงต้องอุทธรณ์กันว่ามันไม่อยู่ในอำนาจศาลนี่หว่า  ต่อให้ผู้ร้องร้องว่า เหตุพึงระงับเพราะอาจกระทบต่ออธิปไตยและอาณาเขตของประเทศ แต่ขณะนั้นเรื่องเขตแดนยังไม่มีข้อยุตินะครับ  ซึ่งศาลปกครองไม่มีอำนาจวินิจฉัยเกี่ยวกับอาณาเขตเสียด้วย ศาลปกครองจึงไม่ควรจะมีอำนาจจะระงับเรื่องนี้
 
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติว่า แถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญาตามมาตรา 190  รมต. ต่างประเทศลงนามไปแล้วโดยไม่ผ่านสภา ถือว่าผิดรัฐธรรมนูญ
 
อันที่จริง โดยกฎหมายรัฐบาลสามารถทำสนธิสัญญาได้ถือเป็นอำนาจปกติ  แต่มาตรา 190 บอกว่า หากสนธิสัญญานั้นมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต จะต้องผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อน  ในการวินิจฉัยนี้ ต้องพิจารณาในสองประเด็น 1) แถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญาหรือไม่ (ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าเป็น)   2) ถ้าเป็นแล้วมันมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตหรือไม่ (ศาลว่า อาจมีผล ดังนั้นการไม่ผ่านรัฐสภาจึงผิดมาตรา 190)
 
ผมไม่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองประเด็น  ข้อแรก แถลงการณ์ร่วมเป็นการแสดงเจตจำนงทางการเมืองระหว่างประเทศ หากทำโดยรัฐบาลที่มีอำนาจอธิปไตยของประเทศนั้นย่อมกระทำได้   การแสดงเจตจำนงลักษณะนี้ เท่าที่ผมทำงานมาไม่ได้นับว่าเป็นสนธิสัญญา เพราะส่วนมากทำไปเพื่อสนับสนุนความร่วมมือต่างๆ ผมคิดว่ามันถูกใช้ไปใจการแสดงเจตจำนง มากกว่าการผูกมัดเชิงการกระทำ   พรรคประชาธิปัตย์เองควรจะรู้ซึ้ง เพราะพรรคเคยโดนเล่นเรื่องนี้มาแล้ว ตอนที่ IMF ให้เงินกู้ไทย โดยรัฐบาลประชาธิปัตย์ขณะนั้นต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) เพื่อยื่นต่อ IMF ว่าจะบริหารนโยบายเศรษฐกิจไปในทางที่ IMF ต้องการ  ฝ่ายตรงข้ามโจมตีว่านี่เป็นการทำสนธิสัญญาให้สูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจ  แต่ในทางปฏิบัติการแสดงเจตจำนงทางการเมืองหรือนโยบายแบบนั้น รัฐบาลมีอำนาจจะทำได้  ไม่ได้ถือว่าเอาอธิปไตยไปให้ IMF
 
ถัดมาคือ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า อาจมีการเสียดินแดน  นั่นหมายความว่า คำตัดสินนั้นได้วางกรอบไว้แล้วว่า แม้ยังไม่ปรากฏชัดว่าเขตแดนที่ใช้อ้างอิงคือตรงไหนบ้าง แต่เราพร้อมจะมีคำพิพากษาบนหลักของความน่าจะเป็นก็ได้ !!!
 
พูดง่ายๆ คือ ถ้าไม่รู้ว่ามีอยู่ก่อนเท่าไร จะรู้ได้ไงว่าเสียไปเท่าไร จึงเป็นเหตุให้หาการกระทำที่เป็นความผิดสำเร็จไม่ได้  พอหาไม่ได้ก็บอกว่า การ "อาจมีผล" เป็นความผิดไปซะก่อน….โอ้ ระบบศาลของประเทศนี้ช่างเป็นอารยะนัก
 
ซึ่งการกำหนดเขตแดนจะต้องทำโดยคณะกรรมการร่วมทั้งสองประเทศและกรมแผนที่ทหารต้องเกี่ยวข้องด้วย และในความเป็นจริงยังมีเขตแดนอีกมากที่ยังไม่ได้ปักปัน  ศาลรัฐธรรมนูญไม่น่าจะอยู่ในสถานะที่จะวินิจฉัยเรื่องทางเทคนิคนี้  ผมยังไม่เห็นความเชื่อมโยงเลยว่า การสนับสนุนให้เขาขึ้นทะเบียนเนี่ย มันทำให้เราเสียอะไรตรงไหน ในเมื่อฝ่ายทหารยืนยันตลอดว่าเราไม่ได้เสียพื้นที่สักตารางนิ้วเดียว (ก็แหง มันเป็นเรื่องที่ยังไม่ยุติ) เรื่องนี้พันธมิตรฯ จะรู้ดีกว่ากรมแผนที่ทหารได้ยังไง    แต่เหนืออื่นใดคือ ศาลไม่น่าจะวินิจฉัยข้อนี้ได้ในภาวะที่การปักปันเขตแดนจริงๆ ยังไม่สิ้นสุด  ถ้าไม่มีเขตแดนที่แน่ชัด จะวินิจฉัยว่าการสูญเสียได้หรือ  และการวินิจฉัยเขตแดนของศาลนั้น กัมพูชาเขารับด้วยหรือ  หากเขายื่นเรื่องต่อศาลโลกอีกล่ะ เราใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ (ฝ่ายเดียว) ไปอ้างกับศาลโลกได้หรือ  ยังไม่นับความสูญเสียด้านความสัมพันธ์ระกว่างประเทศ
 
ทั้งหมดนี้ ผมใช้วิธีครูพักลักจำมา  และนำมาสู่ข้อสังเกตว่า ตุลาการทำหน้าที่ในสองเรื่องนี้อย่างเอนเอียงไปในทางเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย อาจเพราะโดยธรรมชาติและความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างสังคมไทยแล้ว พวกตุลาการเองเป็นอภิชนกลุ่มหนึ่งเช่นกันเพราะจัดอยู่ในข้าราชการระดับสูง  ผมคิดว่าตุลาการจำนวนน้อยที่จะคำนึงถึงนิติปรัชญาหรือหลักการแบ่งแยกอำนาจที่แถลงมาเบื้องต้น  เราถึงมีตุลาการแบบ "สั่งได้"  ซึ่งหากสั่งได้แบบนี้ดุลยภาพในหลักการแบ่งแยกอำนาจจะเหลืออยู่ได้อย่างไร (เรื่องว่าใครเป็นคนสั่งนั้น ไม่ยากเกินกว่าจะหาคำตอบด้วยตนเอง)
 
หากภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่ต่อไป สังคมจะกลายเป็นรัฐตุลาการ คือ อำนาจสูงสุดมาอยู่ที่ตุลาการ  การใช้อำนาจทางอื่นต้องกลัวไปหมดว่าตุลาการจะวินิจฉัยขัดขวางหรือไม่  เช่น ผมเชื่อว่าการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศจะต้องหวาดกลัวเกี่ยวกับการออกแถลงการณ์ร่วมมากขึ้น  ทั้งๆ ที่รัฐบาลควรจะทำได้เพราะเป็นเพียงการแสดงเจตจำนงทางการเมืองเท่านั้น  หรือส่งให้กฤษฎีกาตีความก็อาจไม่ช่วยอะไรในเมื่อแบบแผนถูกกำหนดแล้วว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยจะชัวร์กว่า  โดยภาพรวมคือการที่อำนาจตุลาการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งสามารถหน่วงรั้งอำนาจบริหารที่เลือกตั้งเข้ามา ผิดไปจากเป้าหมายที่กล่าวมาทั้งหมด
 
3. ชาตินิยมปลุกปั่นล้าหลัง
 
อุดมการณ์ชาตินิยมยังคงทรงพลัง แม้ว่ามันจะล้าหลังหรือถูกนำไปใช้อย่างมืดบอดเพียงใดก็ตาม   บนเวทีพันธมิตรฯ เห็นมีแต่คำว่า กู้ชาติๆ  ผมไม่รู้ว่าตอนนี้ชาติมันเสียไปให้ใครมิทราบ  แต่เข้าใจว่าพวกเขาหมายถึงการที่ เขาไม่มีอำนาจบริหารประเทศ แต่ฝ่ายบริหารที่เขาไม่ได้เลือกบริหารประเทศขัดกับความต้องการของเขา เขาก็เลยรู้สึกเหมือนว่า ชาติตกในมือนักการเมืองเลวๆ แล้วพาชาติไปในทางเสื่อมก็เลยขอกู้คืนมาหน่อย…นี่คือวาทกรรมที่ถูกตอกย้ำมาตลอดตั้งแต่มีรัฐบาลทักษิณจนทุกวันนี้
 
ถามว่าเราใช้ตรรกะแบบนี้ได้หรือ?
 
ระบบการเลือกตั้งนั้นชื่อก็บอกแล้วว่า เลือกตามความคิดเห็นของตน  เพราะมีความเห็นที่หลากหลายจึงต้องมีพรรคการเมืองหลายๆ พรรค เพื่อให้คนเลือกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองที่เขาต้องการเห็นนั้นผลักดันให้เขาเลือกพรรคไหน  ถ้าเสียงส่วนมากเลือกใครมา คนๆ นั้นย่อมมีอำนาจบริหาร  แน่นอนรัฐบาลใดๆ ย่อมมีคนเกลียดเพราะคนในสังคมไม่มีทางคิดเหมือนกันหมด  การเคารพกติกาจึงสำคัญยิ่ง  
 
ถ้าคุณสนับสนุนการรัฐประหาร นายกพระราชทาน รัฐบาลแห่งชาติ การเมืองใหม่ 30:70  ทั้งหมดคือทัศนคติที่อันตรายยิ่ง  เพราะคุณกำลังบอกว่าวิธีตามระบบมันได้ผลแบบที่ไม่ตรงใจคุณ คุณไม่อดทนจะแก้ตามระบบแต่จะเอาวิธีนอกระบบมาใช้ และบังคับคนอื่นให้ยอมรับ (ซึ่งสังคมโดนปล้นประชาธิปไตยไปแล้วเมื่อ 19 กันยา)   คุณนิยมชมชอบผู้ดี ชอบผู้ทรงคุณธรรม คุณต้องให้ผู้ดีทรงคุณธรรมนั้นมารับเลือกตั้งหากอยากจะมีอำนาจทางการเมือง ต้องให้เขามาผ่านการเลือกตั้ง  ไม่ใช่รู้ว่าเลือกไปก็ไม่ได้เลยขอมาแบบฟ้าประทานแทน แล้วแฝงด้วยแนวคิดชาตินิยมประเภท มากู้ชาติ มาหยุดการฆ่ากันเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง
 
ความเคลื่อนไหวชาตินิยมบนเวทีพันธมิตรฯ ใช้เรื่องแนวชาตินิยม sensitive ตลอด  เรื่องหมิ่นเบื้องสูง จาบจ้วงป๋า ทัศนคติที่อันตราย เสียอธิปไตย-ดินแดน อะไรต่อมิอะไรปลูกฝังกันแต่เรื่องเหล่านี้เล่นงานรัฐบาล สามคำไม่พ้นเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์  เพราะจุดอ่อนของสังคมสมัยใหม่ยังไงเสียไม่เคยพ้นไปจากเรื่องนี้  ทำให้เรื่องที่ปราศจากความถูกต้องทางวิชาการยังคงถูกยกมาใช้ประโยชน์ โดยไม่คำนึงถึงความเสียหายที่จะตามมาแม้แต่น้อย เป็นชาตินิยมปลุกปั่นล้าหลังซึ่งควรจะละทิ้งได้แล้ว เพราะในบรรยากาศความร่วมมือระหว่างประเทศในปัจจุบันการทำแบบนี้ไม่มีประโยชน์เลย 
 

เกือบค่อนศตวรรษแล้วเราที่อยู่กับข้อเท็จจริงว่า ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตแดนของกัมพูชา และเราก็อยู่แบบนั้นมาได้ตลอด ไปเที่ยวก็เสียค่าขึ้นให้กัมพูชา  เหตุใดจึงยอมเชื่อว่าเรายังสงวนสิทธิทักท้วงได้ และถ้าจะเอากันจริงๆ การทักท้วงคือต้องมีหลักฐานใหม่แสดงต่อศาลโลกนะครับ  จะยอมปล่อยให้ชาตินิยมบังตาได้ขนาดนี้เชียวเหรอ
 
มีการใช้วลี "เสียเขาพระวิหารครั้งที่ 2" ช่างประดิดประดอยถ้อยคำนัก
 
ถ้าคิดอย่างเป็นระบบ เราจะเสียในสิ่งเดียวกัน 2 ครั้งได้อย่างไร เช่น คงไม่มีใครเสียพรหมจรรย์เป็นครั้งที่สอง (ต้องขอโทษเพราะนึกตัวอย่างไม่ออก)
 
ถ้าคุณจะเสียสิ่งเดียวกัน 2 ครั้ง แปลว่าระหว่าง นั่นคุณต้องได้มันคืนมาก่อน  ถามว่า จาก 2505-2551 มีช่วงไหนที่เราได้ "คืน" มามิทราบ? ถ้าไม่ได้คืนเราเรียกว่าเสียครั้งที่ 2 ได้ยังไง? 
 
ถ้าบอกว่าสมบัติเราโดนปล้นไป ต้องถามว่า แล้วอยู่กันมาได้ไง 46 ปีโดยเห็นๆ อยู่ว่าของตัวเองโดนใครเขาเอาไป เห็นคาตาอยู่ทุกวัน ทำไมต้องมาบ้าทวงเอาตอนนี้เท่านั้น
 
ถ้าอ้างความสูญเสียเรื่อง "การสงวนสิทธิในการทวงคืน" รู้มั้ยว่าศาลโลกเขาให้เวลา 10 ปีสำหรับอุทธรณ์กรณีพิพาท ด้วยเงื่อนไขว่าต้องมีหลักฐานใหม่  ถ้าฉลาดกันนักก็ทำกันในเวลาที่กำหนดตามกติกาสากลสิครับ
 
คุณอยู่ในชาติที่ไม่ทำอะไรมา 46 ปี (เพราะเอาเข้าจริงมันทำอะไรไปกว่านี้ไม่ได้) แล้วจู่ๆ วันดีคืนดีมีคนมาชวนให้ลุกขึ้นมาเย้วๆ ว่า "เอาของเราคืน" คุณก็เฮโลไปตามเค้างั้นหรือ?
 
การที่เราเคยมีหนังสือยื่นไว้ว่า "สงวนสิทธิในการทวงคืน" นั้น ไม่ได้ทำให้ของชิ้นนั้นเป็นของเรานะครับ  อย่าคิดเอาเองง่ายๆ และกลายเป็นชาตินิยมที่มืดบอด  และการมีหนังสือแสดงการสงวนสิทธิไว้ ในทางกลับกันมันบอกอยู่แล้วว่า "ตอนที่กูยังทวงไม่ได้ ก็ต้องถือว่าเป็นของมึงแหละวะ"
 
ถ้าเขาทำเรื่องดีงามกับสมบัติที่เขาถือครองอยู่ เราไปห้ามก็น่าอับอายแล้ว แถมฟุ้งซ่านไปถึงเรื่องเสียดินแดน กลัวไปหมดว่าจะเสียนั่นเสียนี่ คลั่งประวัติศาสตร์ชาตินิยมแบบรักสงบ-ถูกคุกคาม
 
ถ้าจอมพลป. ฟื้นขึ้นมาชูเรื่องทวงคืนดินแดนอีกครั้ง แกคงแอบรำพึงกับตัวเองว่า "นี่กูตายไปหลายปี บ้านเมืองมันไม่ได้ไปถึงไหนเลยเหรอวะ?"
 
4. ประชาธิปัตย์
 
บทความที่ อ.โกร่ง วิจารณ์ประชาธิปัตย์ถูกใจผมที่สุด  ช่วงหลังมานี้ผมอ่านงานเขียนเชิงประวัติศาสตร์การเมืองเยอะหน่อย  อดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า พรรคนี้ตั้งมาในปี 2489 ผลงานเด็ดชิ้นแรกๆ คือเป็นฝ่ายค้านรัฐบาลปรีดี-หลวงธำรง ใส่ร้าย "ปรีดีฆ่าในหลวง" ปูทางสู่รัฐประการ 2490  จากนั้นได้ปูนบำเหน็จเป็นรัฐบาล 4 เดือนแล้วก็โดนทหารเอาปืนจี้ให้ออก   ผ่านมา 60 ปีไม่อะไรดีขึ้น ปี 2549 พรรคยังยึดแนวทางเดิม ปูทางให้รัฐประการ จนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549  แต่คราวนี้รอปูนบำเหน็จจากทหาร กลับไม่ได้ผล เพราะไม่ได้เป็นรัฐบาลแม้จะมีการอุปถัมภ์กันอย่างออกนอกหน้า
 
น่าสมเพชที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วยังระงับตัณหาไม่ได้อีก พูดอย่างทำอย่าง  ปากบอกยึดมั่นระบบรัฐสภา แต่ไม่เคยแสดงออกถึงการปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดแม้แต่น้อย , สนับสนุนรัฐธรรมนูญเผด็จการช่วยโฆษณาว่า รับๆ ไปจะได้มีรัฐบาลที่ชอบธรรม ,  ปากบอกเลือกตั้งไปก่อนค่อยแก้รัฐธรรมนูญทีหลัง นั่นเพราะคิดว่าตัวจะชนะและเข้ามาคุมการแก้เสียเอง แต่พอแพ้กลับขวางการแก้ทุกวิถีทาง ไม่นึกถึงประชาธิปไตยหวังแต่จะให้รัฐธรรมนูญก่อปัญหาแก่พรรคฝ่ายตรงข้ามให้มากที่สุด
 
โจมตีฝ่ายตรงข้ามทุกวิถีทางไม่คำนึงไม่เคารพหลักวิชาการ ใส่ไคล้เรื่องล้มล้างสถาบันแม้จะแลกด้วยการบิดเบือนคำแปล ปิดกั้นการวิพากษ์วิจารณ์เชิงวิชาการ ขี่กระแสชาตินิยมตามไฟที่พันธมิตรฯ จุดโหมเชื้อเพลิงเรื่องปราสาทพระวิหารโดยไม่คำนึงถึงผลทางการเมืองระหว่างประเทศ  เรียกว่าหมายจะเอาชนะด้วยทุกวิถีทางอย่างขาดความละอาย ค้านทุกเรื่อง ไม่ทบทวนตัวเองว่าแพ้เพราะอะไร อ้างแต่ว่าอีกฝ่ายใช้อำนาจเงิน  พอฝ่ายตนใช้ทั้งอำนาจเงินบวกอำนาจปืนหนุนหลังก็ยังแพ้เขา ไม่เคยยอมรับ
 
สรุปได้ว่า พรรคการเมืองนี้ไม่มีคุณค่าเพียงพอให้เราเชื่อมั่นว่าซื่อตรงต่ออุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย พร้อมจะสมาทานเครื่องมือและวิธีการทุกประเภทของเผด็จการมาใช้เพื่อเอาชัย
 
มองไปข้างหน้า
 
ผมเห็นการถอยร่นเรื่อยๆ ของฝ่ายรัฐบาลแล้วเหนื่อยใจแทน  หวังว่าเขาคงรู้ว่าเขาสู้อยู่กับอะไร ศัตรูที่ไม่เปิดเผยตัวนั้นมีอำนาจควบคุมและชี้นำสังคมมากเพียงไหน การสอดประสานกันของพันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-ตุลาการ-กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย นั้น เดินหน้าบดขยี้เต็มที่โดยมีรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เตรียมการไว้เป็นกลไกสำคัญ
 
นั่นคือ สังคมกำลังจะเปลี่ยนแปลงกลายเป็นสังคมตามอุดมคติทางการเมืองของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย  ฝ่ายที่ถูกตราหน้าว่าเลวและละโมบถูกกำจัด  อำนาจศาล (ในฐานะอภิชน) ถูกชูให้สูงเด่น ข่มพลังอื่น และ "สั่งได้"  สังคมถูกทำให้เชื่อว่า ต้องสละความเป็นประชาธิปไตยบ้าง แต่คุณได้ฝ่ายบริหารที่มือสะอาด (นายมาร์ค?) คุณได้บ้านเมืองที่สงบ (เพราะพันธมิตรฯ สมรู้และสมยอมกับฝ่ายนี้ จึงสั่งให้หยุดได้เช่นกันหากประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล)  คุณได้บ้านเมืองที่ปกติสุขเรียบร้อยเพราะคุณได้ส่งเสริมคนดีแล้ว (กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย ในรูปตุลาการ องค์กรอิสระ สว. สรรหา ข้าราชการชั้นสูง ผู้ดีมีตระกูล)
 
พูดง่ายๆ คือ ในเมื่อ พันธมิตรฯ-ประชาธิปัตย์-ตุลาการ-กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย ฮั้วกันถึงเพียงนี้ การจะให้สังคมสงบคือเมื่อพวกเขาร่วมกันครองอำนาจครบทุกกลไกแล้วนั่นเอง 
 
ลองคิดดู  ประชาธิปัตย์ได้บริหาร  พันธมิตรฯ แฝงตัวและแทรกซึมเข้าสภา  บวกกับตอนนี้มีตุลาการแบบ "สั่งได้"  และกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย คุมโครงสร้างส่วนบนทั้งหมด ผ่านการครอบงำเชิงบารมี….คงอึดอัดพิลึก
 
ตัวอย่างตรรกะที่ฝ่ายนี้จะใช้ คือ ถ้ายุบสภาแล้วเลือกพวกพลังประชาชน-ไทยรักไทยกลับมา พันธมิตรฯ จะเคลื่อนไหวอีก  ถ้าอยากให้สงบเลือกประชาธิปัตย์ละกัน เพราะสงบแน่ๆ เนื่องจากแนวร่วมที่เหลือ (พันธมิตรฯ-ตุลาการ-กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย) จะไม่ก่อความปั่นป่วน และประชาธิปัตย์ก็จะเป็นเด็กดีของศักดินา…โอว บ้านเมืองช่างสงบเสียนี่กระไร
 
หากเราถูกชักจูงให้ต้องคิดแบบนี้ ต้องเอาเป้าหมายบ้านเมืองสงบมาตั้ง มาเป็นตัวประกัน เพราะมีกลุ่มคนที่พร้อมจะหยิบยื่นความไม่สงบให้ทุกเมื่อหากไม่สบอารมณ์กับผลการเลือกตั้ง ….แล้วที่ยืนของอุดมคติทางการเมืองหรือหลักการเสรีประชาธิปไตยจะไปอยู่ตรงไหนล่ะ?
 
เหมือนการแก้โจทย์คณิตศาสตร์ คุณจะคิดเอาไว้ก่อนไม่ได้ว่า อยากให้คำตอบเป็นแบบไหน  แต่คุณต้องซื่อสัตย์ต่อกระบวนการ คำตอบของคุณจึงจะออกมาซื่อตรงไปด้วย
 
สำหรับผมเรื่องโกงหรือคนเลวได้ปกครองบ้านเมืองนั้น เป็นเรื่องที่รับได้มากกว่าการใช้วิธีนอกระบบ!! 
 
ยังไงผมก็คิดว่าการปกป้องระบบ ปกป้องรัฐบาลที่มาอย่างถูกต้องนั้น สำคัญที่สุด  ผมไม่เชื่อการพร่ำสอนเรื่องคนดี-คุณธรรม เพราะการบ่งชี้ว่าใครเป็นคนดีแฝงด้วยเจตจำนงทางการเมือง ไม่ใช่ positive statement และทำได้ยากในสังคมที่ซับซ้อนเยี่ยงปัจจุบัน
 
ผมหวังว่าจะต้องไม่มีการยุบสภา (เพราะขี้เกียจจัดเลือกตั้ง) แต่เมื่อการสกัดกั้น-บาอยทำลายจากพวกไม่นิยมเสรีประชาธิปไตยดำเนินไปจนถึงที่สุด ผมเชื่อว่ารัฐบาลจะลาออก (เพราะรัฐบาลสมัครแสดงออกถึงการถอย-อ่อนข้อมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้ง) โดยรัฐบาลจะมองเห็นว่าความลำบากของตนมาจากอำนาจนอกระบบเป็นสำคัญจนอยู่ไม่ไหว  ส่งผลให้ประชาธิปัตย์จะได้เป็นรัฐบาลใหม่โดยอาศัยอำนาจนอกระบบค้ำจุน ซึ่งเมื่อครบวาระแล้วเลือกตั้งอีก ประชาธิปัตย์ก็จะยังไม่ใช่พรรคอันดับ 1 เพราะ อย่างดีที่สุด ประชาธิปัตย์จะเป็นได้แค่รัฐบาลลิ่วล้ออำมาตยาธิปไตย ซึ่งไม่มีทางผูกใจคนรากหญ้าได้สำเร็จ และทักษิณจะต้องปรับกระบวนทัพเต็มกำลังระหว่างที่พรรคต้องไปเป็นฝ่ายค้าน เพื่อกลับมาชนะได้อีกครั้ง
 
เหตุที่ผมไม่ค่อยเชื่อสมมติฐานเรื่องการยุบสภา เพราะว่าหากยุบไปตอนนี้พรรคพลังประชาชนจะเป็นมังกรไร้เศียร การหาคนที่มีบารมีพอมานั่งเป็นหัวหน้าพรรคในเวลานี้ทำได้ยากยิ่ง   ถ้าไม่มีแม่ทัพ ต่อให้ฝ่ายคุณมีทหาร มียุทโธปกรณ์ มีทุน มากกว่า ก็ใช่จะเอาชนะได้   ถ้าสถานการณ์บีบให้ลาออกจริง จะต้องมีการทำงานมวลชนครั้งใหญ่ โดยอาศัยประเด็นที่คนจำนวนมากหันไปเกลียดประธิปัตย์เพราะทำตัวเป็นลิ่วล้อเผด็จการ ต้องโจมตีรัฐบาลประชาธิปัตย์ว่าไม่สามารถเอื้อประโยชน์สุขแก่ประชาชนเพราะมาโดยการอุ้มชูของกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย  มาเพื่อสนองคุณศักดินา   ผมคิดว่าหากทำงานมวลชนจุดนี้สำเร็จ บวกกับผลงานช่วงรัฐบาลทักษิณที่คนรากหญ้าชื่นชอบ นี่จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อสู้กับกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยในอนาคต
 
อนึ่ง ขอเรียนข้อสังเกตว่า ทุกครั้งที่ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลรักษาการนั้น ไม่เคยเอาชนะเลือกตั้งได้เลย ไม่ว่าจะยุบสภาตอนสปก. 4-01 เราได้รัฐบาลบรรหารมาแทน  ตอนรัฐบาลชวน 2 ครบวาระก็ได้ไทยรักไทยมา  ผมคิดว่ายุคนี้ความเกรงกลัวเรื่องรัฐบาลรักษาการจะได้เปรียบในการเลือกตั้งนั้นไม่ขลังเท่าเดิม
 
แม้ผมจะมองแนวโน้มว่าเป็นแบบนี้ แต่ผมไม่ได้เชียร์ให้ฝ่ายศักดินา-อำมาตยาธิปไตยสมหวัง  ผมคิดว่าการไปถึงจุดแตกหักนั้น จะต้องให้พรรคฝ่ายค้าน (ในตอนนี้) เปิดเผยตัวตนอีกสักหนว่าเขาเป็นเด็กดีของเหล่าอำมาตย์และเผด็จการได้ดีเพียงใด  ซึ่งจะเป็นโอกาสให้มีการเคลื่อนไหวมวลชนต่อต้านและตระหนักในความจำเป็นของการช่วงชิงอำนาจจากชนชั้นศักดินา โดยอาศัยจังหวะนั้นเปิดเผยตัวตนของพรรคที่ไม่นิยมประชาธิปไตยอย่างแท้จริงนั่นเอง
 
ประชาธิปไตยต้องคำจุนด้วยปัญญา นั่นแหละจึงเป็นเหตุให้อำนาจนอกระบบและพรรคการเมืองหัวใจเผด็จการอาศัยการปลุกเร้าอวิชชาอยู่เสมอมา…เพราะท้ายที่สุดแล้ว เขาเพียงกระสันในอำนาจที่ห่างหายมานาน
 
………
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s