เนติบริกรพันธมิตรฯ ถึง ภาวะดัดจริตของ Elite

 
ข่าวบทสัมภาษณ์คุณจรัญ
 
"นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึง กรณีที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ออกมาระบุว่า จะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรับโครงสร้างตุลาการใหม่เพราะทุกวันนี้ตุลาการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับทางการเมืองมากไป ว่า ขอถามไปยังสังคม 3 คำถาม
1. จะให้อาชญากรแก้ไขกฎหมายอาญาหรือไม่
2. จะให้นักเลือกตั้งแก้ไขการทุจริต ซื้อเสียงหรือไม่
3.จะให้มิจฉาทิฐิ แก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าสังคมให้คำตอบอย่างไร จะได้นำไปศึกษาและปฏิบัติต่อไป
 
แน่นอน คุณจรัญไม่ยอมให้อาชญากร นักเลือกตั้ง และมิจฉาทิฐิ มาแก้ไขทั้ง 3 เรื่องข้างต้น แต่ช้าก่อน
 
1) คุณจรัญยอมให้ทหารถือปืน ยึดอำนาจ ทำรัฐประหาร แล้วเข้ามาออกกฎหมายเอง (ประกาศคณะปฏิวัติถือเป็นกฎหมาย)  ทำลายเจตนารมย์แห่งอำนาจอธิปไตยของปวงชน  (ที่จริง การโค่นล้มรัฐธรรมนูญถือเป็นความผิดทางกฎหมายนะครับ….อืม คุณจรัญกลับไม่แคร์อาชญากร กลุ่ม นี้แฮะ)
 
2) เพราะห่วงเหลือเกินกับนักการเมืองซื้อเสียง คุณจรัญเลยยอมให้งดเว้นการเลือกตั้งซะ สนับสนุนให้มีฝ่ายบริหาร (รัฐบาลสุรยุทธ์) และนิติบัญญัติ (สนช.) ที่มาจากอำนาจปืนรัฐประหาร  (คงคิดว่า เข้ามาด้วยปืนนี่แหละ ชัวร์ดีว่าไม่ซื้อเสียงแน่ๆ)
 
และ 3) เพราะไม่ชอบเห็นฝ่าย มิจฉาทิฐิ มาทำการ แก้ รัฐธรรมนูญ  คุณจรัญได้เคยหนุนให้ทหาร ฉีกรัฐธรรมนูญฉบับเก่า แล้วคุณจรัญก็ไปช่วยร่างฉบับใหม่โดยมีอำนาจเผด็จการหนุนหลัง  แปลว่า การใช้กำลังยึดอำนาจแล้วร่างรัฐธรรมนูญบนฐานอำนาจปืนเป็น สัมมาทิฐิ หรือครับ? (ฝ่ายหนึ่งแค่คิดจะ "แก้" เป็นมิจฉา  อีกฝ่ายหนึ่ง "ฉีก" เป็นสัมมา….เอากับเขาสิ)
 
หากคุณจรัญและสาวกจะโน้มเอียงไปทางศรัทธาต่ออำนาจนอกระบบดังที่กล่าวมา คงไม่มีใครว่าได้  แต่คำถามสำคัญ คือ ใครใช้ให้คุณมาตัดสินแทนคนทั้งสังคม? คุณมีอาญาสิทธิ์อะไรปิดกั้น-คิดแทนคนอื่นแล้วบอกว่า เอาแบบที่คุณเลือกน่ะดีสุดแล้ว?
 
ไม่แปลกใจเลยที่บ้านเมืองยังย่ำอยู่แค่นี้….ก็เพราะมีนักกฎหมายที่มีมโนสำนึกได้เท่านี้แหละ
 
ผมว่านี่คือตัวอย่างอหังการแห่งพวกศักดินา-อำมาตยาธิปไตย คือ กูดี-กูมีคุณธรรม งั้นกฎระเบียบของพวกมึงกูออกให้เอง ดีกว่าให้พวกมึงซึ่งไม่มีดุลพินิจมาเป็นคนออก  100 ปีก่อนชนชั้นปกครองเก่าเคยประเมินว่าคนไทยยังไม่พร้อมจะปกครองตนเอง  ผ่านมา 100 ปี ก็ยังมีคนคิดแบบเดิมนั่น
 
ถ้าคนอื่นมาแก้รัฐธรรมนูญที่ฝ่ายเขาร่าง จะได้ยินคำค้านทันทีว่า นักการเมืองแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง รัฐธรรมนูญกำลังทำงานจะแก้ทำไม
 
แต่เมื่อคราวที่พลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยต้องการทำลายล้างรัฐธรรมูญ 2540 ที่ตัวเองรังเกียจ  พวกเขาประกาศว่า รัฐธรรมนูญตายไปแล้ว” “นี่ไม่ใช่การฉีกรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง 
 
คุณจรัญเข้าร่วมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550  และกลับมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้  มีนักวิชาการท้วงติงว่า แบบนี้เขาไม่ทำกัน เพราะถือว่าขัดต่อหลักผลประโยชน์ จะเป็นที่ครหาว่า ร่างเตรียมไว้ให้อำนาจตัวเอง และกลับมาเป็นตุลาการเพื่อใช้อำนาจนั้นเพื่อตัวเอง (ประมาณว่า กูเขียนกฎหมาย กูบังคับใช้ และกูมาเป็นผู้พิพากษาด้วย เหมามันหมดทุกขั้นตอน) แต่คุณจรัญไม่สะท้าน เพราะพร้อมที่จะตราหน้าความเคลื่อนไหวฝ่ายอื่นว่าเป็น มิจฉาทิฐิแบบนี้นี่เอง
 
มาตรฐานคำว่า Conflict of Interest ของคุณจรัญแท้จริงแล้วคืออะไรมิทราบ?
 
ผมอ่านบทสัมภาษณ์ 3 ชิ้น ที่คิดว่าสามารถตีแผ่ วาทกรรมความดี-คุณธรรมแบบดัดจริต ของสมาชิกบางส่วนในสังคมไทย ได้ดี จึงขอยกมา (ที่ขีดเส้นเน้นทั้งหมดผมเน้นเอง)
 
1. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
 
เหมือนเป็นคนที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหาร มากุมอำนาจบริหาร มาร่างรัฐธรรมนูญ แล้วกลับไปเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะเกิดอะไร
 
 ความน่าเชื่อถือไงครับ ใครจะเชื่อ รู้อยู่แล้วว่าคุณจะตัดสินออกมายังไง เสียความเชือถือในแง่ที่สังคมจะไม่ฟัง  ใครเขาจะไปฟัง  ต่อให้ตัดสินไปโดยสุจริตก็อาจจะไม่ฟัง
 
 คนที่ใช้กฎหมายต้องมีความซื่อสัตย์ต่อหลักวิชาเป็นพิเศษ  เราพูดเรื่องคุณธรรมมาตั้งแต่สมัยผมเรียนหนังสือ เดี๋ยวนี้ก็พูดกันทุกวัน  มีการให้โอวาทนักศึกษากันทุกวัน แต่อันหนึ่งที่อาจจะไม่ได้สอนคือว่าเรื่องหลักการในทางกฎหมาย  ผมว่าอันนี้สำคัญ การปลูกฝังคุณธรรมก็ปลูกฝังไป แต่ว่าถ้าจะอ้างคุณธรรมแล้วมาทำลายหลัก เพราะคุณคิดว่าคุณกุมความดีอยู่ ผมรับไม่ได้ มันผิด เพราะหลักการเป็นสิ่งเดียวที่จะเป็นเกราะป้องกันตัวเรา  หลักที่เรามั่นอยู่กับตรงนี้  เราตอบไปอย่างนี้ก็มีเหตุผลอธิบาย แต่ถ้าเอาแต่คุณธรรมอย่างเดียว เป็นคนดีวันๆ คุณก็คิดแต่ตัวคุณเป็นคนดี เป็นคนดีมากเข้าๆ ก็คิดว่าความดีก็คือความถูกต้อง กลายเป็นว่าตัวคุณถูกต้อง ตัวคุณคิดว่าตัวเองกลายเป็นหลักของความถูกต้อง   และในทางการเมืองมันทับซ้อนกันมาก การตัดสินดีชั่วทางการเมืองมันไม่ง่ายเหมือนที่เราเห็นด้วยตาหรอก มันมีเรื่องผลประโยชน์พัวพันเยอะแยะไปหมด  เขาถึงออกแบบระบบขึ้นมา แต่วันนี้เราทำลายระบบหมดเพราะเราคิดว่าระบบมันแก้ปัญหาไม่ได้ เราก็เลยทำอะไรก็ได้ แต่ยังอ้างระบบกันอยู่นะ ที่ผมเศร้าใจคือยังอ้างหลักวิชาการอยู่นี่แหละ
…….
 
2. ไชยันต์  รัชชกูล
 
การเลือกผู้ปกครอง ก็เหมือนเป็นการเลือกการใช้ชีวิต ว่าใช้ชีวิตแบบไหนถึงจะดี คำถามนี้ยากมาก ซึ่งในที่สุดแล้วก็ไม่มีใครจะเหนือใครในเรื่องนี้ จึงสมควรให้ทุกคนเลือกได้ด้วยตนเอง นี่คือความหมายของประชาธิปไตยที่จำเป็นต้องมีคำคุณศัพท์ เสรีนิยมหรือ liberal เป็นคำนำหน้า เป็น Liberal Democracy เราต้องการคำมาขยายข้างหน้า ไม่ใช่สร้อยยาวๆในศัพท์ภาษาไทย นี่เป็นหลักการอุดมคติที่แปรมาเป็นเชิงปฏิบัติ
 
นักรักชาติ สื่อมวลชน คนกรุงเทพฯมักจะกล่าวหา คนชนบทว่าขายเสียง ถูกพวกนักการเมืองจูงจมูก เลยเสนอให้คนชนบทและประชาชนทั่วไป ได้ส่วนแบ่ง 30 นายสนธิบอกอย่างไม่กระมิดกระเมี้ยนเลยว่า ต้องให้ศักดินา มหาเศรษฐีมีส่วนด้วย ข้อเสนอของเขาเหมือนให้เราย้อนกลับไป สมัยก่อนปี 2475 เขาเป็นศักดินายิ่งกว่าพวกศักดินาเอง เพราะยังไม่เคยได้ยินว่า ศักดินาเสนอตัวเช่นนั้น
 
รัฐบาลส่วนใหญ่ มักทุ่มเงินไปในกรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ ๆ มากกว่าในชนบทไม่รู้เท่าไหร่ เช่นนี้เรียกว่าซื้อเสียงหรือไม่? จะมาเป็นผู้ว่ากรุงเทพฯ แล้วบอกจะสร้างโน้นสร้างนี่ ใช่การซื้อเสียงไหม?  ทางด่วน รถไฟฟ้าใต้ดิน มีโรงเรียนดีๆในกรงเทพฯ มีทุนให้แข่งแล้วโรงเรียนในกรุงเทพฯได้เปรียบกว่า อย่างนี้ใช่ประชานิยมหรือเปล่า? เมื่อจะใช้หลักการนี้กับคนชนบท คนกรุงเทพฯบอกว่าไปแจกเงินเขาทำไม ทำไมไม่รู้จักทำมาหากินเอง โจมตีว่าประชานิยม ว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไปโน่น ผมว่าก็ดีแล้วนี่ ประชานิยม ดีกว่าประชาไม่นิยม คนเมืองรับนโยบายแบบนี้มานานจนเป็นของธรรมดาไปแล้ว
………
 
3. ‘คำ ผกา
 
และฉันก็คิดว่าเขาก็คือคนไทยทั่วๆไป ที่เชื่อในทฤษฎีที่ว่า ถ้าเรานักการเมืองมือสะอาด บุคลิกดี พูดภาษาอังกฤษเพราะ มีคุณธรรม มีเมียคนเดียว มีครอบครัวอบุอุ่น มีตระกูล มีการศึกษา อะไรๆในประเทศเราจะดีขึ้น
 
แต่อย่างที่ฉันบอกว่า ถ้าเราเสนอสิ่งที่เรียกว่า การเมืองใหม่ฉันก็มองว่าคุณพูดมาเลยดีกว่าว่า อันนี้มันคืออะไร คุณจะเรียกมันว่าประชาธิปไตย เรียกว่า น้อยหน่า ส้มโอ ก็ตามใจคุณ พูดไปเลยว่าไม่เอาประชาธิปไตยแบบที่เคยเป็น เพราะประชาชนไทยยังโง่ คุณเชื่อว่าคนไทยโง่ คนไทยยังต้องการผู้นำที่ดี เปี่ยมคุณธรรม ฉลาด ประกาศให้มันจริงแบบนี้ไปเลย ไม่ต้องเหนียม ไม่ต้องขวย จะได้รู้จักจุดยืนของกันและกัน
 
แล้วคำถามของฉันก็คือ ถ้าไม่มีทักษิณแล้วไง เพราะพอถึงที่สุดแล้ว พวกเราก็ถูกปกป้องจากความจริงอีกตั้งมากมาย เช่น จริง ๆ แล้วผลประโยชน์ต่าง ๆ ในประเทศนี้ มีใครเข้าไปอยู่ร่วมแบ่งปันบ้าง แล้วเขาอยู่กันยังไง แบ่งกันยังไง ทุกวันนี้ ธุรกิจหลาย ๆ อย่างในเมืองไทย เรายังไม่รู้เลยว่า เป็นของใคร ใครเป็นนอมินีใคร จริง ๆ แล้ว นอมินี อาจจะไม่ได้เพิ่งมีในสมัยทักษิณก็ได้ เราอาจจะตื่นเต้นเมื่อค้นพบการจัดการทรัพย์สินและการบริหารธุรกิจแบบยอกย้อนสุด ๆ ของทักษิณ แต่ถามว่า ก่อนหน้านั้น และปัจจุบันนี้ มีสิ่งที่ยอกย้อนกว่านี้อีก ลึกลับกว่านี้ แต่เราพร้อมที่จะเชื่อว่า มันไม่มี มีทักษิณนี่แหละ ยอดของยอดของความฉ้อฉล เพราะฉะนั้น มาพูดเรื่องโปร่งใส มันส้นตีนมากสำหรับฉัน เพราะมันก็สองมาตรฐาน        
 
ฉันว่า สังคมไทยมันลักลั่นกันอยู่ ระหว่างการก้าวไปอยู่กับสิ่งที่เรียกว่า สมัยใหม่กับการโหยหาสังคมก่อนสมัยใหม่ เรากลัวทุนนิยม กลัวโลกาภิวัฒน์ เราโหยหาชุมชนนิยม เราเกลียดบริโภคนิยม เกลียดวัตถุนิยม แต่ เราก็ชอบเหตุผลนิยม เกลียดไสยศาสตร์ อยากได้ประชาธิปไตย แต่ก็อยากอยู่แบบเอื้อเฟื้อเอื้ออาทร แบ่งปันฉันเธอ อยากค้าขาย แต่ก็อยากพอเพียง คือตกลงจะเอาอะไรกันแน่วะ ต่อต้านโลกาภิวัฒน์ แต่อยากส่งน้ำพริกขายทั่วโลก ฉันก็งงจริงๆ
 
คนเรามันต้องเลือกเอาอะไรสักอย่าง มันเอาทั้งหมด ทั้งสองอย่างไม่ได้ จะเอาทั้งปัจเจกทั้งชุมชน มันโลภจริง ๆ คนสมัยนี้ถึงทำงานจันทร์ถึงศุกร์ กินเต็มที่ หาเงินเต็มที่ เสาร์ อาทิตย์ไปนั่งสมาธิ ชาร์ตแบ็ตเตอรี่ จะเอาทั้งเงิน จะเอาทั้งจิตวิญญาณ เอาแม่-งทุกอย่าง
…….
 
ถ้าศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทย เราจะรู้ว่าทรัพยากรมหาศาลถูกทุ่มให้กรุงเทพมาเป็นเวลานาน การพัฒนาแบบลำเอียง ความเหลื่อมล้ำในการกระจายรายได้ ฯลฯ  ต้นทุนตั้งเท่าไรที่หมดไป แล้วเอื้อให้คนเมืองสามารถกล่าวอย่างเย่อหยิ่งว่า รังเกียจพวกขี้โกง-นักเลือกตั้ง   ก็แหงสิ! คุณมีทุกอย่างพรั่งพร้อมตั้งแต่เกิดนี่ เกิดมาก็มีน้ำประปาไหลแล้ว เคยหาบน้ำมั้ยในชีวิต  ในเมื่อชีวิตคุณไม่เคยต้องพึ่งพิงการอุปถัมภ์จากฝ่ายการเมือง  ดังนั้น การเมืองของคุณแค่ใสสะอาด-ได้คนดีก็พอ ส่วนเรื่องทำมาหากินคุณ independent ไม่เกี่ยวกับการเมือง
 
แต่พอมีการเมืองที่เอื้อประโยชน์แก่ชาวชนบท คุณบอกว่า spoil เดี๋ยวไม่หัดทำมาหากิน เดี๋ยวไปซื้อมือถือ ซื้อมอเตอร์ไซค์ เอาเงินประชานิยมไปบริโภคโธ่! อะไรคือความยุติธรรมทางสังคม? และหนสุดท้ายที่คุณตรวจสอบความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ตัวเองได้รับคือเมื่อไร? 
 
ผมไม่ใช่สังคมนิยมสุดโต่ง  ผมหวงวิถีชีวิตและการบริโภคแบบของผม ใครๆ ก็คงหวงวิถีแบบของตนเองเหมือนกัน….ความเท่าเทียมยังอีกไกล  แต่วันนี้แค่ยอมรับความอยากได้ อยากมี อยากเป็นของคนที่ด้อยโอกาสกว่าเนี่ย รับไม่ได้หรือ? ต้องเอาคุณธรรม-ความพอเพียงไปกดเขาไว้หรือ?
 
มองให้ดีนี่ไม่ใช่แค่เรื่อง คนดี-คุณธรรม (ทำอะไรก็ถูก) หรอกนะครับ  แต่ความได้เปรียบทางโครงสร้างทุกประการมันพอกพูนเป็นอคติทางชนชั้น ประเภทคนจนโง่ ขายเสียง ตามไม่ทันนักการเมือง ฯลฯ  ขณะเดียวกันคนอีกจำนวนมากหลงในความเลิศเลอของตน จนเข้าข่ายที่เขาว่า …ต่อต้านโลกาภิวัฒน์ แต่อยากส่งน้ำพริกขายทั่วโลก  จริตที่ถูกดัดมันฝังตัวลึกจนแทบจะมองไม่เห็นความขัดแย้งภายในตัวเองแล้ว  ตัวอย่าง
 
กิจกรรมสรรเสริญความพอเพียง จัดในห้างสรรพสินค้าที่เป็นเทวาลัยของทุนนิยม-บริโภคนิยม ….แต่ก็ไปเสพนะ มันซาบซึ้งชื่นใจดี
 
ในชีวิตจริงถึงขั้นรังเกียจ รถไฟ เรือเมล์ รถร้อน (แน่นอนนั่นมันพาหนะของคนไม่มีทางเลือก) ….แต่ชื่นใจจังเวลานั่งรถเก๋งติดแอร์ไปแสดงตัวว่าร่วมรณรงค์ประหยัดพลังงาน
                          
ในชีวิตจริงฟุ้งเฟ้อ บริโภคนิยม….แต่ชื่นใจจังเวลาเสพสื่อที่เกี่ยวกับเรื่องพอเพียง หรือสารคดีสีเขียวทั้งหลาย
 
ในชีวิตจริงทำงานกับบริษัทข้ามชาติได้นะ เป็นขี้ข้าต่างชาติในบางครั้ง….แต่ชื่นใจจังเวลาเสพสื่อที่เชิดชูความเป็นไทย เอกลักษณ์ไทยเหนือกว่าใครในโลก
 
สรุปแล้ว เป็น Elite บ้านเมืองนี้ ระบบคุณธรรมก็ไปตัดสินเขา วิถีการบริโภคก็ไปตัดสินเขา อุดมคติทางการเมืองก็ไปตัดสินเขา ก็สมควรอยู่ที่เขาจะด่าเข้าให้ว่า…..  เอาแม่-ง ทุกอย่าง
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s