ปรัชญาประวัติศาสตร์สองแนวทาง

(แม้ว่าผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ผมคิดว่าน่าจะเอาแนวคิดที่ใช้ตอบข้อสอบมาบันทึกไว้ แม้จะจำได้เพียงลางๆ)
 
ปรัชญาประวัติศาสตร์ 2 แนวทางประกอบด้วย  Speculative Philosophy of History กับ  Critical Philosophy of History
 
สาย Speculative คือ พวกที่เชื่อเกี่ยวกับแบบแผนบาง (pattern) ประการที่มีความแน่นอนซึ่งทำให้คาดการณ์ (speculate) ได้หากเราทราบแบบแผนนั้นๆ  แนวคิดนี้จึงมองการศึกษาประวัติศาสตร์ว่า ศึกษาเพื่อหาแบบแผน และสามารถหาความจริง (Truth) เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ได้ผ่านแบบแผนที่ค้นพบ โดยจะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตด้วย   แนวคิดนี้ค่อนข้างได้รับอิทธิพลจากปรัชญาแนวเหตุผลนิยม (Rationalism) ในยุค Enlightenment เพราะยุคนั้นมีความเชื่อมั่นว่าธรรมชาติถูกสร้างขึ้นมาอย่างมีแบบแผนและมนุษย์สามารถเข้าใจมันได้ เมื่อมนุษย์มีเหตุผลการดำเนินไปของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ย่อมต้องมีเหตุผลอยู่ด้วยเช่นกัน
 
ต้องเน้นด้วยว่า แนวคิดนี้ได้รับอิทธิผลจากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) อย่างมาก ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์ในการอธิบายโลกถือเป็นแรงจูงใจให้เกิดความพยายามที่จะอธิบายประวัติศาสตร์กับพฤติกรรมของมนุษย์และสังคมด้วยความเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างที่วิทยาศาสตร์อธิบายโลก
 
สาย Critical ปฏิเสธความเชื่อเกี่ยวกับการค้นหา Truth หรือแบบแผนของประวัติศาสตร์  ในเชิงปรัชญา มุมมองของสายนี้จะอิงอยู่กับการมองโลกแบบ Epistemology ซึ่งมุ่งเน้นที่การเข้าใจตัวองค์ความรู้ต่างๆ ว่า มีที่มาอย่างไร ทำไมมนุษย์จึงเชื่อเช่นนั้น   เมื่อนำสายตาเช่นนั้นมามองประวัติศาสตร์ จึงเกิดความสนใจว่า เหตุใดมนุษย์จึงเชื่อในรูปแบบของประวัติศาสตร์แบบหนึ่งๆ อะไรคือแรงขับหรือเงื่อนไขที่บ่มเพาะให้เกิดมุมมองและความเชื่อเช่นนั้น ที่มาของความคิดและความเชื่อแบบต่างๆ เกิดจากอะไร
 
สำหรับแนวคิดนี้ ไม่เชื่อว่าเราสามารถหา Truth ทางประวัติศาสตร์ได้ เพราะหลักฐานและการสร้าง/ การเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ล้วนถูกเจือปนและสะท้อนความคิดเห็นของนักประวัติศาสตร์เอง หาใช่การนำ Truth มาบรรจุไว้ได้ในตัวบท
 
แนวคิดขั้วตรงข้ามกันนี้เกี่ยวพันกับภูมิปัญญาทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน เพราะวงวิชาการทางปรัชญาประวัติศาสตร์อยู่ท่ามกลางการถกเถียงระหว่างสายความคิดทั้งสองนี้
 
กล่าวให้ถึงที่สุด แนวคิดคู่ตรงข้ามนี้คือการปะทะทางความเชื่อระหว่างไอเดียเรื่อง Subjectivity (อัตวิสัย) กับ Objectivity (ภววิสัย) นั่นเอง
 
สาย Speculative กล่าวให้ถึงที่สุดคือการเชื่อใน objectivity คือ เชื่อว่า object เป็น object จริงๆ ถ้ามีการศึกษาที่ถูกต้องย่อมค้นหาความจริงออกมาจาก object ได้    แนวคิดนี้สะท้อนลักษณะของวิทยาศาสตร์ตรงที่ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์สามารถที่จะ treat object เป็น object จริงๆ และแยกขาดจากผู้ทำการศึกษา  หากผู้ศึกษาไม่มีอคติใดๆ เมื่อมาศึกษาและทดลองเหมือนกัน ย่อมได้ผลลัพธ์เหมือนกัน (ต้มน้ำต้องเดือดที่ 100 องศา ที่ระดับน้ำทะเล ไม่ว่าเอาใครมาต้ม)  ซึ่งประวัติศาสตร์ก็เหมือนกับ object อย่างหนึ่งที่ถ้านักประวัติศาสตร์ศึกษามันอย่างปราศจากอคติและมีการวิพากษ์หลักฐานอย่างน่าเชื่อถือแล้ว ย่อมจะสามารถเอาความจริงออกมาตีแผ่ได้ ให้หลักฐานพูดด้วยตนเอง  นักคิดในศตวรรษที่ 18 – 19 จำนวนมากเชื่อในเรื่องแบบแผน (pattern) ของประวัติศาสตร์เพราะเชื่อในความเป็นภววิสัยที่มีแบบแผนบางอย่างที่มีความแน่นอนแฝงอยู่
 
สาย Critical ถึงที่สุดแล้วคือพวกที่เชื่อในอิทธิพลของ subject นั่นคือ มนุษย์นั้นถูกหล่อหลอมมาโดยสังคม มีปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขกำหนดวิธีคิดและมุมมองต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว  การทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งประวัติศาสตร์เป็นการทำไปโดยมีพื้นฐานความคิดเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว   ในทางประวัติศาสตร์ แนวคิดนี้จึงมองว่าเราไม่สามารถเข้าถึง Truth ได้ ประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างโดยนักประวัติศาสตร์นั้นก็คือการสื่อมุมมองและความเข้าใจของนักประวัติศาสตร์เอง และไม่มีทางตรงกับเหตุการณ์ในอดีตจริงๆ ได้อย่างแท้จริง หรือตัวบท (text) ไม่มีทางสร้างให้ contain ความจริงได้เท่ากับตัวเหตุการณ์นั้นได้จริงๆ  การศึกษาประวัติศาสตร์ในแนวนี้จึงมุ่งเน้นที่การตีแผ่เงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่มีผลต่อมุมมองของนักประวัติศาสตร์ว่าเหตุใดเขาจึงคิด / เชื่อ / เขียน งานทางประวัติศาสตร์ออกมาเช่นนั้นได้ แทนที่จะไปนั่งหา Truth จากตัวหลักฐานซึ่งไม่มีวันทำได้จริง
 
แน่นอนว่า แม้ Speculative Philosophy of History จะโดนโจมตีหนัก ด้วยปรากฏว่าเมื่อพ้นศตวรรษที่ 19 มาแล้ว โลกมิได้ดำเนินไปตามทางที่ปราชญ์หลายๆ คนสร้างทฤษฎีไว้   แต่ในส่วนของ Critical Philosophy of History เองก็ถูกโจมตีด้วยว่า ถ้าคิดแบบนั้น ต่อไปคงไม่ต้องสร้างงานทางประวัติศาสตร์อีก เพราะอ่านไปก็ไม่ได้เข้าใจอดีตหรือ Truth ได้จริง เพราะงานทางประวัติศาสตร์เพียงแต่สะท้อนปัจจุบันหรือใช้ค้นหาแนวคิดเบื้องหลังของนักประวัติศาสตร์ได้เท่านั้น
 
ตัวอย่างงานเขียนทางประวัติศาสตร์ เช่น Metahistory ของ Hayden White ซึ่งตีแผ่ว่าการสร้างงานเขียนทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ต่างจากการสร้างงานวรรณกรรม เพราะต้องมีทั้ง selection evaluation ฯลฯ ระหว่างที่ผู้เขียนปฏิสัมพันธ์กับหลักฐาน  เมื่อเอามาสร้างงานเขียนก็ต้องเลือกว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน เดินเรื่องยังไง มี plot ในการเล่า แบบเดียวกับที่เขียนงานวรรณกรรม  ต่างกันแค่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าสิงที่ตนเขียนตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงของหลักฐาน โดยไม่ทันนึกว่าหลักฐานเองผ่านมุมมองของคนกี่รุ่นไม่รู้ต่อกี่รุ่นและมีอคติเจือปนอยู่ด้วย   แนวคิดของ White คือตัวอย่างของฝ่าย Critical Philosophy of History ที่สำคัญ เพราะลงไปค้นที่แนวคิดเบื้องหลังกระบวนการสร้างงานเขียน โดยไม่ได้มุ่งหา Truth เกี่ยวกับอดีตเลย
 
อันที่จริง ลักษณะของการมี controversy ในทางวิชาการนั้นไม่ได้เกิดแต่เฉพาะกับวิชาประวัติศาสตร์   ยกตัวอย่างวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีหลายสำนักคิดซึ่งจนถึงบัดนี้ยังไม่มีข้อสรุปในบางเรื่อง เช่น อิทธิพลของดอกเบี้ยต่อความต้องการถือเงิน ซึ่งสำนัก Classic ถือว่าดอกเบี้ยมีอิทธิพล 100%  แต่ฝ่าย Keyensian ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญ  ซึ่งประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเองได้บ่งชี้ว่าบางช่วงการใช้ทฤษฎีแบบ Keyensian ได้ผลดีกว่า บางช่วงเอาตามสำนัก Monetarism (Classic กลายๆ) ดีกว่า ซึ่งไม่มีข้อสรุปว่าใครถูกกว่า
 
กับแวดวงประวัติศาสตร์ก็มีท่วงทำนองที่คล้ายกัน  แม้ว่าแนวคิดสาย Critical Philosophy of History จะถูกนำเสนอมานานแล้วแต่พิจารณาดูตลาดหนังสือจะเห็นว่าทุกๆ ปีมีการผลิตงานขียนทางประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวในอดีตออกมาอย่างมากและยังคงยังมีผู้ติดตามอ่านอยู่นั่นเอง หรือความตื่นเต้นหากมีการค้นพบหลักฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องใดๆ แล้วนำมาผลิตงานทางประวัติศาสตร์ที่อ้างว่าจริงกว่าเดิมเพราะเพิ่มหลักฐานใหม่ที่คนอื่นไม่เคยพบมาก่อน  ดังนั้น ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความกระหายอยากรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในอดีต การผลิตงานเขียนทางประวัติศาสตร์เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ย่อมหยุดยั้งไม่ได้   แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่างานเขียนต่างๆ ที่ถูกสร้างนั้นสะท้อนวิธีคิดของคนเขียนมากกว่าจะบรรจุ Truth เอาไว้ แต่เราก็ยังพบเห็นงานเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตที่ขายได้อยู่ดี
 
สรุปแล้วปรัชญาประวัติศาสตร์ทั้งสองแนวทางต่างมีประเด็นปัญหาของตน 
 
Speculative Philosophy of History มีปัญหาว่า เป้าหมายดี (หา pattern ที่ใช้เข้าใจอดีตจนอนาคต) ถ้าทำได้จริงจะดีมาก  แต่มันทำไม่ได้จริงๆ แล้วผลิตงานแนวนั้นออกมาทำไม?
 
Critical Philosophy of History มีปัญหาว่า วิจารณ์ถูกจุด วิเคราะห์กระบวนการสร้างจนต้องคล้อยตามว่าอย่าเชื่อนักประวัติศาสตร์จนเกินไปว่าจะสามารถค้นหาความจริงมาเปิดเผยให้เราทราบได้  แต่ถ้าเช่นนั้น เราจะนั่งเขียนประวัติศาสตร์ไปทำไม?
 
เรื่องนี้จึงเหมือน irony คือ ปรัชญาประวัติศาสตร์มุ่งที่จะหาความจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจในการกำหนดเป้าหมายของการศึกษาประวัติศาสตร์  แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อศึกษาตามปรัชญาทั้งสองแนวทางแล้ว กลับพบกับคำถามที่ท้าทาย (และเป็นคำถามเดียวกัน) ว่า "จะผลิตงานทางประวัติศาสตร์ไปทำไม?" (เพราะไม่ได้ truth อยู่ดีไม่ว่าจะเดินแนวทางไหน)
 
แต่ทางออกที่ค่อนข้าง realistic และเกิดขึ้นจริงแล้วด้วย คือ การปล่อยให้การโต้แย้งทางปรัชญานี้อยู่ในปริมณฑลทางวิชาการและภูมิปัญญา (บางทีก็ทำเป็นลืมๆ ไปบ้าง)  ส่วนในโลกของคนทั่วไปหรือแม้แต่คนส่วนใหญ่ในวงวิชาการประวัติศาสตร์เองก็ทุ่มเทเวลาไปกับการศึกษางานที่อธิบายประวัติศาสตร์หรือเข้าใจอดีตต่อไป (แม้จะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างว่างานของตนนั้นมี objectivity จริงๆ)
 
…..
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s