ว่ากันถึง “ขวาอำนาจนิยม”

 
ภายหลังคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญคดีชิมไปบ่นไป มีงานเขียนออกสู่บรรณพิภพเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวไม่น้อย ทั้งที่เป็นเชิงนิติศาสตร์โดยตรงและในปริมณฑลอื่นๆ โดยอ้อม  ผมได้อ่านงานเขียนต่างๆ แล้วรู้สึกถึงความเชื่อมโยงกันจนให้ภาพที่ชัดเจนพอสมควรว่า สังคมไทยกำลังอยู่กับอะไรและคงต้องอยู่กับมันไปอีกนาน
 
……………………..
 
1.
 
บทความของ พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย เรื่อง ผ่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีการจัดรายการทีวีของสมัคร สุนทรเวช ได้วิพากษ์คำตัดสินของศาลอย่างเป็นวิชาการ  การที่ศาลอ้างเรื่องประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นๆ มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นการอ้างที่หวังผลในการสร้างคำวินิจฉัยที่กินความกว้างขวางโดยไปอ้าง "พจนานุกรม" แทน  ยิ่งไปกว่านั้น เจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญเรื่องการป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ไม่ได้ถูกตีความโดยอ้างอิงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องใดๆ เลย แม้รูปคดีเห็นชัดพอสมควรว่าจำเลยไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะใช้อำนาจของตนไปในทางที่สร้างความขัดกันของผลประโยชน์ให้บริษัทที่เกี่ยวข้อง  ผู้เขียนจึงสรุปว่า คำวินิจฉัยนี้ไม่ดีพอที่จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับการพิจารณาความขัดกันของผลประโยชน์ได้เลย
 
ผมเองมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญทำเช่นนี้สองครั้งแล้ว  ในคดีแถลงการณ์ร่วมกับกัมพูชา ศาลพยายามตีความให้เป็นสนธิสัญญาให้ได้ เพราะเมื่อเป็นสนธิสัญญาจะได้ดึงให้เข้าข่ายมาตรา 190 เพื่อตีความเรื่อง "มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" ซึ่งศาลก็ยังพยายามลากให้เป็นความผิดดังกล่าวให้ได้อีก โดยในคำวินิจฉัยใช้คำว่า "อาจจะมีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขต" แทน  เห็นได้ว่า สำหรับศาลแล้ว ถ้าทำให้แถลงการณ์ร่วมเข้าข่ายมาตรา 190 แล้ว ศาลตั้งใจจะลากเข้าสู่ความผิดเรื่องที่ไม่นำผ่านสภาให้ได้ โดยไม่ต้องสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับประเด็นหลังให้มากมาย
 
กับคดีชิมไปบ่นไป ศาลเองมีธงไว้ในใจอยู่แล้วว่าจะให้เข้าข่ายการเป็น "ลูกจ้าง" เสียก่อน (และหนีหลักความเป็นเอกภาพของกฎหมายโดยอ้างลำดับศักดิ์กฎหมาย แต่ใช้พจนานุกรมแทน) หลังจากนั้นศาลไม่ต้องสนใจจะตีความการขัดกันแห่งผลประโยชน์อีก เพราะถ้าทำให้เป็นลูกจ้างตามรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลตั้งใจจะลากเข้าสู่ความผิดเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนให้ได้ โดยไม่ต้องสร้างความกระจ่างเกี่ยวกับประเด็นหลังให้มากมาย
 
กระบวนการยุติธรรมที่มีธงไว้ในใจกันแบบนี้ ด้วยความไม่เคารพต่อศาล จะให้ผมเชื่อท่านได้อย่างไรโดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมือง?
 
ผลของความไม่เที่ยงธรรมนี้สะท้อนอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกของสังคมโดยรวม เพราะผมเชื่อว่าคนหมู่มากเชื่อว่าคดียุบพรรคจะออกมาในทางที่เป็นโทษต่อพปช. และพรรคร่วม  แต่กับปชป. นอกจากคดีจะดำเนินอย่างล่าช้าแล้ว คนหมู่มากไม่อาจคาดเดาเกี่ยวกับผลของคดีด้วย

 

2.
 
"ในช่วงเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีวาทกรรมตุลากรภิวัตน์ขึ้น โดยวาทกรรมนี้ถูกเสนอขึ้นในสังคมไทยโดยมุ่งหมายจะให้ประชาชนเข้าใจว่า ตุลาการภิวัตน์หมายถึงกรณีองค์กรตุลาการเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองรวมถึงการขจัดปัญหาการทุจริตของนักการเมือง ซึ่งเป็นการบิดเบือนความหมายที่แท้จริงของ Judicialization หรือ Judicial Activism ในภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายถึง การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือการกระทำของรัฐบาลโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน  ในทางตรงกันข้าม ตุลาการภิวัตน์ในสังคมไทยถูกนำเสนอขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจตุลาการในการใช้และตีความ "กฎหมาย" เพื่อตัดตอนอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย โดยเนื้อหาหรือข้อความที่ปรากฎในคำพิพากษามีข้อความในเชิงว่ากล่าว ตำหนิ อบรมสั่งสอน ฯลฯ ไปด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยลักษณะของคำพิพากษาที่มุ่งจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นข้อพิพาทเท่านั้น… "
 
(ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช, "ข้อสังเกตเกี่ยวกับการให้เหตุผลทางกฎหมายและการตีความในคำพิพากษาของศาล," เผยแพร่ใน www.prachatai.com)
 
ข้อความที่อ้างมาคือย่อหน้าแรกของบทความ หลังจากนั้น ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช ได้วิพากษ์หน้าที่ของคำพิพากษาและนิติวิธีอย่างละเอียดเพื่อสนับสนุนข้อเสนอเรื่อง "การตัดตอนอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับฝ่ายอำมาตยาธิปไตย" ของเขา
 
เป็นอีกความเห็นวิชาการหนึ่งที่สนับสนุน argument ที่ว่า ฝ่ายตุลาการอยู่ข้างเดียวกับกลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย
 
แนวโน้มนี้เห็นได้ตั้งแต่ช่วงปลายรัฐบาลทักษิณเป็นต้นมา สำหรับการผสานเข้ากับกระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งในและนอกสภานั้น ผมได้เคยเขียนไว้แล้วเกี่ยวกับการสนธิกำลังของ 1) กลุ่มพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตย 2) ประชาธิปัตย์ 3) พันธมิตรฯ 4) ตุลาการ  เพื่อร่วมกันควบคุมสังคมทุกภาคส่วน ได้แก่ โครงสร้างส่วนบน การเมืองในสภา การเมืองนอกสภา และกระบวนการยุติธรรม ตามลำดับ  จนบัดนี้การสนธิกำลังดังกล่าวยังดำเนินไปเรื่อยๆ
 
3.
 
บทความของ สุรชาติ บำรุงสุข สองบทความ พยายามอธิบายการปะทะทางความคิดในสังคมปัจจุบัน และจำแนกแกนความคิดของแต่ละฝ่ายออกมาโดยสรุปได้ว่าทั้งสองฝ่ายเป็น "ขวา" ด้วยกันทั้งคู่
 
ในบทความ "จากขวาพิฆาตขวา…สู่อนารยะขัดขืน" (ผมเดาเอาว่าบทความนี้เขียนขึ้นก่อน) เสนอว่า ด้านหนึ่งเกิด "ขวาทุนนิยมไทย" ซึ่งมีไตรสรณคมน์ 3 หลัก ได้แก่ โลกาภิวัตน์ ทุนนิยม และประชานิยม  อีกด้านเกิด "ขวาจารีตนิยมไทย" ซึ่งมีไตรสรณคมน์ 3 หลัก ได้แก่ จารีตนิยม ชาตินิยม และทหารนิยม
 
ซึ่งในบทความ "ยุคหลังทักษิณ : สงครามยังไม่สิ้นสุด!" ของผู้เขียนเดียวกัน ผมเห็นว่าสุรชาติใช้คำที่มีความหมายครอบคลุมกว่าบทความแรก และเป็นเหตุให้ผมเชื่อว่าบทความนี้เขียนขึ้นภายหลัง  สุรชาติเสนอว่าอาจเรียกฝ่ายขวาทุนนิยมว่า "ขวาเสรีนิยม" ได้  ส่วนฝ่ายหลังซึ่งสุรชาติระบุชัดว่า "…หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2459 มีสัญญาณให้เห็นถึงการกำเนิดของ "กลุ่มขวาใหม่" ที่มี "อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง" แบบในยุคสงครามเย็น ที่มองเห็นแต่ด้านลบของระบอบการเลือกตั้งและยินดีปรีดากับการขยายบทบาทของสถาบันทหาร จึงมีลักษณะของ "ขวาอำนาจนิยม"…"
 
เมื่อเทียบแล้ว คำว่า ขวาเสรีนิยม ย่อมเหมาะสมกว่า ขวาทุนนิยม  เพราะในฝ่ายนักคิดเสรีนิยมหัวก้าวหน้านั้น แม้จะกล่าวได้ว่า share กันเรื่องทุนนิยม แต่ทุนนิยมไม่ใช่แกนกลางสำคัญของการรวมตัวทางความคิดของเขา เพราะในวงกว้างฝ่ายนี้ share กันเรื่องเสรีนิยมทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองเป็นสำคัญ ขวาเสรีนิยมจึงเป็นนิยามที่ดีกว่า
 
อีกด้านหนึ่ง ขวาจารีตนิยมเองเกาะกลุ่มกันด้วยแนวคิดจารีตนิยมจริง แต่ลึกๆ กลุ่มนี้มิได้ต้านทุนนิยมโดยเนื้อแท้ หากแต่ต้องการทุนนิยมแบบที่ตนเป็นกลุ่มหลักในการแสวงประโยชน์จากโลกาภิวัตน์ การมีนักการเมืองซึ่งได้อำนาจมาโดยระบบอีกทั้งเป็นกลุ่มคนแรกที่ก้าวออกไปหาประโยชน์จากโลกาภิวัตน์แทนพวกตนจึงเป็นสิ่งที่กลุ่มนี้รับไม่ได้  การหันไปส่งเสริมจารีตนิยมของพวกเขาเป็นไปเพื่อการกดขี่ทางอุดมการณ์ เพื่อกดให้คนระดับล่างจมอยู่ในโลกทัศน์ที่ไม่อาจกบฎต่อพวกเขา  เขาชิงชังนักการเมืองไม่ใช่เฉพาะเรื่องชาติวุฒิ-คุณวุฒิ แต่เบื้องลึกคือนักการเมืองพยายามสร้างโลกทัศน์ใหม่ที่เอื้อต่อการกบฎต่อฝ่ายจารีตนิยมผ่านระบบการเลือกตั้ง ซึ่งทำให้พวกขวาอำนาจนิยมเสียบทบาทนำทางสังคม  จึงเห็นได้ชัดว่าพวกเขาต้องทำลายล้างนักการเมืองทุกวิธีการ (by all means)
 
แนวโน้มการกดขี่ทางอุดมการณ์และเศรษฐกิจนี้เองที่ทำให้ผมมองว่า คำว่า ขวาจารีตนิยม ไม่กว้างพอ  แต่คำว่า ขวาอำนาจนิยม เหมาะสมกว่า เพราะอำนาจนิยมหมายถึงการนิยมใช้อำนาจที่เหนือกว่าตัดสินอะไรแทนสังคม (เช่น การปฏิเสธรัฐบาลที่ชนะคะแนนเสียงเลือกตั้ง นายกพระราชทาน) และสนใจเพียงกระบวนการมีส่วนร่วมแบบจอมปลอม (เช่น พันธมิตรฯ อ้างว่าชัยชนะของพวกตนคือชัยชนะของประชาชน)
 
เมื่อกล่าวถึงเรื่อง ขวาๆ ซ้ายๆ ทำให้ผมนึกถึงวิวาทะระหว่าง ธงชัย วินิจจะกูล กับ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ต่อข้อเขียนของธงชัยเรื่อง "ทำความเข้าใจ ‘ซ้าย’ – ‘ขวา’ สามัคคี" ซึ่งอธิบายปรากฏการณ์ที่ซ้ายเก่าจำนวนมากร่วมมือกับฝ่ายขวาจารีตนิยมในการต่อต้านรัฐบาลทักษิณในฐานะตัวแทนของภัยทุนนิยม-โลกาภิวัตน์  แต่สมศักดิ์เห็นว่า ภัยทุนนิยมนั้นไม่ถือเป็นปัจจัยที่เพียงพอ (sufficient) จะเป็นแกนหลักให้สองกลุ่มนี้มารวมกัน  หากแต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหมู่อดีตฝ่ายซ้ายเอง ตามคำของเขาความเปลี่ยนแปลงนั้นคือ reconciliation with the Monachy
 
ย้อนกลับไปที่ข้อเสนอของสุรชาติเกี่ยวกับไตรสรณคมน์ของ ขวาอำนาจนิยม และ ขวาเสรีนิยม แม้สุรชาติไม่ได้เอ่ยถึงความเปลี่ยนแปลงของฝ่ายซ้าย แต่ข้อเสนอของเขามีประโยชน์ตรงที่เราสามารถตรวจสอบแกนความคิดของขวาทั้งสองแบบ แล้ว trace ว่าอดีตซ้ายนั้นผันตัวไปอิงกับแกนความคิดของขวาแบบไหน ซึ่งท้ายที่สุดจะเห็นว่าอดีตซ้ายผสานตัวเข้ากับขวาอำนาจนิยมมากกว่า และแน่นอนว่าแรงดึงดูดพวกเขาย่อมมีมากกว่าการต่อต้านทุนนิยม-โลกาภิวัตน์ เพราะเขาได้ share เรื่องจารีตนิยม (และอาจรวมถึงทหารนิยม) เข้าไปเต็มๆ  ซึ่งสอดคล้องกับข้อเสนอของสมศักดิ์มากกว่าธงชัย
 
อย่างไรก็ดี ข้อคิดเห็นของสุรชาติสอดรับกับนักวิชาการนิติศาสตร์ทั้งสองรายข้างต้นที่ผมเอ่ยถึง สุรชาติระบุว่า "กระแสขวาใหม่ในลักษณะของ "ขวาอำนาจนิยม" เช่นที่กล่างถึงในข้างต้นนั้น มีกลไกสำคัญ 2 อย่างที่ใช้ในการสร้างอำนาจเพื่อให้เกิดพลังในการต่อสู้กับการเมืองแบบเลือกตั้ง ได้แก่  4.1 การขยายบทบาททางการเมืองของสถาบันตุลาการ หรือที่เรียกกันว่า "ตุลาการภิวัตน์" ซึ่งก็หวังว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลดำเนินการผ่านกระบวนการทางกฎหมาย แทนตัวแบบของการยึดอำนาจเช่นในอดีต…."
 
อีกครั้ง ที่มีการยืนยันชัดเจนถึงการใช้ระบบตุลาการเพื่อเป้าหมายการเอาชนะทางการเมือง!!!  แล้วจะเหลือหลักการให้เชื่อมั่นได้อย่างไร
 
4.
 
ระหว่างที่จิตวนเวียนอยู่กับเรื่องการปะทะทางความคิดในสังคม ผมได้พบตัวอย่างการถกเถียงที่เป็นตัวอย่างที่ดีมากของแนวคิดที่ ""ขวาอำนาจนิยม"
 
เริ่มจากนักเขียนนามปากกา คำ ผกา แห่งมติชนสุดสัปดาห์เขียนบทความเรื่อง ประชาธิปไตยชั้นประถม (มติชนสุดสัปดาห์ 5 – 11 กันยายน 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1464) เต็มไปด้วยข้อคิดเห็นที่ตรงและเผ็ดร้อน (แนะนำให้อ่านให้ได้) เธอพยายามให้ภาพของการปรุงแต่งประชาธิปไตยเพื่อให้ตรงกับจริตของฝ่ายนิยมคุณธรรมทั้งหลาย มีการนำคำว่า อารยะขัดขืน คำว่าเราจะสู้เพื่อในหลวง คำว่านักรบศรีวิชัย คำว่าประชาภิวัตน์ คำว่าการเมืองใหม่ 70-30 ไปร่วมกับคำว่า ประชาธิไตย  สอดคล้องกับข้อเสนอของเธอก่อนหน้านี้ว่า คนจำนวนหนึ่งมี "ต่อมรังเกียจนักการเมือง" คำพวกนี้ล้วนแต่หวังจะนำมาปรุงแต่งประชาธิปไตยให้ตรงกับจริตของพวกเขาและเฉือนนักการเมืองในระบบเลือกตั้งทิ้งราวกับเนื้อร้าย  
 
ในแง่การปลุกเร้า คำประเภท กู้ชาติ จงรักภักดี สู้เพื่อในหลวง เสียกรุง กอบกู้ดินแดน คนที่มาดร้ายต่อแผ่นดิน ฯลฯ เธอเห็นว่าคำเหล่านี้ซึ่งควรจะอยู่ในเวทีละครอิงประวัติศาสตร์ แต่กลับมาโลดโผนอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงได้เพราะมัน "ถูกจริตคนที่ถูกหล่อหลอมมากับประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับลิเก เตร๊ง เตรง เตร่ง เตร๊ง เสียเหลือเกิน"
 
แต่ความตรงของเธอนั้น ย่อมมิพ้นความไม่พอใจของพวก "ขวาอำนาจนิยม"
 
ในมติชนสุดสัปดาห์ 19 – 25 กันยายน 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1466  หน้าบทบรรณาธิการ มีผู้อ่านเขียนจดหมายมาท้วงติงบทความของคำ ผกา ทันที แถมด้วยข้อหาว่า "ขาดความรู้เชิงทฤษฎีและข้อเท็จจริง" โดยผู้อ่านท่านนั้นไม่เห็นด้วยเรื่อง พระมหากษัตริย์เป็นประมุขในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น ไม่มีบทบาททางการเมือง เพราะสำหรับผู้อ่านรายนี้ "พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจ 3 อย่างได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ"  ผมกลับเห็นว่า คุณผู้อ่านรายนี้เองควรไปทำความเข้าใจกับทฤษฎี "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน" เสียก่อน และต้องทำความเข้าใจอย่างยิ่งกับทฤษฎีประชาธิปไตยแบบรัฐสภาซึ่งถือกษัตริย์เป็นตัวแทนของอำนาจอธิปไตยในแบบบุคคลาธิษฐาน มิใช่การถืออำนาจนั้นในลักษณะสมบัติส่วนพระองค์
 
ก็เพราะมีมวลชนที่เป็น "ขวาอำนาจนิยม" แบบนี้  ไม่แปลกเลยที่กระบวนการตุลาการภิวัตน์จึงออกมาในรูปแบบที่ถูกวิจารณ์ไว้ข้างต้น
 
นอกจากนี้ ผู้อ่านท่านนั้นเห็นว่าคำว่า คลั่ง ต้องใช้กับสิ่งที่มีความหมายทางลบ  ดังนั้น การใช้คำว่า คลั่งเสด็จพ่อร.5 คลั่งหลวงพ่อคูณ คลั่ง Wrist band สีเหลือง จึงไม่เหมาะสม   อีกทั้งการวิจารณ์การสวมเสื้อเหลือง ฟ้า ชมพู โดยใช้คำว่า "บ้าจี้" ตามใส่กันมั่วไปหมดราวกับประเทศกำลังจัดกีฬาสี ทำให้อ่านบทความนี้แล้วเสียความรู้สึกมากๆ
 
ใครที่ตามอ่านงานของคำ ผกา อย่างต่อเนื่องย่อมทราบดีว่า เธอมี "กึ๋น" ในการเขียนอย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะการวิพากษ์ภาวะดัดจริตของชนชั้นกลางและสูงในสังคมนี้ (ตัวอย่าง …ลองไม่เล่นกีฬาแล้วได้เหรียญสิคะ/ครับ คนอย่างผม/ดิฉัน จ้างให้พวกคุณก็ไม่แล  นั่งใกล้กันบนรถเมล์ยังเขยิบหนีเลยม้างงงงงงงงง อ้อ แต่เราคงไม่ได้เจอกันบนรถเมล์อยู่แล้ว หึ หึ)  ด้วยความมีกึ๋นระดับนี้ เธอย่อมไม่หวั่นไหวกับคำท้วงติงตื้นๆ เช่นนี้แน่นอน

 

ข้อยืนยันความไม่หวั่นไหวของเธอ คือ บทความเรื่อง วรรณกรรมขาดแคลน ของเธอนั่นเอง (มติชนสุดสัปดาห์ 19 – 25 กันยายน 2551 ปีที่ 28 ฉบับที่ 1466) ซึ่งให้ภาพว่า จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ความคิดและโลกทัศน์ด้านหนึ่งของเราคือการเรียนรู้ผ่านบทสนทนาในรูปแบบต่างๆ ที่ไหลเวียนในพื้นที่ของสังคม ซึ่งเธอเขียนว่า "จากการดำเนินชีวิตของเราร่วมกับคนอื่น ด้านหนึ่งมันมาจากการอ้างอิงจากเรื่องเล่าและวาทกรรมชุดต่างๆ ที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ฉันพบว่า สังคมไทยตอนนี้กำลังขาดแคลนความหลากหลายของวาทกรรมและเรื่องเล่าที่จะช่วยให้คนในสังคมหาที่อยู่ที่ยืนให้กับตนเองอย่างใกล้เคียงกับความจริง" และ "…เราขาดวรรณกรรมการเมืองที่ก้าวข้ามวาทกรรมที่ว่าด้วยบ้านเมืองจะดีหากได้คนดีมีศีลธรรมมาปกครอง หรือประชาธิปไตยแบบตะวันตกไม่เหมาะสมกับเมืองไทย คนไทย และวัฒนธรรมไทย ด้วย"
 
เรียกว่าเธอลงท้ายด้วยแง่มุมทางการเมืองอันแหลมคมได้เช่นเคย ทั้งยังทำให้ผมนึกถึงความขาดแคลนวรรณกรรมเกี่ยวกับศาล คือ เราไม่มี Court Drama และละเม็งละครที่เราดูกันไม่มีวรรณกรรมที่เผยภาพศาลหรือกระบวนการยุติธรรมในฐานะของปุถุชนทั่วไปที่มีตัณหา ศาลไทยจึงศักดิ์สิทธิ์และ untouchable  ยังไม่รวมถึงการผลิตซ้ำของคำกล่าวขานประเภท "พิพากษาภายใต้พระปรมาภิไธย" ราวกับว่าตนทำงาน "ต่างพระเนตรพระกรรณ" แบบละครจักรๆ วงศ์ๆ  ประกอบกับรากฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบบศาลเพิ่มพัฒนาโดย "เจ้า" (ต้องมีพระบิดา) และราชการแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือแม้แต่ปัจจุบันที่ศาลมีกรอบการทำงานอยู่ใต้ระบบราชการ  เมื่อรวมกันแล้วรากฐานและโครงสร้างของระบบตุลาการจึงยิ่งง่ายต่อการผสานเข้ากับพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยอย่างกลมกลืน
 
การวนเวียนนำเสนอและเสพความหมายของ "ศาล" ในฐานะการเคารพความศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ แทนที่สังคมจะเข้าใจกระบวนการยุติธรรมและระบบกฎหมายมหาชนในฐานะสิ่งประดิษฐ์ของรัฐสมัยใหม่ที่เน้นการปกป้องสิทธิของพลเมือง จึงมีส่วนเกื้อหนุนให้เกิดการสร้างและเสพความหมายของตุลาการภิวัตน์ในแนวทางอำนาจนิยมดังที่กล่าวมาข้างต้น
 
ถ้าใครจะเสนอว่าเรามีเปาบุ้นจิ้นให้ดู เหตุใดจึงกล่าวว่าขาดแคลนวรรณกรรมเกี่ยวกับแวดวงตุลาการ?  อาจต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า เปาบุ้นจิ้นมีมาก่อนพัฒนาการระบบกฎหมายมหาชนสมัยใหม่ และย้อนดูให้ดีๆ ว่าความยุติธรรมแบบในเรื่องเปาบุ้นจิ้นนั้น คุณธรรม-จริยธรรมของผู้พิพากษานั่นเองคือกฎหมาย
 
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง การชี้หน้าว่าใครเป็นคนเลวนั้นซับซ้อนกว่าการสืบหาผู้ร้ายในเปาบุ้นจิ้น ยังไม่รวมถึงความซับซ้อนของผลประโยชน์ในสังคมปัจจุบันที่หาได้ primitive แบบสังคมศักดินาของราชวงศ์ซ้อง  การเรียกร้องให้สังคมศรัทธาในจริยธรรมของตุลาการดังที่ศรัทธาตัวละครแบบเปาบุ้นจิ้นจึงเป็นเรื่องที่ไร้ความคิดและขัดกับอุดมคติของรัฐสมัยใหม่
 
คนกลุ่มเดียวที่รักจะศรัทธาตุลาการศาลในบริบทนี้อย่างเปี่ยมล้นก็เห็นจะมีแต่พวกศักดินาล้าหลัง เพราะมีวิธีคิดที่ล้าหลังพอกัน ละเลยพัฒนาการของระบบกฎหมายมหาชนเหมือนๆ กัน
 
5.
 
สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ตั้งคำถามไว้ในกระทู้ที่เว็บบอร์ดฟ้าเดียวกันว่า "พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ อะไร"  คำตอบที่เขาให้ไว้เอง คือ
 
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ ขบวนการการเมืองเพื่อเพิ่มอำนาจให้สถาบันกษัตริย์ และกลไกที่ล้อมรอบสถาบันกษัตริย์ที่สำคัญ คือ องคมนตรี, กองทัพ, ตุลาการ
 
ผมคัดลอกมาเพราะเห็นว่าเป็นนิยามที่ครอบคลุมข้อเท็จจริงเป็นอย่างดี แต่เมื่อมันดีแน่นอนที่ย่อมขัดใจพวก "ขวาโคตรๆ" แบบพวกขวาอำนาจนิยม เพราะพวกนี้มีข้อขัดแย้งในตนเองโดยเห็นได้จากพวกเขานิยมหนังสือ พระราชอำนาจ ของ ประมวล รุจนเสรี ที่สมาทานเรื่องอำนาจของสถาบันกษัตริย์มาจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสอบตกเรื่องหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชน หรือล่าสุดสนธิ ลิ้มทองกุล เสนอว่า การโยกย้ายนายทหารควรเป็นพระราชอำนาจเพราะทรงเป็น "จอมทัพไทย" ขั้นตอนการเสนอชื่อจะต้องไม่เกี่ยวกับฝ่ายการเมือง   แต่ในอีกทางหนึ่ง คนพวกนี้ต้องเชื่อและป่าวประกาศโดยสนิทใจว่า พระมหากษัตริย์อยู่เหนือการเมือง (วลีนี้โดยตัวมันเองมีการตีความที่กำกวมในหลายโอกาส) ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง  เพราะไม่เคยคิดจะยอมรับประวัติศาสตร์นิพนธ์ที่นำเสนอการต่อสู้ทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์และฝ่ายนิยมเจ้าภายหลังปฏิวัติ 2475  ทำให้ความเชื่อและความต้องการของพวกเขาขัดแย้งกันเองในระดับพื้นฐาน
 
ถึงที่สุดแล้ว ปัญหาของการมีวิธีคิดแบบขวาจารีตนิยม-ขวาอำนาจนิยมนี้ คือ การจงใจละเลยหลักอำนาจอธิปไตยของปวงชนและเลยการออกแบบสถาบันที่ให้กษัตริย์เป็นตัวแทนของอำนาจดังกล่าวในเชิงสัญลักษณ์  เมื่อละเลยแล้วทำให้พวกเขาสามารถเพลิดเพลินกับแนวคิดของรัฐจารีตประเพณีโบราณที่อำนาจต้องตกกับกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมเสมอ อีกทั้งเพลิดเพลินกับประวัติศาสตร์ชาติไทยฉบับลิเกด้วย
 
สมศักดิ์กล่าวถูกต้องอย่างมากเกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของสถาบันแวดล้อมเหล่านั้น ที่สำคัญและน่าชิงชังคือสถาบันเหล่านั้นพยายามสร้างภาวะความแตะต้องไม่ได้มากขึ้นๆ โดยคาถาที่เอามาเป็นเกราะล้วนแล้วแต่เป็นคติแบบจารีตโบราณ (หมิ่นองคมนตรี, หมิ่น-ไม่เคารพคำตัดสินศาล, ทหารของพระราชา)
 
………………………
 
 
เนื้อหาส่วนมากของข้อเขียนนี้อุทิศให้กับการวิพากษ์กระบวนการศาล อาจเพราะการขยายปริมณฑลทางอำนาจของฝ่ายตุลาการในขณะนี้มีความชัดเจนมากที่สุด  แต่เหนือไปกว่านั้นข้อเขียนนี้พยายามชี้ให้เห็นการขยายตัวของกลุ่มพลังที่เรียกว่า "ขวาอำนาจนิยม" ซึ่งศาลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของฝ่ายนี้  หากใช้คำว่าพลังศักดินา-อำมาตยาธิปไตยก็มิน่าที่จะผิดนัก ในแง่ที่ว่าสถาบันในสังกัด (พวกนิยมเจ้า, กองทัพ, ระบบราชการ, ฝ่ายตุลาการ, Network Monachy, นักวิชาการขวา, พันธมิตรฯ) ส่วนมากมีรากเหง้ามาจากศักดินาและอำมาตย์  แต่เนื่องจากบางสถาบันที่เข้าไปสังกัดมีฐานคิดที่เคยโปรเสรีนิยมมาก่อนด้วย เช่น ในส่วนของ Network Monach หรือพันธมิตรฯ ผมจึงเห็นว่า การเรียกพวกเขาว่า "ขวาอำนาจนิยม" นั้นครอบคลุมประพฤติกรรมที่พวกเขาเป็นอยู่ได้ดีกว่า เพราะแม้ข้อเสนอที่ฟังดูดี เช่น ปฏิรูปการเมืองครั้งใหม่มีประเวศเป็นประธาน  แม้จะไม่ใช่การเรียกรองให้ทหารใช้อำนาจเช่นเดิม (หรือเพราะทหารไม่เอาด้วย?) แต่ก็แฝงอำนาจนิยมในแง่ว่าจะต้องเป็นคนที่เขาเสนอและทราบว่าจะเข้าไปเสนอตามแนวทางที่เขาต้องการ มิพักต้องพูดถึงแนวคิดอำนาจนิยมดูถูกคนจนที่สลัดไม่หลุดออกจากข้อเสนอต่างๆ ของพวกเขา  การปฏิเสธนักการเมืองนอกจากเรื่องทุจริตแล้วยังปฏิเสธไม่ได้ว่ารวมถึงการไม่เคารพวิจารณญาณผู้เลือกตั้งชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบทไว้ด้วย (โง่-จน-เจ็บ และขายเสียง) ต้องให้ผู้ทรงศีลธรรมอย่างพวกเขาเท่านั้นเกี่ยวข้องในกระบวนการอำนาจ (เผด็จการโดยธรรม?)
 
(นึกแล้วอยากให้ นิธิ ผู้มองสังคมไทยได้อย่างถึงรากถึงแก่นช่วยเขียนบทความ "วัฒนธรรมคนอย่างประเวศ" หรือ "วัฒนธรรมคนอย่างสนธิ" ดูบ้าง หลังจากที่เคยเขียนเรื่อง วัฒนธรรมคนอย่างทักษิณ จนโด่งดังมาแล้ว …แต่คิดดูอีกที ถ้าเขียนตามที่เสนอจริงมันจะกลายเป็นการเปิดเผย "วัฒนธรรมคนอย่างนิธิ" แทน)
 
การเอ่ยอ้างคุณธรรม-จริยธรรมในการต่อสู้ทางการเมืองขณะนี้กลายเป็นฐานของวัฒนธรรมอำนาจนิยมไปแล้ว เสื้อคลุมคุณธรรมที่นอกจากพวกขวาอำนาจนิยมจะใช้ห่อหุ้มร่างกาย มันยังผืนใหญ่จนบังหน้าและปิดบังสายตาของพวกเขาเองด้วย
 
การจะหลุดพ้นจากวาทกรรมที่ฝ่ายขวาอำนาจนิยมใช้ครอบงำสังคม ต้องอาศัยตรรกะทางความคิดที่ดีพอจะดิ้นรนออกจากความเคยชินทางความคิดระดับทั่วๆ ไปในสังคมเสียก่อน เมื่อมีโอกาสศึกษาประวัติศาสตร์และประวัติแนวคิดทางการเมือง-เศรษฐกิจ ก็จะยิ่งทำให้ความแหลมคมของสายตา ความคมคายของการให้ตรรกะและเหตุผล มีมากขึ้นไปอีก
 
ในมุมมองของผม บุคลากรในรุ่นถัดไปของสังคมควรจะถูกหล่อหลอมด้วยการศึกษาที่เพิ่มพูนในสิ่งเหล่านี้ เพราะสังคมปัจจุบันแสดงให้เห็นแล้วว่า การหล่อหลอมความคิดคนหมู่มากให้เคยชินกับวาทกรรมของฝ่ายขวาอำนาจนิยมได้สร้างปัญหาแก่บ้านเมืองมากเพียงใด
 
ขอให้คนรุ่นใหม่ได้รับสิ่งที่ผมคาดหวังเถิด!!!
 
___________________
 
หมายเหตุ  ในโอกาสที่ Q อายุครบสัปดาห์
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s