สอบวัยแก่ กับ ยุทธศาสตร์วัยเด็ก

 
ผมเดินทางกลับประเทศเพื่อสอบแข่งขัน เป็นการสอบที่เขาว่า "หิน" กันนักหนาในสายงาน ใจจริงเลยไม่อยากจะสอบเอาซะเลย  มีมิตรสหายสอบถามทำนองว่า ได้ไปบนบานสานกล่าวมาหรือไม่ ผมตอบไปว่า ผมไม่ออกแนวบนข้าวผี ตีข้าวพระ สักเท่าไร จึงไม่ได้บนหรือขอแม้แต่กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลือชื่อประจำเมืองที่ไปทำงานอยู่
 
นึกย้อนไปแล้ว สำหรับเรื่องการเรียน-การสอบ ผมเคยบนจริงๆ ครั้งเดียวเท่านั้น คือ ตอนสอบเอ็นทรานซ์ (ถ้าจะมีเรื่องนอกเหนือจากการเรียนด้วย เหมือนว่าจะเคยบนอย่างมากก็อีกแค่ 1 ครั้งเท่านั้น หากจำไม่ผิด) และครั้งที่เอ็นท์ ผมบนกับหลวงพ่อสามเสนซึ่งเป็นพระประจำโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย คราวนั้นบนด้วยพวงมาลัยสามพวงเท่านั้น และเป็นพวงมาลัยดอกมะลิ สามอุบะ ธรรมดาๆ ซื้อที่ตลาดราชวัตร ไม่ใช่แม้แต่มาลัยกุหลาบหรือมาลัยชั้นสูงกว่านั้น  ขั้นตอนแก้บนก็ไม่ซับซ้อนอะไรนอกจากขี่จักรยานคู่ใจไปโรงเรียน แล้วก็กราบพระวางมาลัย
 
ที่จริง ในคราวสอบเอ็นท์ผมน่าจะพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้มากหน่อย เพราะตอนม.ปลายผมเรียนด้วยคะแนนสุดแสนธรรมดา เกรดเลี่ย 2.7-2.8  ฟิสิกส์ได้เกรด 2 หกเทอมซ้อน  ม.6 เทอมสุดท้ายอังกฤษได้เกรด 1  ไม่เรียนกวดวิชาใดๆ เลย  มีเพียงม.6 เทอมสุดท้ายที่แม่เสนอให้ไปเรียนกวดภาษาอังกฤษสัปดาห์ละสองชั่วโมงโดยประมาณเท่านั้น (ขอบคุณสวรรค์ที่สมัยนั้นใช้คะแนนเอ็นทรานซ์ล้วนๆ ไม่ใช้เกรดเฉลี่ยโรงเรียน) ผมจึงไม่ได้สอบเอ็นท์ด้วยความมั่นใจนัก ซึ่งก็เพราะข้อเท็จจริงที่ผมเรียนแค่ในระดับพื้นๆ ไม่มีใครกล้าพูดว่าเก่งระดับที่เอ็นท์ติดแน่ๆ
 
ผมไม่ได้สอบเทียบ ข้อแรกเพราะตัวเองไม่อยากสอบ ข้อสองแม่ไม่ชอบระบบสอบเทียบ เลยสมประโยชน์กัน  คนที่สอบกันเขาถือว่าจะได้มีโอกาสสอบเอ็นท์หลายๆ รอบ ดีกว่าเสี่ยงเอาตอน ม.6 ครั้งเดียว ในยุคผมคนที่ไม่สอบเทียบมีน้อยมากๆ อาจจะแค่ไม่ถึง 5% แต่ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น…ได้ใบประกาศจบชั้นมัธยมปลายจากกรมสามัญฯ สมใจ ผมไม่มีใบจบกศน.
 
ผมไม่เรียนพิเศษ เหตุผลหลักคือ ไอ้ที่เรียนจากห้องเรียนยังอ่านไม่หมดเลย แล้วจะไปเอาชีทเรียนพิเศษมาทิ้งอีกทำไม อ่านไม่ทันแน่นอน…สิ่งที่ผมทำเพียงอย่างเดียวช่วงสอบเอ็นท์ คือ เลือกว่าแต่ละวิชาจะอ่านอะไรบ้าง (ส่วนมากเป็นสมุดจดจากห้องเรียน) เอามาตั้งไว้เลยว่า ฟิสิกส์อ่านเท่านี้พอ ชีวะเท่านี้พอ เคมีเท่านี้พอ รวมกับทำข้อสอบเก่าๆ  ท้ายสุดเป็นไปตามคาด ผมบังคับตัวเองให้อ่านได้เท่านั้นแหละ บางเล่มอ่านเกินหนึ่งรอบถ้าไม่มั่นใจ แต่สรุปแล้วผมไม่อ่านหนังสือเกินไปจากเอกสารที่เลือกไว้จำนวนนั้น เรื่องไหนที่ยากมากและไม่สามารถเข้าใจด้วยตนเองในเวลาจำกัดผมไม่อ่านเลย จำได้เลยว่าโดยเฉพาะวิชาเคมีหัวข้อสารไฮโดรคาร์บอนผมตัดทิ้งเลย
 
แม่ผมไม่เคยเอ่ยปากถามเลยว่าจะเลือกคณะอะไร แม่ปล่อยผมคิดเองทั้งหมด จนผมเลือกคณะได้ก็เอาไปบอกแม่ ผมไปบอกแม่เดือนมกราคม ขณะที่ต้องสอบเอ็นท์ราวเดือนเมษายน …ยังคิดอยู่ว่า ถ้าไม่เข้าไปบอกเสียก่อนแม่จะไม่ถามเราเลยหรือนี่  คนอื่นเขาคิดไปถึงไหนแล้ว ผมเพิ่งคิดได้ว่าจะเลือกเรียนอะไรในตอนที่ห่างจากการสอบเอ็นท์ไปอีกไม่ถึงสามเดือน
 
ในที่สุด ผมสอบติดเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ซึ่งเลือกไว้เป็นอันดับแรก….ตอนเอ็นท์ติดมีรุ่นพี่มาถามผมว่ากวดวิชาที่ไหนมาบ้าง แล้วพี่แกก็เอ่ยชื่อติวเตอร์ดังๆ แห่งยุคขึ้นมา  ผมบอกว่าไม่รู้จักเลย ไม่ติวซักกะอย่างที่เอ่ยมา  พี่ถามกลับมาว่า "น้อง น้องสอบติดมาได้ยังไงเนี่ย"
 
ผมเรียนจบด้วยคะแนนสูงเป็นอันดับสามของรุ่น ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง  เพื่อนๆ ที่ไม่สนิทมักจะนึกว่า ต้องเรียนเก่งมาตลอด เคยมีเพื่อนเอาโจทย์ฟิสิกส์มาถามด้วยความคาดหวังว่าต้องได้คำตอบจากผม ผมบอกว่าอย่าถามเลย ฟิสิกส์ผมไม่เคยได้เกินเกรด 2 นะ   ส่วนเพื่อนที่สนิทหน่อยจะรู้ background ผมว่า พื้นเพการเรียนม.ปลายแสนจะธรรมดา สมัยประถมนี่ยิ่งเข้าข่ายเด็กอันดับท้ายๆ ของห้องเสมอ
 
ถ้ามีคนถามผมว่า แล้วผมปฏิวัติตัวขึ้นมาเรียนได้เกรดดีตอนเรียนตรีได้ยังไง? ผมมีคำตอบเดียว คือ ผมไม่เคยเปลี่ยนวิถีชีวิตของผม  ผมเป็นคนชอบอ่าน แต่ต้องอ่านเรื่องที่ผมสนใจเท่านั้น ซึ่งมักจะไม่รวมถึงหนังสือเรียน โชคดีอยู่ตรงที่การเรียนมหาวิทยาลัยซึ่งต้องตอบข้อสอบด้วยการเขียนและวิเคราะห์วิจารณ์ เป็นโอกาสให้ผมเอาความรู้สารพัดที่สั่งสมมาออกมาใช้ร่วมกับความรู้ที่เรียนจากอาจารย์  แต่ระบบการเรียนก่อนมหาวิทยาลัยเป็นระบบที่ทุกคนต้องอ่านหนังสือเรียนให้มากที่สุดและเต็มไปด้วยการจดจำทางเทคนิค ผมถึงไม่ประสบความสำเร็จเอาซะเลย เพราะผมบังคับตัวเองไม่ได้ ยังไงๆ ต้องอ่านไอ้ที่อยากอ่านให้ได้ก่อน เรื่องเรียนว่ากันทีหลัง
 
จนถึงสอบเข้ากระทรวงฯ ผมก็ยังคงยึดหลักการนี้ไม่เปลี่ยนแปลง  อ่านเพื่อสอบเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตก็จริง แต่อ่านเพื่อสนองความอยากรู้นั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเลยนะครับ….ผมเลยไม่ค่อยมีอนาคตนัก แต่ได้รู้ว่าชีวิตชอบพอที่จะทำอะไร
 
เคยได้ยินคนรู้จักของแม่ คุยกับแม่ว่า แม่ผมต้องเลี้ยงลูกสอนลูกมาดีมากเลยนะที่ได้ดีขนาดนี้….ผมจำคำตอบของแม่ได้สนิทใจ "ไม่หรอก ที่เค้าได้เพราะเค้าได้ของเค้ามาเอง" ประมาณว่าแม่ไม่ได้เคี่ยวเข็ญอะไร
 
แต่สำหรับผม พระคุณของแม่อยู่ที่ความอดทน ผมทราบดีว่าแม่คงต้องใช้ความอดทนมากในช่วงที่ผลการเรียนของผมมันแย่เสียยิ่งกว่าแย่ ไม่อ่านหนังสือเรียน แต่แม่ไม่เคยว่าผมเลย  ปล่อยให้คิดและดูแลตัวเอง เรื่องเรียนพิเศษไม่ถาม เรื่องเลือกคณะเอ็นท์ไม่ถาม ผลการเรียนแย่ก็ไม่ถาม  จนผมเคยคิดว่า ถ้ามีลูกเองผมจะกล้าให้เสรีภาพกับลูกมากเท่าที่พ่อแม่ให้ผมหรือไม่ และผมจะกล้าปล่อยวางความคาดหวังในตัวลูกได้เท่ากับที่แม่ผมได้ปล่อยวางให้ผมรึเปล่า  คิดดูนะครับ คนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มีความห่วงกังวล แต่ต้องอดทนที่จะไม่ถามเพราะอยากให้ลูกได้คิดและตัดสินใจอย่างเต็มที่ เขาจะต้องใช้ความอดทนขนาดไหน
 
ย้อนกลับมาที่การสอบที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคม  ก่อนหน้านี้ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะต้องสอบเลื่อนระดับ ผมโทรคุยกับแม่ "แม่ เนี่ยต้องกลับไปสอบล่ะ เป็นการสอบที่ยากมาก ไม่รู้จะได้รึเปล่า?"
 
คำตอบของแม่เป็นที่ประทับใจอีกเช่นกัน "อ้าว ถ้ามันยากแล้วสอบไม่ได้จะเป็นอะไรไปล่ะ  ถ้ามันง่ายแต่สอบไม่ได้นั่นสิแปลก"….สำหรับผม สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือความใจกว้างและอดทนของแม่ แม้ผมจะเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว และแน่นอน ในเมื่อแม่ไม่เคยเปลี่ยน ผมก็จะไม่เปลี่ยน
 
ดังนั้น การสอบแข่งขันที่มาถึงในยามแก่ตัวแล้ว แม้ว่าจะทำให้อึดอัดใจชะมัด โดยเฉพาะเนื้อหาที่จะสอบไม่ได้ตรงกับความชอบความสนใจนัก ซึ่งคงยากสำหรับคนไร้วินัยแบบผมที่จะบังคับตัวเองอ่านเรื่องราวในการสอบเต็มที่  แต่ในเมื่อตั้งใจแล้วว่าจะไม่เปลี่ยน ผมคงกลับไปที่ยึดยุทธศาสตร์เดิมตอนเอ็นทรานซ์ คือ
1) ไม่หยุดอ่านเรื่องที่อยากอ่าน ถ้าหยุดคงเสียความเป็นตัวของตัวเอง 
2) อ่านเรื่องที่จะสอบแบบ selective คือ ไม่กดดันตัวเอง แต่เลือกแล้วว่าถ้ามีปัญญาอ่านแค่ไหนก็ขอให้อ่านที่เลือกนั่นให้จบ 
3) ถ้ายังประมวลความรู้ที่มีอยู่ได้ไม่หมด ไม่ต้องติว 
4) ยอมรับจุดอ่อน คือ ถ้าต้องสอบในเรื่องที่ดันไม่อ่าน ต้องดิ้นรนให้ดีที่สุดรวมทั้งใช้ดวงด้วย
 
เมื่อผ่านพ้นการสอบ ต้องสารภาพว่า ดีแล้วที่ไม่ติวมากเพราะถ้าติวคงไม่ได้ประโยชน์นักเนื่องจากการสอบได้สร้างภาวะเหนือความคาดหมายเยอะมาก  ผลสุดท้ายเป็นยังไงก็ถือว่าเราวางเดิมพันไปแล้ว โดยเลือกเดินตามยุทธศาสตร์ที่ถนัดที่สุดและสบายใจที่สุด
 
ผมเคยเขียนเอาไว้ว่า "แม้ชีวิตจะต้องเจ็บปวดบ้าง แต่ก็คุ้มค่ามิใช่หรือที่ได้ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก"……ที่นึกถึงข้อความนี้ก็เพราะเชื่อว่ามีโอกาสจะได้เจ็บปวดกับผลสอบแน่ๆ
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s