“หลักการ” ที่ถูกกำหนดโดย “สถานการณ์” และ “ความเชื่อ”

 
เจอข่าวประชาไทพาดหัวว่า
 

กระทรวงต่างประเทศโต้ Forbes กรณีจัดลำดับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก 

 

22 สิงหาคม 2551 ข่าวสารนิเทศ เว็บไวต์กระทรวงต่างประเทศ เผยแพร่คำชี้แจงกรณีที่นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2551 ซึ่งได้จัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในลำดับแรกของพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุด โดยคำชี้แจงดังกล่าวงมีเนื้อความว่า…

ตามที่เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 นิตยสาร Forbes ได้เผยแพร่บทความพิเศษเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ประจำปี พ.ศ. 2551 และได้จัดให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอยู่ในลำดับแรกของพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดนั้น สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ได้ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวมีความคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เนื่องจากว่าทรัพย์สินที่บทความนำมาประเมินนั้น ในความเป็นจริงมิใช่ทรัพย์สินส่วนพระองค์ แต่เป็นของแผ่นดิน ซึ่งเป็นไปในทำนองเดียวกันกับพระมหากษัตริย์ในประเทศอื่นที่บทความเดียวกันนี้ไม่ได้จัดอันดับฐานะความร่ำรวย เพราะทรัพย์สินต่างๆ ไม่ใช่ของกษัตริย์ หากแต่เป็นของคนทั้งชาติ

สำนักงานทรัพย์สินฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า "ที่ดิน" ในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ส่วนใหญ่หน่วยงานราชการ องค์กรสาธารณะกุศลเป็นผู้ใช้ประโยชน์ และจัดให้ประชาชนที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย รวมทั้งชุมชนอีกกว่าหนึ่งร้อยแห่งเช่าในอัตราที่ต่ำ มีเพียงส่วนน้อยประมาณร้อยละ 7 ของที่ดินที่จัดให้เอกชนเช่าและจัดเก็บในอัตราเชิงพาณิชย์

กระทรวงการต่างประเทศขอเรียนเพิ่มเติมว่า บทความพิเศษดังกล่าวยังได้พาดพิงถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯว่าทรงเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2549 ซึ่งไม่ถูกต้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงไม่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติดังกล่าวแต่อย่างใด การที่ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งประธานคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข เป็นเพียงหน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ ตามที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้ชี้แจงไปยังนิตยสาร Forbes ด้วยแล้ว

 
(ขีดเส้นใต้โดยผมเอง)
 
๑. ประเด็นที่หนึ่ง
 
ความรู้สึกแรกหลังจากอ่านข่าวสารนิเทศนี้แล้ว  แน่นอนไม่ใช่ความรู้สึกว่า "กูรวยแล้ว" เพราะมีการโปรยยาหอมใส่ว่า ทรัพย์สินต่างๆ ที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ถืออยู่นั้น เราในฐานะสมาชิกของ "ชาติและแผ่นดิน" ก็มีเอี่ยวด้วยแฮะ….แต่อ่านแล้วผมนึกถึง ตลาดหลักทรัพย์ ครับ
 
แนวคิดของการมีตลาดหลักทรัพย์คืออะไร?  แนวคิดของตลาดคือ การระดมทุน ครับ  ที่มีการเข้าตลาดก็เพื่อให้บริษัทสามารถระดมทุนได้ในวงกว้างและเพิ่มความเป็นเจ้าของ ประมาณว่าใครก็เข้าไปถือหุ้นได้ บริษัทในตลาดจึงต้องเป็น บมจ. คือ บริษัทมหาชนจำกัด เพื่อแสดงความเป็นของสาธารณะ
 
ผมหดหู่กับข่าวสารนิเทศนี้เพราะว่า คำหรูๆ ประเภท "…เป็นของแผ่นดิน" กับ "…เป็นของคนทั้งชาติ" นั้น มันก็ไร้ความหมายพอๆ กับ "บริษัทมหาชนจำกัด" นั่นแหละ
 
ผมขอถามว่า คนกี่เปอร์เซ็นต์ของประเทศนี้ที่มีความเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ในตลาดทุน  ผมมีหุ้น Thai Oil อยู่ 1,000 หุ้น ผมเป็น "มหาชน" กับเขาด้วยหรือไม่? แต่เชื่อว่าเจ๊ขายก๋วยเตี๋ยวท้ายซอยบ้านคงไม่ได้เป็น "มหาชน" ในกรณีนี้
 
กลับมาที่การอ้างว่า ทรัพย์สินในความดูแลของสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็น ของแผ่นดิน+ของคนทั้งชาติ  …ต้องขออภัยจริงๆ เท่าที่ผมอ่าน พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 ยังไม่เจอคำพูดหรูๆ พวกนี้เลย (พ.ร.บ. นี้ร่างขึ้นภายใต้อิทธิพลของฝ่ายนิยมเจ้านะครับ)
 
สำนักงานทรัพย์สินฯ เคยถูกร้องเรียนจากลุงแก่ๆ ซึ่งเช่าที่ของสำนักงานทรัพย์สินฯ ย่านนางเลิ้ง เรื่องขอผ่อนปรนค่าเช่า ร้องเรียนเรื่องเจ้าหน้าที่สำนักงานฯ ทุจริต ร้องกันจนลุงตายไปแล้วก็ไม่ชนะ  ส.ศิวรักษ์ ปัญญาชนอนุรักษ์นิยม (แต่หัวก้าวหน้าในเรื่องสถาบันกษัตริย์) โจมตีเรื่องสำนักงานทรัพย์สินฯ ไล่คน "เหมือนหมูเหมือนหมา" มาตลอด  ยังไม่นับเรื่องผู้ค้าที่สวนลุมไนท์บาร์ซ่าพิพาทกับสำนักงานทรัพย์สินฯ เรื่องไล่ที่
 
…อืม เพราะรู้ในเรื่องพวกนี้รึเปล่า เมื่อผมฟังคำสวยหรูประเภท "…เป็นของแผ่นดิน" กับ "…เป็นของคนทั้งชาติ" ผมจึงเกิดความกังขา  ก็คนในชาติตาดำๆ เหล่านี้มิใช่หรือที่กำลังขอความเมตตาจากสำนักงานแห่งนี้ สำนักงานที่แถลงว่าดูแลทรัพย์สินของ "คนทั้งชาติ" …แม้ว่ากฎหมายที่รับรองตัวสำนักงานฯ มิได้กำหนดกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในชาติเอาไว้เลย ก็ยังพร้อมจะเอ่ยคำนี้กันได้
 
เมื่อไม่พบความแตกต่าง อีกทั้งไม่พบช่องทางการเข้าร่วมบริหารความเป็นเจ้าของโดยสาธารณชน  ผมจึงจำต้องสรุปว่า สำนักงานทรัพย์สินฯ ใช้วาทกรรมเดียวกับ บริษัทมหาชนจำกัด นั่นเอง เพียงแต่ฝ่ายหนึ่งเลือกใช้คำว่า "…เป็นของคนทั้งชาติ" อีกฝ่ายใช้คำว่า "…มหาชน" แต่เนื้อหาไม่ได้ต่างกัน
 
เส้นแบ่งระหว่าง ศักดินา กับ ทุนนิยม มันพร่าเลือนเต็มทีแล้วในศตวรรษนี้   
  
๒. ประเด็นที่สอง
 
ที่กล่าวว่า การมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ประธานคปค. หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 "เป็นเพียงหน้าที่ขององค์พระมหากษัตริย์ในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุขของประเทศ" นั้น  ควรทราบว่า ปิยบุตร แสงกนกกุล เคยเขียนเรื่อง "เมื่อฮวนคาลอสปฏิเสธการรัฐประหาร" กล่าวถึง กษัตรย์สเปนซึ่งไม่ยอมรับรองคณะรัฐบาลทหารที่ปฏิวัติยึดอำนาจ  ผมจำเนื้อหาได้ไม่หมด แต่จำได้ลางๆ ว่าท้ายสุดประชาชนก็ไม่สนับสนุนคณะทหารนั้น กษัตริย์ฮวนคาลอสได้รับยกย่องว่าอยู่เคียงข้างประชาชน
 
นี่เป็นหลักฐานว่า อย่างน้อยมีประเทศหนึ่งในโลกนี้ที่เคยมีกษัตริย์ ซึ่งไม่รับรองอำนาจคณะรัฐประหาร ….ถ้าเช่นนั้น สรุปแล้วเรื่องนี้เป็นเพียง "หน้าที่" จริงๆ หรือ? แปลว่า หน้าที่ คือ กษัตรย์ต้องลงนามเมื่อผู้ครองอำนาจรัฐฐาธิปัตย์เสนอมาเสมอทุกครั้งงั้นหรือ?
 
ถ้าคำกล่าวที่ว่า "เป็นเพียงหน้าที่" เป็นจริง สิ่งที่ปิยบุตรเขียนก็เท่ากับกษัตริย์สเปนเคยทำผิดหน้าที่ (ที่ขัดขืนฝ่ายยึดอำนาจ-รัฐฐาธิปัตย์) สิครับ?  แล้วประมวล รุจนเสรี มันพร่ำเรื่อง "พระราชอำนาจ" อยู่ได้ยัง? แล้วที่พันธมิตรฯ เคยโจมตีรัฐบาลว่าล่วงละเมิดพระราชอำนาจ ทำเหมือนพระมหากษัตริย์เป็นเพียง "ตรายาง" ล่ะ ไม่ขัดกับคำอธิบายว่าการลงพระปรามาภิไธย "เป็นเพียงหน้าที่" นี้หรือ?  แล้วที่ไอ้ที่สอนกันมาว่าทรงมีอำนาจชะลอกฎหมายและคืนกลับมาที่สภานี่ ไม่ขัดกับหน้าที่ที่ต้องทรงลงนามหรือ?
 
เมื่อพันธมิตรฯ และกองเชียร์โจมตีรัฐบาล พวกเขาเคยอ้างว่า การ treat พระปรมาภิไธยว่าเป็นเพียง "หน้าที่-ตรายาง" นั้นผิด เพราะแคร์พระราชอำนาจที่แท้จริง  แต่วันดีคืนดีกลับมาเจอข่าวสารนิเทศว่า "เป็นเพียงหน้าที่" (ก็ประมาณตรายางนั่นเอง คือ เมื่อเสนอมาตามขั้นตอนแล้วต้องทรงลงพระปรมาภิไทย)  
 
ผมมีคำถามเกิดขึ้นเต็มหัวไปหมด  สรุปแล้ว มันเป็นหน้าที่หรือไม่กันแน่? ที่แต่ละฝ่ายพูดมันก็ตรายางด้วยกันทั้งคู่มิใช่หรือ? แล้วปรากฎการณ์ "ตรายาง" มันถูกหรือผิด? เป็นสากลหรือเฉพาะบ้านเมืองนี้?
 
หลังจากงงงวยกับตุลาการภิวัตน์มาแล้ว ประเภทที่ว่าศาลซึ่งมีอำนาจพิจารณาคดีคนละประเภท (ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ) แต่กลับวินิจฉัยเรื่องเดียวกันแถมออกมาในทิศทางเดียวกัน หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญลงดาบเรื่องปราสาทพระวิหารบนพื้นฐานของ "ความน่าจะเป็น"….
 
นี่ยังต้องมามึนเรื่อง "ตรายาง" เป็นหลักการที่ถูกหรือผิด (และเรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นของคนทั้งชาติ) เข้าอีก  …ผมเซ็งกับ Establishments จริงๆ เพราะแต่ละเรื่องเนี่ย "หลักการ" มันดูบิดๆ เบี้ยวๆ ตลอด
 
๓. กลับไปที่ต้นตอ
 
หลังจากบ่นแล้ว ขอกลับมาเชิงวิชาการบ้าง
 
ตอนอ่านข่าวจบ ผมคิดว่าจำเป็นต้องหวนไปอ่านงานเขียน 2 ชิ้น ชิ้นแรกคือบทความของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เรื่อง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตรย์คืออะไร" อีกบทความของพอพันธ์  อุยยานนท์ เรื่อง "สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์กับบทบาทการลงทุนทางธุรกิจ"
 
งานของสมศักดิ์จะช่วยให้เห็นแง่มุมกฎหมายและประวัติการต่อสู้ของอุดมการณ์ 2475 กับฝ่ายนิยมเจ้า จนไปสู่การแก้ไขหลักการสำคัญของ พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์  งานของพอพันธ์จะทำให้เห็นประพฤติกรรมของสำนักงานฯ ซึ่งตอกย้ำระยะห่างของคำหวานประเภท "…เป็นของคนทั้งชาติ" กับการแสวงประโยชน์ในโลกของความเป็นจริงที่ไม่ด้อยกว่าเอกชนรายใหญ่รายใดๆ บนแผ่นดินนี้
 
ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศมีแต่ statement โดดๆ ว่า "…เป็นของแผ่นดิน" กับ "…เป็นของคนทั้งชาติ" มิได้ให้เหตุผลประกอบ statement นั้น  แต่เพราะอยากรู้ว่าคนทั้งชาติไปเกี่ยวข้องยังไงบ้าง ผมถึงต้องไปอ่านงานทั้งสองชิ้น
 
ว่ากันเนื้อๆ แล้ว พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 ระบุชัดว่า มอบอำนาจให้พระมหากษัตริย์สามารถใช้จ่ายรายได้จากการจัดการทรัพย์สิน "ตามพระราชอัธยาศัยไม่ว่ากรณีใดๆ"  ยังไม่รวมถึงรายละเอียด เช่น การตั้งคณะกรรมการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (และผอ.) ตามพระราชอัธยาศัย (ยกเว้นรมว. คลังที่เป็นโดยตำแหน่ง)  ผลประโยชน์ที่ได้จากการประกอบการในแต่ละปีซึ่งนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ฯลฯ
 
แม้ว่าหลังปี 2475 เคยมีพ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2479 ซึ่งยึดหลักสำคัญว่า หน่วยงานซึ่งตั้งขึ้นมาดูแลทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์นั้น อยู่ภายใต้ระบบราชการของรัฐเต็มตัว แต่เมื่อมีพ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 นั่นแหละ ที่ความกำกวมเกิดขึ้น
 
ขอให้สังเกตว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 ออกใช้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2491 เพียงสามเดือนหลังการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ตัวพ.ร.บ. เป็นผลงานของรัฐบาลประชาธิปัตย์ยุคนายควง อภัยวงศ์ (ซึ่งเดิมเป็นฝ่ายค้านตอนรัฐบาลปรีดี) และได้ดีขึ้นมาจากการที่ทหารและฝ่ายนิยมเจ้าคอยหนุนหลัง เพราะได้ร่วมกันโค่นปรีดีจนต้องลี้ภัยไปนอกประเทศ
 
ถ้ากระทรวงการต่างประเทศอ้าง "แผ่นดิน" แล้ว  อาจต้องตอบคำถามว่า เหตุใดการจัดการทรัพย์สินนี้จึงไม่เหมือนกับหน่วยงานรัฐ ซึ่งต้องผ่านพ.ร.บ. งบประมาณจากสภา  idea ของการนำเรื่องงบประมาณเข้าสภานั้นมาจากหลักการอธิปไตยแท้ๆ งบประมาณเป็นทรัพย์ของแผ่นดินการนำมาใช้ต้องให้ผู้แทนราษฎรเห็นชอบ แต่การจัดการทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินฯ นั้น ต่างไปโดยสิ้นเชิง
 
ผมเป็นนักเรียนเศรษฐศาสตร์ หลักการหนึ่งของเศรษฐกิจเสรีนิยมคือเรื่องกรรมสิทธิ์ครับ ทุนนิยมรับรองเรื่องสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่างเต็มที่  การแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นสินค้าเอกชนและส่งใดเป็นสินค้าสาธารณะนั้น มีหลักเกณฑ์อยู่  ยิ่งถ้าเอาสามัญสำนึกมาใช้ล่ะก็ ผมว่าเราคิดเหมือนกันทุกคน คือ ถ้าเป็นของของเราหรือเรามีส่วนร่วมเราก็ต้องมีส่วนกำหนดความเป็นไปของมัน เช่น จะเอาไปให้เช่า เอาไปหาประโยชน์ ยักย้ายถ่ายโอน
 
….แต่เมื่อนำหลักการเหล่านี้มาเทียบ การบริหารทรัพย์สินของสำนักงานทรัพย์สินฯ ยึดหลักการของเอกชนเต็มรูปแบบครับ เกินกว่าจะกล่าวอ้างสวยๆ หรูๆ แต่เพียงถ่ายเดียว เพราะไม่รับงบประมาณ จัดจ้างบุคลากรเอง หารายได้เอง และรายได้ไม่ได้นำส่งเข้างบประมาณ  แล้วประเด็นเหล่านี้ถือเป็นเรื่องของ "คนทั้งชาติ" ได้อย่างไร? แม้จะมีการบอกว่า เป็นหน่วยงานของรัฐในรูปแบบพิเศษ แต่ก็ไม่ชัดเจนอยู่ดี
 
นอกจากนี้ งานของสมศักดิ์ยังระบุว่า เคยมีการยื่นเรื่องถึงกฤษฎีกาให้ตีความสถานะของสำนักงานทรัพย์สินฯ อยู่ทั้งสิ้น 5 ครั้ง 1) โดยสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี 2) โดยป.ป.ป. 3) โดยกรมประชาสัมพันธ์ 4) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย และ 5) โดยสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา  สี่ในห้าครั้งตีความว่าสำนักงานนั้นมิได้อยู่ใต้การกำกับของรัฐ มีเพียงครั้งสุดท้ายที่บอกว่าสำนักงานเป็น "หน่วยงานของรัฐ"
 
เรื่องนี้มีความน่าสนใจมากในแง่เหตุผลการตีความในแต่ละครั้ง แต่ที่ยิ่งน่าสนใจ คือ การตีความทั้งสี่ครั้งแรกว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ ไม่อยู่ใต้กำกับของรัฐ นั้น เป็นไปในทางที่ "เป็นคุณ" ต่อสำนักงานทั้งสิ้น เช่น กันไม่ให้ป.ป.ป. มีอำนาจเข้าไปตรวสอบการทุจริต หรือ ทำให้สำนักงานทรัพย์สินฯ ทำธุรกิจกับกรมประชาสัมพันธ์ในฐานะ "เอกชน" ได้
 
คำถามพื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ คือ What, How, For Whom  เรื่อง What นั้น อย่าลืมว่าการมีสำนักงานทรัพย์สินฯ ก็เพื่อแยกทรัพย์สินของสถาบันฯ ออกจากทรัพย์สินของแผ่นดิน  How นั้นไม่มีกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และดำเนินธุรกิจกับประชาชนเหมือนกับภาคธุรกิจอื่นๆ  และ For Whom ก็เห็นอยู่ว่า for whom ซึ่งหากจะผิดไปจากกฎหมายบ้างก็ต้องอาศัย "พระราชอัธยาศัย" เท่านั้น
 
เรื่องนี้ หัวใจของการถกเถียงเป็นดังที่สมศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตไว้
 
"….การที่การตีความครั้งหลังสุดออกมาว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐก็เนื่องจากในทางปฏิบัติคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดหลังสุดที่ตีความเมินเฉยต่อตัวกฎหมายจัดระเบียบทรัพยสินฯ เอง แต่หันไปใช้หลักการ…ที่ว่า พระมหากษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ สำนักงานทรัพย์สินฯ จึงต้องเป็นหน่วยงานรัฐ…..คณะกรรมการกฤษฎีกาชุดหลังสุดก็ไม่สามารถหรือไม่สนใจที่จะอธิบายประเด็นซึ่งเป็นเหตุสำคัญของการตีความก่อนหน้านั้นตลอดมา คือ ถ้าสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นหน่วยงานของรัฐ เหตุใดสำนักงานทรัพย์สินฯ และทรัพย์สินดังกล่าวจึงกลับอยู่ในอำนาจควบคุมของพระมหากษัตริย์ "ตามพระราชอัธยาศัย" โดยสิ้นเชิง ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของรัฐบาลซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐในระบบประชาธิปไตย"
 
มาจนถึงตรงนี้ ผมเห็นว่า มรดกสำคัญของฝ่าย Establishments ยังแผ่อิทธิผลไพศาล  มรดกที่ว่า คือ การชี้นำสังคมให้ปิดตามืดบอดต่อสาระ-เนื้อหาทื่แท้จริง แต่สยบยอมต่อความเชื่อ
 
ผมหงุดหงิดมากตอน defend กันว่า เปรมไม่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร …ถ้าปรากฎการณ์รัฐประหารครั้งนั้นถูกทำให้เป็นวัตถุได้ และเอามาหา finger print แบบ CSI แน่นอนเราย่อมพบ finger print ของเปรม เต็มไปหมด…แต่ก็ยังมีการเผยแพร่ความเชื่อว่า เปรมไม่เกี่ยวข้อง
 
มาคราวนี้ ก็ต้องเผยแพร่ความเชื่อว่า ความมั่งคั่งของสำนักงานทรัพย์สินฯ เป็นของคนทั้งชาติ …แล้วเนื้อหาสาระของพ.ร.บ. หรืออุดมการณ์ที่แอบแฝงในกฎหมายและการแก้ไขกฎหมายนั้น ไม่ต้องอ่านกันหรือครับ? แค่แถลงออกมาแล้วก็เชื่อๆๆ กันไป ลามไปถึงเรื่องทักษิณอยู่เบื้องหลังอีก ทั้งๆ ที่ Forbes ทำเรื่องนี้ทุกปี ….แต่เราสบายใจที่จะเชื่อว่ามีการบ่อนทำลายเช่นนั้นหรือ? ถ้ากางกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ชี้ชัดๆ ว่า ตรงไหนที่แสดงถึงความเชื่อโยงกับคนทั้งชาติ ฝ่ายแถลงยังจะยืนยันสิ่งที่แถลงได้หรือ?
 
สมมตินะครับ ต่อให้ทักษิณอยู่เบื้องหลังบทความจริง แต่ถ้าเรายกเลิก พ.ร.บ.จัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ พ.ศ. 2491 และกลับไปใช้ฉบับ พ.ศ. 2479 แทน ผมรับรองเลยว่าประเทศนี้จะอธิบายกับ Forbes อย่างสบายใจสุดๆ อ้างกฎหมายได้เลยเพราะฉบับนั้นให้ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์อยู่ในความดูแลของตัวแทนอำนาจอธิปไตยของรัฐจริงๆ  …แต่ทางเลือกนี้ ถามว่าฝ่ายนิยมเจ้าหน้าไหนจะยอม?
 
เพราะอยู่กันด้วย "ความเชื่อ" แบบนี้ เมื่อเกิด "สถานการณ์" หนึ่งๆ ความเชื่อนั่นเองจึงกลายเป็นตัวกำหนด "หลักการ"
 
เชื่อว่าเปรมปลอดจากการเมือง เชื่อว่าต้องหาจำเลยสังคมกรณีเขาพระวิหาร เชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญยุติธรรมและไม่เขียนกฎหมายใหม่เอง เชื่อว่าต้องชี้แจง Forbes เพราะมีเบื้องหลัง ฯลฯ มองให้ดีแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ใต้อิทธิพลของกระแสความเชื่อ (หรือ "อยากเชื่อ" ในแนวคิดหนึ่งๆ โดยไม่พิสูจน์) มากกว่าเหตุผลหรือหลักฐานที่ปรากฏ
 
ที่แย่กว่านั้นคือ คนจำนวนมากเชื่อว่าเราผ่านพ้นเรื่องเหล่านี้ไปได้โดยเอา "หลักการ" มาแก้ไขปัญหา ขอให้ทราบไว้ด้วยว่า หลักการที่คุณใช้ไปนั้น (หากมีจริง) ถูกกำหนดโดย "สถานการณ์" และ "ความเชื่อ" ไปเสียแล้ว …แสนจะอยุติธรรมปานนี้ ยังจะ "เชื่อ" ว่าพวกท่านมี "หลักการ" ที่ถูกต้องมั่นคงกันอีกหรือ
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s