รอคัมภีร์ทานตะวันสำแดงผล ป่านนั้นผู้คนก็แปรผัน

 
ผมตามข่าวเรื่องรัฐบาลเต้นผางกรณีคุณจอมสัมภาษณ์ทักษิณออกวิทยุ 100.5 ของอสมท. อย่างผิวเผิน
 
มาอ่านข่าววิเคราะห์ของไทยรัฐเมื่อวานอยากรู้ว่ามันจะอะไรกันนักหนา จับความได้ว่าที่เป็นประเด็นเพราะดันไปสัมภาษณ์ชนเวลากับรายการเชื่อมั่นประเทศไทยของอภิสิทธิ์ จึงขโมยเรตติ้งอย่างมหาศาล
 
เจิมศักดิ์เจ้าเก่าออกมาเต้นไปด้วยตามคาด ผมไม่ได้อ่านเต็มๆ แต่อ่านจากข้อเขียนของ "นักปรัชญาชายขอบ" ในประชาไท argument ของเจิมศักดิ์ (ซึ่งพอจะเป็นตัวแทนของ argument ทำนองเดียวกันของฝ่ายอำมาตย์) ไม่พ้นไปจากเรื่อง ปล่อยนักโทษมีคดีติดตัวพูดได้ยังไง? พูดแล้วมีแต่บ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรม
 
(เรื่องนี้ วิญญูชนย่อมทราบว่า คำพิพากษาเป็นสิ่งวิจารณ์ได้เพราะเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ไว้บูชา และผู้ต้องโทษก็มีสิทธิวิจารณ์ความไม่เป็นธรรมที่เขาได้รับเช่นกัน  กฎหมายมีทั้งที่ดีและที่เลว ที่ควรแก้ ที่ควรเลิก ก็มาก เช่น พวกปว. ห่วยๆ  ไม่ใช่แปลว่าขึ้นชื่อว่ากฎหมายแล้วต้องบูชาไปหมด  ….กล่าวให้ถึงที่สุด กฎหมายพึงศักดิ์สิทธิ์เพราะได้แสดงให้เห็นว่ามันอำนวยความเป็นธรรมแก่สังคมอย่างไร ไม่ใช่เพียงเพราะใครๆ เรียกมันว่ากฎหมาย และพวกหน้าด้านที่ไหนๆ จะใช้อำนาจดิบเถื่อนร่างมันขึ้นมากก็ได้)
 
จากนั้นไม่นาน วันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 52 การเมืองถูกสำทับด้วยข่าวเรื่อง ปปช. ชี้มูลความผิดนายกสมชาย บิ๊กจิ๋ว พัชรวาท และอดีตผบช.น.   มีเสียงร่ำเรื่องสองมาตรฐาน แต่บางคนบอกว่ามาตรฐานเดียวเนี่ยแหละ เพียงแต่ว่ามาตรฐานนั้นคือ "ถ้าไม่ใช่พวกกู ผิดหมด"!!!
 
จากการเฝ้าติดตามการเมืองหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมา  ผมมองว่าประเทศนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ  เมื่อมีโอกาสได้ติดตามข่าวจากสื่อในค่ายเสื้อแดงและสื่อนอกกระแสหลัก (สื่อต่างชาติและวงวิชาการอย่าง New Mandala)  ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่า ฝ่ายอำมาตย์ไม่รู้ตัวหรือว่าการวิพากษ์กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐานนั้นไปไกลขนาดไหน  ที่จริงเขาคงทราบบ้างไม่งั้นกรณีอย่างการ censor ไม่ให้วางขายสื่อนอกบางหัวคงไม่ทำอย่างรวดเร็ว แต่การคิดว่าจะนำอุดมการณ์รัฐชาติแบบเดิมๆ ไปกดทับไว้ (เพื่อแก้ปัญหา) เป็นเรื่องน่าขัน
 
สื่อในค่ายเสื้อแดงมีพัฒนาการสำคัญอย่างหนึ่งในมุมมองของผม นั่นคือการพัฒนา argument ต่างๆ อย่างมีน้ำหนัก  สื่อกระแสหลักยังจมปลักกับการโหมใช่อุดมการณ์รัฐชาติแบบโบราณล้าหลัง ยังวนอยู่กับความกังวลเรื่องทำลายชาติ ขายชาติ  โดยไม่เคยสำเหนียกว่าวาทกรรมเหล่านั้นเป็นการพยายามครอบงำทางการเมืองของพวกจารีตนิยม-อนุรักษ์นิยมและปิดปากความเห็นที่แตกต่างโดยอาศัยเรื่องชาติ
 
ในระยะยาว การหลุดพ้นจากการกดขี่ทางอุดมการณ์แบบนี้สำคัญมากๆ  แม้สื่อในค่ายเสื้อแดงและสื่ออิสระแท้ยังมีบ้างที่ยก argument มาโต้อย่างสะเปะสะปะ  แต่โดยภาพรวมผมคิดว่ามีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่าทศวรรษก่อนๆ หน้านี้  และแน่นอน เมื่อสื่อพูดแบบนี้ออกมาได้ คนเสพก็จะพัฒนาตัวเองไปด้วย  การเปิดสายให้ทางบ้านแสดงความเห็นในหมู่สื่อเสื้อแดงบ่งว่า มีคนบางกลุ่มบางชนชั้นในบ้านเมืองที่ตื่นแล้วจริงๆ
 
กระบวนการนี้กินเวลาและยากลำบาก  การแตกแยกในหมู่เสื้อแดงเองถึงที่สุดก็มาจากประเด็นนี้ แกนนำบางส่วนพร้อมจะแตกหักกับฝ่ายจารีตนิยม-อนุรักษ์นิยม แกนนำบางส่วนกลับแสดงจุดยืนที่เชื่องลง ซึ่งสะท้อนถึงพลังของอุดมการณ์การเมืองเรื่องชาติแบบเอียงขวาสุดโต่งที่ปลูกฝังในสังคมมายาวนาน  คนที่พยายามจะดิ้นให้หลุดจากมันใหม่ๆ จะรู้สึกถึง identity crisis และความแปลกแยกกับคนรอบข้างอย่างเลี่ยงไม่ได้  (เกษียรนิยามพวกนี้ประมาณว่าเก็บกด อยู่หน้าคอมแสดงออกพลุ่งพล่าน  ออกไปทำงานเจอคนก็กลับเข้าไปในกระแสหลัก)
 
แต่ที่สำคัญกว่าเรื่องใดๆ คือ ขณะที่ฝ่ายกุมอำนาจพยายามกีดกันและกำจัดทักษิณทุกทาง  ราวกับว่าถ้าจับผีตัวนี้ลงหม้อได้แล้วสังคมจะคืนสู่สภาวะในอุดมคติของฝ่ายจารีตนิยม-อนุรักษ์นิยม  แต่ที่เขาอาจจะลืมไปคือ กว่าจะถึงตรงนั้น คนที่คิดได้, คนที่ตั้งคำถามกับวาทกรรมเดิมๆ, คนที่มองเห็นว่าอุดมการณ์ของรัฐที่เป็นอยู่นั้นโบราณและกดขี่, คนที่กล้าถามหาความเป็นธรรม, คนที่กังขาในนิยมผลประโยชน์ของชาติ (มันรวมทุกคนในชาติหรือแค่คนบางกลุ่ม), คนที่กล้าวิจารณ์พวก elite ผู้มีสถานะทางสังคมอันสูงส่ง, ฯลฯ  ได้เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน อย่างหยุดยั้งไม่ได้
 
เป็น irony ที่ว่า คุณขัดขวางทักษิณเพราะกลัวความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมีเชื้อจากทักษิณ  แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังกว่า กินวงกว้างกว่า และบ่อนทำลายรากฐานอุดมการณ์จารีตนิยมได้มากกว่า ทั้งยังปรากฎอยู่ตรงหน้าชัดๆ  คุณกลับมองไม่เห็นหรือไม่มีปัญญาจัดการกับมัน เช่น ประชาธิปัตย์ทำอะไรคุณเซียไม่ได้ (โดยส่วนตัว ผมชอบการ์ตูนคุณเซียมาก  และถือเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงที่ผมกล่าวมาข้างต้น…น่าดีใจที่มีผู้เสพในวงกว้าง)
 
……
 
ขอนอกเรื่องอีกหน่อยละกัน
 
สำหรับผู้อ่านกระบี่เย้ยยุทธจักร  เมื่อยิ่มอั้วเกี้ยทราบเจตนาชิงอำนาจของตังฮึงปุกป้าย จึงมอบคัมภีร์ทานตะวันให้ไปฝึกฝนด้วยทราบว่าเมื่อฝึกวิชาในคัมภีร์นั้นแล้วจะมีผลทำลายตัวเอง  แต่รอจนถึงป่านนั้น เขาก็สูญเสียอำนาจให้ตังฮึงปุกป้ายไปแล้ว ผู้คนที่หันไปเข้ากับตังฮึงปุกป้ายมีมากกว่าที่เขาคิด
 
นี่แหละ….รอคัมภีร์ทานตะวันสำแดงผล   ป่านนั้นผู้คนก็แปรผัน
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s