เฉียวฟงกับชาตินิยม…อารมณ์กับป้าแก่ๆ

 
เฉียวฟงกับชาตินิยม
 
ผมตั้งใจจะเขียนกลอนสองวรรคว่า "เฉียวฟง..ในวงล้อมน่าตระหนก    ม่อหยงฮก, เต็งชุนชิว, อิ้วถังจื่อ" (และชาตินิยม)
 
สำหรับท่านที่ไม่เคยอ่านหรือดู "แปดเทพอสูรมังกรฟ้า"  เฉียวฟงคือตัวเอกในเรื่องดังกล่าว เฉียวฟงเป็นยอดฝีมือ เป็นประมุขพรรคกระยาจก สำเร็จวิชาสิบแปดฝ่ามือสยบมังกรและเพลงไม้เท้าตีสุนัข บ่มเพาะพื้นฐานกำลังภายในจากเส้าหลิน  ในยุทธจักรมีคำกล่าวว่า "เฉียวฟงเหนือ ม่อหยงใต้" เพราะพรรคกระยาจกของเฉียวฟงยิ่งใหญ่อยู่ทางตอนเหนือ ส่วนม่อหยงใต้หมายถึง ม่อหยงฮกแห่งซูโจวซึ่งอยู่ทางใต้ของจีน
 
แปดเทพอสูรมังกรฟ้าวางโครงเรื่องไว้ช่วงต้นราชวงศ์ซ้อง ขณะนั้นศัตรูสำคัญของเมืองซ้องคือเมืองเหลียวที่ปกครองโดยชนเผ่าเซียะตัน  พรรคกระยาจกเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยเมืองซ้องขับเคี่ยวกับเมืองเหลียว  ชาวยุทธอื่นๆ ในเมืองซ้องก็เห็นพวกเผ่าเซียยะตันแห่งเมืองวเป็นศัตรูทำลายชาติ
 
จู่ๆ วันหนึ่ง มีคนเปิดเผยขึ้นมาว่า เฉียวฟงนั้นไม่ใช่ชาวซ้อง แต่เป็นชาวเซียะตัน  เรื่องนี้ทำให้เฉียงฟงต้องออกจากพรรคกระยาจก ชาวยุทธจักรต่างมองเขาเป็นศัตรู และมองว่าเขาพร้อมจะ "ขายชาติ" ทุกเมื่อ ไม่สมควรได้รับไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งอีก รวมทั้งขับไล่ออกจากยุทธจักรของชาวเมืองซ้อง
 
ช่วงกลางของเรื่อง เฉียวฟงเผชิญศึกหนักครั้งหนึ่งในชีวิต นั่นคือเขาถูกสามยอดฝีมือรุมเอาชัย  สามคนนั้นประกอบด้วย 1) ม่อหยงฮก ผู้ที่ได้รับยกย่องไว้ในระดับเดียวกับเขา  2) เต็งชุนชิว ฉายาเฒ่าประหลาดแชซก เก่งทางใช้พิษและสำเร็จยอดวิชาสลายพลัง และ 3) อิ้วถังจื่อซึ่งผูกใจเจ็บและริษยาเฉียวฟงยิ่งนัก คนผู้นี้สำเร็จคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นและมีพิษหนอนน้ำแข็งไหลเวียนอยู่ในตัว
 
เทียบกับสถานการณ์ที่รัฐบาลตกเป็นฝ่ายรับตอนนี้  ผมไม่ได้บอกว่ารัฐบาลสมัครเป็นฮีโร่เหมือนเฉียวฟงหรอกนะ แต่อดไม่ได้จะนึกถึงฝ่ายที่มารุมอัดรัฐบาลแล้วมันคุ้นๆ
 
ม่อหยงฮก เป็นตัวละครที่ไม่ว่าจะกินจะนอนคิดอยู่เรื่องเดียว คือ "กู้ชาติ" …..เอ๊ะ มันคล้ายๆ กับเวทีปิดถนนที่บ้าเอาแต่ท่องคาถา "กู้ชาติๆๆ"
 
เต็งชุนชิว เป็นตัวละครที่มักใหญ่ใฝ่สูง ทรยศอาจารย์ก็ทำมาแล้ว จนหัวหงอกแล้วไม่เคยละความทะเยอทะยาน ….เอ๊ะ ไอ้เวทีปิดถนนนี่พวกหัวหงอกแต่ยังมักใหญ่ก็เยอะเสียด้วย ไหนจะขันทีหัวขาวที่ถนัดแสดงบทจอมบงการก็ชราภาพแล้วแต่ยังหวงอำนาจไม่เสื่อมคลาย
 
อิ้วถังจื่อ เป็นตัวละครที่ริษยา หมั่นไส้ และเกลียดชังเฉียวฟงอย่างสุดซึ้ง ….ใครกล้าปฏิเสธว่า ความเคลื่อนไหนขับไล่ทักษิณต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลสมัครนั้น ไม่มีความริษยา-หมั่นไส้ อยู่เลย  สำหรับผมประชาธิปัตย์เป็นตัวแทนของกลุ่มนี้ คือ เมื่อมีอคติแล้วพร้อมจะปิดตาละเลยต่อหลักการทุกอย่าง
 
ท้ายที่สุด ด้วยบังเอิญไปเปิด Wikipedia หาเรื่องเกี่ยวกับ เฉียวฟง มีการขยายความไว้ว่า "…เฉียวฟงเป็นตัวละครแห่งโศกนาฏกรรม เมื่อความจริงเรื่องชาติกำเนิดถูกเปิดเผย กระแสความคิดชาตินิยม และการปลุกปั่นวางแผนของผู้อาวุโสในพรรคฯหลายคน ทำให้เฉียวฟงถูกขับออกจากพรรค ถูกใส่ร้ายป้ายสี จนกลายเป็นศัตรูของคนทั่วยุทธภพ…"
 
ผมถึงกับสะดุด "เฮ้ย มันจริงด้วยล่ะ" เพราะถ้าถามว่า ท้ายที่สุดแล้วอะไรที่ทำร้ายเฉียงฟง  คำตอบคือ "กระแสชาตินิยม"
 
เฉียวฟงรับมือ 3 ยอดฝีมือได้ไม่เพลี่ยงพล้ำ แต่เฉียวฟงเป็นเหยื่อของชาตินิยมนะครับ ต่อให้คุณมีพลังฝีมือสูงขนาดนั้น คุณก็แพ้ชาตินิยมนะครับ
 
อย่างที่บอกว่า ผมไม่ได้ชื่นชมรัฐบาลสมัครหรือคุณนพดล  แต่ผมเห็นว่าคุณนพดลและรัฐบาลเป็นเหยื่อของชาตินิยมครับ  ข้อเท็จจริงถูกบังตาไปหมด โดยพันธมิตรฯ กับประชาธิปัตย์เอาชาตินิยมมาใช้ทำลายศัตรู….โอ! สถานการณ์ตรงกับนิยายอีกแล้ว น่าเปรียบเทียบอีกแล้ว
 
จึงไม่น่าแปลกหากผมจะสรุปว่า "เฉียวฟง..ในวงล้อมน่าตระหนก    ม่อหยงฮก, เต็งชุนชิว, อิ้วถังจื่อ" (และชาตินิยม)
 
 
อารมณ์กับป้าแก่ๆ
 
ครั้งก่อนผมเปรียบเทียบความร่วมมือของฝ่ายศักดินา-อำมาตยาธิปไตยในปัจจุบันกับฝ่ายรุกในศึกเซ็กเพ็ก  มีคนรู้จัก (ออกแนวป้าๆ เอียงขวาๆ) โต้ผมว่า "เข้าใจว่าเจ้าพระยาพระคลังหนก็เป็นศักดินานะ"…ที่ถูกควรเขียนว่า เจ้าพระยาพระคลัง (หน)
 
ผมยอมรับว่ามีอารมณ์ เหตุหนึ่งเพราะผมไม่ได้เขียนให้ป้าอ่าน แล้ว (เสือก) มาโต้อะไรผม  และผมคิดในใจว่า "So what?"  ผมกำลังเปรียบเทียบที่เนื้อหา-เรื่องราว แกดันประชดทำนองว่า คนแปลสามก๊ก ก็เป็นศักดินานะ!!!
 
มีข้อห้ามหรือว่า ห้ามใช้วรรณกรรมศักดินาในการโจมตีศักดินา คุณไม่รู้เนื้อหา คุณ discredit กลับด้วยเรื่องตื้นๆ ว่า ผมต้องอาศัยวรรณคดีที่แปลโดยศักดินา มาด่าศักดินาราวกับผมอับจนปัญญาเหรอ?…แกคงจะว่าผมทำนอง "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง"
 
แต่ตรรกะในการโต้แย้งนี้โคตร "ตื้นเขิน"
 
เหมือนกับการบอกว่า สำนวน "ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง" ห้ามใช้กับคนอินโดนีเซีย เพราะอิเหนาเป็นวรรณกรรมชวา (หรืออินโดฯ ในปัจจุบัน)
 
เหมือนกับการบอกว่า เราไม่สามารถเปรียบเทียบคนอินเดียว่า "หยาบคายอย่างกับทุหศาสัน" เพราะทุหศาสันอยู่ในมหาภารตะ ซึ่งเป็นวรรณคดีอินเดีย
 
ถ้าป้าแกเรียนมาในระบบการศึกษาไทย แกน่าจะรู้ว่าที่เขาบังคับให้เรียนวรรณคดีน่ะ เพราะเขาอยากให้เด็กไทยซึมซับและรู้จักเอามาใช้มองโลก   ซึ่งไอ้ความล้มเหลวที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็เพราะเด็กมันเรียนแล้วลืม ประเภทจำไม่ได้แล้วว่าเรียนม.ไหน จำไม่ได้แล้วว่าเนื้อหาเป็นไง…ทั้งหมดถูกมองเป็นความล้มเหลวของระบบการศึกษา
 
นึกดูว่าถ้าป้าแกไปมีส่วนร่วมในการร่างหลักสูตร แกคงให้สอนว่า "นักเรียน…วรรณคดีนี้แต่งโดยชนชั้นศักดินานะคะ นักเรียนต้องกราบไว้เทิดทูนนะ อย่าเอาเนื้อหาไปใช้วิพากษ์วิจารณ์ศักดินานะคะ" (แค่คิดก็สยอง)
 
ถ้าผมเป็นครู จังหวะที่ Red Cliff เข้า ผมต้องเอามาพูดในห้องแน่นอน นักเรียนผมจะต้องได้เห็นภาพและเกิดความกระตืนรือร้นไปดู มีพื้นฐานในการเปรียบเทียบ วิเคราะห์และวิจารณ์  อาจเพราะผมเองชอบเปรียบเทียบสถานการณ์ต่างๆ กับสิ่งที่เคยรู้มา มันสนุกดี
 
และแน่นอน ถ้าผมเป็นครูสอน argument ของป้านี่จะต้องเป็นตัวอย่างใช้บอกกับนักศึกษาว่า "อย่าใช้ argument ที่ bad taste เช่นนี้ตอบข้อสอบ"
 
อีกประการหนึ่ง หลังจากหัวเราะแกมขำ ผมนั่งคิดในใจว่า "ป้าเอ้ย! เดี๋ยวกูเปลี่ยน analogy มึงก็จอดแล้ว"  เพราะผมคิดว่าผมมี material ให้ใช้เปรียบเทียบได้มากชนิดที่ว่า ป้าแกตามไม่ทันแน่ เพราะเรื่องการรุมอัดแบบไม่เป็นธรรมแบบสกปรกนั้น ต่อให้ไม่เทียบกับโจโฉที่ศึกเซ็กเพ็ก ยังมีให้เทียบอีกเหลือเฟือ
 
– หกสำนักใหญ่บุกยอดเขากวงเม้งเต้งของพรรคเม้งก่า ในดาบมังกรหยก…ป้ารู้จักหรือ?
– ยิ่มอั้วเกี้ยรับศึก 3 ยก ในวงล้อมยอดฝีมือที่สำนักเส้าหลิน ในกระบี่เย้ยยุทธจักร…ป้ารู้จักหรือ?
– ชอลิ้วเฮียงในค่ายกระบี่ของยอดฝีมือที่ฮ้วยอีนั้ง (มนุษย์เสื้อโลหิต) เชื้อเชิญมา…ป้ารู้จักหรือ?
 
แค่ผมขึ้นอันใดอันหนึ่ง ป้าก็จอดแล้ว เพราะแกคงตามการเปรียบเทียบของผมไม่ทัน และไม่มีทางเข้าใจว่าผมหมายถึงอะไร? ใคร? และสถานการณ์ไหน?
 
แต่ ปราชญ์ย่อมไม่ทะเลาะกับคนคลุ้มคลั่ง ผมจึงหยุดไว้แค่นั้น  และนี่เอง analogy ที่ใช้ "เฉียวฟง" มาเปรียบเทียบดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่ได้นำไปโต้แย้งกับป้า
 
….สงสารแก แปดเทพอสูรมังกรฟ้า ตั้งสี่เล่มจบ กลัวเหลือเกินว่าแกจะตามไปอ่าน
 
 
ปัจฉิมลิขิต
 
หลังจากมติชนขี่กระแสโจมตีรัฐบาลมาพักใหญ่ บทความต่างๆ ในมติชนค่อนข้างหาความเป็นกลางและสุขุมได้ยาก บางบทความอ่านช่วงขึ้นต้นแล้วเลิกอ่านต่อเลย
 
แต่วันนี้ (15 ก.ค. 51) มีบทความสองชิ้นในมติชนที่ผมเห็นว่า sincere
 
อันแรกคือ คอลัมน์วิภาคแห่งวิพากษ์ เรื่อง ปราสาทพระวิหาร ความจริง กับ ความรู้สึก ประเด็น "อธิปไตย" ซึ่งอย่างน้อยมติชนก็กล้าใช้พื้นที่หน้า 3 ยอมรับความจริงว่าข้อเท็จจริงเป็นดังที่กรมแผนที่ทหารและกระทรวงการต่างประเทศชี้แจง คือ ไม่มีการเสียดินแดน (ดู http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01col01150751&day=2008-07-15&sectionid=0116)

 
อันที่สองคือ บทความเรื่อง บทบาททางประวัติศาสตร์ของไทย ในทรรศนะของกัมพูชา ของ สลักธรรม โตจิราการ (ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกับหมอเหวง) ซึ่งเขียนดีมาก  ในฐานะนักเรียนประวัติศาสตร์ควรต้องอ่านอย่างยิ่ง เพราะช่วยแก้อคติหน้ามืดแบบชาตินิยม (ดู http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01act03150751&day=2008-07-15&sectionid=0130)
…จารึกไว้ในวันที่สื่อกระแสหลักถูกครอบงำด้วยอวิชชา
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s