คลั่งเจ้า..ต้องคลั่ง

 
เรื่องการแต่งตั้งผบ.ตร. คนใหม่ในปี 2552 นี้ ช่างเป็นมหากาพย์สมคำของสื่อบางรายอย่างแท้จริง
 
ผมขอคัดลอกบทความที่ผมอ่านเจอใน Thai E-News (โดย Thai E-News ไปเอามาจาก เว็บนิวสกายไทยแลนด์ 19 ก.ย. 2552 อีกต่อหนึ่ง) ดังนี้
 
ทำไมผบ.ตร. ของอภิสิทธิ์จึงกลายเป็น "ศึกช้างชนช้าง"
 
มีคำถามมามากว่าทำไมการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ครั้งนี้จึงดูยุ่งยากสลับซับซ้อน ปิดๆ เปิดๆ กันมึนไปหมด จึงขออนุญาตแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนครับ

การเลือกผบ.ตร.เดิมทีไม่ได้มีความสำคัญถึงระดับ"ศึกช้างชนช้าง"หรือ"ศึกยุทธหัตถี"เช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ เริ่มต้นที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ซึ่งจะต้องมีการเกลี่ยและโยกย้ายกันจำนวนมาก อภิสิทธิ์(ปชป)ร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล(พรรคพันธมิตรการเมืองใหม่)ถือโอกาสวางแผนสมคบคิดสร้างฐานกันใหม่ในสำนักงานตำรวจเพื่อผลสร้างฐานเสียง คุ้มครองหัวคะแนนและผลประโยชน์มหาศาลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยจับมือกับกลุ่มทหารที่ต้องการเล่นการเมืองอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.ปัจจุบันก็ทำโผโยกย้ายหวังปูฐานเข้าสู่การเมืองเพื่อเป็นใหญ่เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่าต้องการล้างอิทธิพลทักษิณและตำรวจเสื้อแดงที่ทำตัวใส่"เกียร์ว่าง"ในขณะนี้

ฝ่ายอภิสิทธิ์และสนธิลิ้มได้สร้างวาทกรรม"เจอตอ"ในคดียิงสนธิ จากปากของพลตำรวจเอกธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.คนของสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหวังกดดันไปสู่การเปลี่ยนผบ.ตร.คนใหม่ แต่ก็เจอแรงต้าน ตอบโต้จากพัชรวาทและพวกสุดฤทธิ์ เกิดนิทานอีสปเรื่อง "หมาป่ากับลูกแกะ" ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเป็นตำนานต้องเล่าขานกันในวงการสีกากีและการเมืองไทยไปอีกนาน จนไม่สามารถปลด-ย้ายหรือกระทำการใดๆ ไม่ให้พัชรวาทยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายหรือปรับเกลี่ยตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่แต่อย่างใด

 
กระทั่งเมื่อใกล้วาระเกษียณอายุต้องสรรหาผบ.ตร.คนใหม่ อภิสิทธิ์ที่สมคบกับสนธิลิ้มจึงใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.ที่มีสิทธิเสนอชื่อผลักดันพลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ ในกำกับของสนธิลิ้มซึ่งได้ส่งลูกน้องไปเป็นหน้าห้องไว้ล่วงหน้าแล้ว หวังเปิดทางสะดวกในการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายวางฐานอำนาจกันใหม่ เพื่อรองรับพรรคการเมืองพันธมิตรและประชาธิปัตย์เจ้าเก่าตามแผนจับมือ กอดคอกันยึดรัฐสภาการเมืองไทยไว้ใต้อุ้งอำนาจ
 
แต่อนิจจา…"เมื่อฟ้าให้ปทีป(จะ)เกิดไยให้(มี)จุมพลเกิด(สอดแทรก)ด้วย"

พลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมายกลับได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมชิงตำแหน่งแข่งขันด้วย จากผลงานรับใช้ใกล้ชิดจนเป็นที่ไว้วางใจมาตั้งแต่ครั้งเป็นผู้การอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี

ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี ผู้รับมรดกจากฟ้าอย่างเป็นทางการจึงต้องการปูพื้นฐานในการขึ้นครองฟ้า วางฐานอำนาจรองรับภารกิจนี้โดย"ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ"เช่นที่มีกลุ่มอำมาตย์กำลังวางแผนกันอยู่ในขณะนี้

จึงเกิด"ข้อมูลพิเศษ"จากนิพนธ์ พร้อมพันธ์ เลขานายกรัฐมนตรีและสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแจ้งให้อภิสิทธิ์ได้รับทราบถึง"ข้อมูลพิเศษ"นี้ แต่ด้วยความโอหังและต้องการลดปมด้อย"เด็กเมื่อวานซืน"ที่ต้องรอแก๊สบ่มยังไม่บรรลุวุฒิภาวะผู้นำจึงทำเป็นละเลยไม่แยแสที่จะทำความกระจ่างชัด ดึงดันเสนอชื่อที่ไม่ใช่"ข้อมูลพิเศษ"ขอมา อาจจะเมื่อไปปรึกษากับสนธิลิ้มก็ได้รับการยืนยันว่าของลิ้มเป็น"ข้อมูลพิเศษที่พิเศษกว่า"ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องกลัว และชวนเองก็หนุนให้ไม่ต้องสนใจโดยอ้างว่าสมัยเป็นนายกก็เคยขัดใจ"ข้อมูลพิเศษ""ไม่เห็นจะมีอะไร โมโห 3-4 วันก็เงียบหายไปเอง"

อภิสิทธิ์ด้วยความมั่นใจเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป เป็นผบ.ตร.คนใหม่ต่อที่ประชุม ก.ต.ช.อย่างโอหัง บังอาจ จึงได้รับการ"ตบหน้า"สั่งสอนด้วยมติไม่รับรองปทีปเป็นผบ.ตร.คนใหม่เป็นที่อับอายฮือฮากันทั่วทุกวงการ อภิสิทธิ์เองทำเป็นไก๋โยนความผิดพลาดให้กับพรรคภูมิใจไทยหวังกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความจริง แต่ก็ถูกสวนกลับด้วยวาทะ"ให้ไปถามนิพนธ์กับสุเทพ"ผู้ประสานงานพรรคร่วมที่สั่งมา ต้องเดือดร้อนบรรดาทนายหน้าหอของ"ข้อมูลพิเศษที่พิเศษกว่า"ตามที่สนธิลิ้มอ้างออกมาเดินเพ่นพ่านแสดงตนว่าเป็นของที่จริงกว่าหนุนมาร์คอยู่ อันนำไปสู่การขยายเรื่องเล็ก(ที่ควรจะเป็นภายใน)ให้เป็นเรื่องใหญ่(เป็นที่รับรู้ทางสาธารณะ) เพราะความดื้อรั้น อวดดี โอหัง รักหน้า รักประโยชน์ตนของอภิสิทธิ์เป็นเหตุ

อนิจจาวันเวลาได้เคลื่อนไปไม่เคยหวนกลับ สมัยชวนกับสมัยนี้เงื่อนไของค์ประกอบบารมีไม่เหมือนกัน "ข้อมูลพิเศษ"ปัจจุบันกำลังจะบินขึ้นท้องฟ้า บารมีเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มสั่งสมเพื่อรองรับภารกิจนี้

จึงเกิดสายด่วนตรงระหว่าง"ข้อมูลพิเศษ"กับ"ข้อมูลที่พิเศษเหนือกว่า" ทำให้"ข้อมูลที่อ้างว่าพิเศษเหนือกว่า" ยอมรับต้องปล่อยวางไม่ยุ่งเกี่ยว เดือดร้อนต้องให้คนแก่ผมหงอกที่เป็นล่ามกิตติมศักดิ์อ้างว่าสามารถสื่อสายตรงกับ"ข้อมูลที่พิเศษสุดสุด"แอบอ้างว่าหนุนอภิสิทธิ์อย่างเต็มตัว

ด้วยวาจาดูถูกดูแคลนของอภิสิทธิ์ที่ว่าข้อมูลที่อ้างเป็นข้อมูลจริงไม่จริง ลึกไม่ลึก รอบด้านไม่รอบด้าน จึงเกิด"สายด่วนตรงจากเยอรมัน"ที่นิพนธ์บินไปรับมายืนยันว่า"ข้อมูลพิเศษ"ของจริง ไม่ใช่อ้างลอยๆ ไม่ลึก ไม่รอบด้านตามที่กล่าวหา

กรณี"ชี้มูลความผิดของปปช."จากบารมีล่ามฯ เป็นการเริ่มกลโกง เกมสกปรก ตัดคะแนนกันหน้าด้านๆ โดยไม่คำนึงถึงความเสื่อมเสียในองค์กรอิสระจึงเกิดขึ้น พร้อมด้วยเทคนิคกลเกมสารพัดนำมาใช้โดยไม่มีความสำนึกว่าเหมาะสม สมควรหรือไม่

เพราะความดื้อรั้นของเด็กดื้อทำให้รับทราบกันทั่วไปว่าใคร? หนุนจุมพลให้เป็นผบ.ตร. ก่อให้เกิด"สงครามแห่งศักดิ์ศรี"ขึ้น ถึงขั้นถ้าพ่ายแพ้หมากนี้(ในการแต่งตั้งผบ.ตร.)อาจหมายถึงพ่ายแพ้ทั้งกระดาน(ตำแหน่ง"ผู้รับมรดก"อาจเป็นเพียงในนามเท่านั้น)

"ขอกันแค่นี้ก็ไม่ได้หรือ" คำคำนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการปฏิเสธด้วยท่าที่ที่โอหัง

สมัยทักษิณเป็นนายกเตรียมเสนอพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ขึ้นเป็นผบ.ตร.อย่างเต็มที่ แต่เมื่อได้รับ"ข้อมูลพิเศษ" ขอเปิดทางให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะผู้ที่ญาติผู้ใหญ่ฝากฝังมา ทักษิณสนองตอบทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขหรืออิดออดแต่อย่างใด

อภิสิทธิ์อ้างเสมอว่าตน"จงรักภักดีและเทิดทูน"ต่อราชวงศ์ต่อสถาบันกลับกระทำการดูเสมือนเหิมเกริมบังอาจทำตนเป็นศรีธนญชัย เล่นกลเกมกลโกงหวังเอาชนะคะคานเพียงข้ออ้างเพื่อรักษา"ภาวะผู้นำ"ของตนไว้

ถ้าประชาชนผู้รักเทิดทูนสถาบันรู้ว่า"ภาวะผู้นำ"ที่นายอภิสิทธิ์กำลังสร้างคือการเล่นแร่แปรธาตุกลิ้งกลอกกับผู้สูงศักดิ์ในราชวงศ์ของสถาบันเบื้องสูง จะได้รับการยอมรับว่านี่คือ ผู้นำผู้จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันจริงละหรือ?

ในทางตรงกันข้ามกับ "ภาวะผู้นำ"ที่มีวุฒิภาวะรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รู้จักที่ต่ำที่สูง รู้สิ่งไหนควรไม่ควร ผู้นำแบบไหนที่ประชาชนผู้จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันต้องการและจะได้รับการแซ่ซร้องสรรเสริญ

ดังนั้น"ข้อมูลพิเศษ"จึงจำเป็นต้องลงมาส่งสัญญาณกับผู้ลงคะแนนว่า"ข้อมูลพิเศษ"ของนิพนธ์เป็นของจริง ทำให้เกิดความระส่ำระสาย กระอักกระอ่วนกันทั่วหน้า ชักเข้าชักออกในการประชุมที่ผ่านมา แทนที่อภิสิทธิ์จะถอยเพื่อรักษาสถาบัน..กลับดื้อรั้นประกาศสู้ดะไม่ยอมถอยด้วยวาทะโวหารที่เผยให้เห็นความกะล่อนชัดแจ้ง

จึงเรียกได้ว่าเป็นศึก"ช้างชนช้าง"เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี เป็นศึกชี้เป็นชี้ตาย ระหว่างภาวะผู้นำกับภาวะผู้ครองฟ้าไงครับ

 
(จบ)
….
 
ประเด็นที่น่าสนใจ (กว่าการลุ้นว่าฝ่ายไหนจะชนะ) เท่าที่ผมประมวลได้
 
1. ตอนนี้เป็นที่ทราบกันหมดแล้วว่า "สัญญาณพิเศษ" คืออะไร  ถ้าผู้เขียน The King Never Smiles จะเขียนภาคต่อแล้วล่ะก็ เรื่องราวตรงนี้คงเป็นบทต้นๆ ของเล่มสองที่คงเข้มข้นน่าติดตาม ขนาดบทความที่ผมยกมาข้างต้นยังเขียน "โจ่งแจ้ง" ถึงเพียงนั้น
 
2. ท่าทีของวศิษฐ (วศิษฐ เดชกุญชร, "ก.ต.ช. คือ อะไร?", มติชนรายวัน 22 ก.ย. 2552) ผมคิดว่าน่าสมเพช (และมันอาจแสดงถึงระดับปัญญาที่จำกัดของพวกคลั่งเจ้า)  ผมมีสมมติฐานว่า ถ้าเหตุเกิดในยามที่ทักษิณเป็นนายก (ทักษิณแทนอภิสิทธิ์ และ other things held constant รวมถึงความเห็นไม่ตรงกันกับ "สัญญาณพิเศษ")  ผมเชื่อเลยว่า วศิษฐ ต้อง ออกมาตะโกน "หมิ่นๆๆ" แน่นอน 
 
แต่ตอนนี้สิ่งที่วศิษฐทำคือ การ endorse กฎหมายที่ออกสมัยทักษิณเพื่อ legitimize อภิสิทธิ์ ก่อนหน้านี้เขาเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นายกคือผู้สั่งการโดยตรงและรับผิดชอบการแต่งตั้ง ก.ต.ช. อื่นๆ ควรทำตามความประสงค์นายกไม่ใช่คัดค้าน  ครั้งนี้เขาอ้างว่า ก.ต.ช. มีหน้าที่ "พิจารณาให้ความเห็นชอบ" ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเขา imply ว่า ไม่ใช่ให้มาค้านหรือแย่งอำนาจนายกทำงาน
 
ทั้งที่เป็นที่ทราบกันว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อการหนึ่งๆ นั้น (แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการจัดซื้อพัสดุในวงราชการ) เพื่อไม่ให้ผู้มีอำนาจสูงสุด dominate หรือฉวยโอกาสหาประโยชน์ใดๆ หลักการสากลของการมีกรรมการคือเพื่อถ่วงดุลพินิจ  วศิษฐเองประณามทักษิณว่ากฎหมายฉบับนั้นทำให้ทักษิณใช้อำนาจควบคุมตำรวจไปในทางที่ฉ้อฉล เล่นพรรคเล่นพวก  ซึ่งในสายตาของผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย เมื่อมีโอกาสก็ควรจะทำลายกฎหมายที่ให้อำนาจฉ้อฉลนั้นแล้วกลับไปนอนอิ่มเอมกับคุณธรรมอันเลิศล้ำของพวกเขาสิครับ  
 
แต่เปล่าเลย วศิษฐกำลังบอกว่า ตอนนี้อภิสิทธิ์ครองอำนาจและกำลังจะใช้อำนาจเด็ดขาดนั้นบ้าง (ซึ่งมาจากไอ้กฎหมายฉ้อฉลฉบับนั้นแหละ) แสดงว่าถึงคราวให้เขาได้ใช้อำนาจบ้างแล้วสิ !!! (กล้าพูดเนอะ)  ภาษิตโบราณเรียกว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน่ำแกง"  แถมยังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ให้อภิสิทธิ์ว่า นี่เป็นใช้อำนาจเหมือนที่ทักษิณใช้และมาจากกฎหมายที่ทักษิณออกไว้เท่านั้น ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่เกินขอบเขต (ราวกับว่าอภิสิทธิ์นี่ passive มากๆ)  ผมว่าเป็นการแก้ตัวที่หน้าด้านมาก
 
การทำงานของผม ๆ บอกคนมารับบริการเสมอว่า ถ้าคนก่อนทำไว้ผิดๆ แม้ผู้รับบริการจะได้ประโยชน์ ผมก็จะไม่ทำผิดตามนั้น  เพราะอะไรที่ผิด เมื่อถึงคราวเรามีอำนาจเราก็แก้สิครับ ทำไมต้องทำตามแนวทางผิดนั้นต่อไปด้วย?
 
ถ้าเป็นทักษิณ วศิษฐคงโจมตีว่า 1) ลุแก่อำนาจ 2) ไม่ฟังกรรมการ 3) หมิ่น และ 4) เรียกร้องให้แก้กฎหมายตำรวจ   
 
แต่กับอภิสิทธิ์เขาทำตรงกันข้ามหมด 1) เขาไม่ว่าเรื่องลุแก่อำนาจ (อ้างความเป็นผู้รับผิดชอบการแต่งตั้ง)  2) ไม่ต้องฟังกรรมการ (เพราะนี่ไม่ใช่การถ่วงดุล แต่กรรมการแค่มานั่งพระอันดับแล้ว "เห็นชอบ" ตามหน้าที่เท่านั้น)  3) ไม่หมิ่น (ในขณะที่สื่อบางฉบับเริ่มเสนอประเด็นนี้…แน่นอน ผมไม่เห็นด้วยกับประเด็น) และ 4) ไม่เรียกร้องให้แก้กฎหมายตำรวจ (ที่ตนเองบอกว่า ออกโดยคนเลวและคนเลวเคยใช้ในทางที่เลว…แต่ตอนนี้เห็นควรให้อภิสิทธิ์ใช้บ้าง ในทางที่ดี?)
 
เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการนั้น ใครๆ ที่ติดตามการเมืองย่อมรู้ว่ามีปรากฎการณ์ "คุณขอมา" ทั้งนั้น  ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงสมัยเปรมหรือเผด็จการทหารก่อนหน้านั้น  เอาแค่คราวสุรยุทธ์ จุลลานนท์ ขึ้นเป็นผบ. ทบ. หรือ สนธิ บุณยรัตกลิน ขึ้นเป็นผบ. ทบ. ไม่รู้กันหรือว่ามีเสียงกระซิบจากบ้านสี่เสาหรืออาจจะมีที่มาที่ลึกลับกว่านั้นอีก  ทั้งหมดคือเรื่องของการวางเครือข่ายอำนาจและดุลอำนาจทางการเมือง  "สัญญาณพิเศษ" ครั้งนี้ก็เป็นแค่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ถ้าจะแปลกใหม่กว่าครั้งอื่นบ้างคงเป็นเพราะ สัญญาณนี้ไม่ได้มาจากเสียงที่เป็นตัวแทน unity ในหมู่พวกคลั่งเจ้า นั่นเองที่ทำให้คลั่งเจ้าอย่างวศิษฐถึงกับคลั่ง !!! 
 
…แถมมือถือสากปากถือศีลตามเคย วศิษฐไม่พูดถึงอภิสิทธิ์ (รวมถึงพธม. เบื้องหลัง) ในแง่ผลประโยชน์จากการแต่งตั้งคนที่ตนต้องการเลยสักนิด พูดแต่หลักการและก็หลักการ   และอีกเช่นกัน ถ้าเป็นทักษิณ เขาคงจะพูดถึงแต่ผลประโยชน์และก็ผลประโยชน์  ส่วนหลักการเดียวกันนี้ (ถ้าทักษิณใช้อ้าง) เขาคงบอกว่า bull shit!
 
หรือเราจำต้องเชื่อตามวศิษฐจริงๆ ว่า มีแต่พรรคปชป. และนายอภิสิทธิ์ (และเหล่าพธม.) เท่านั้นที่ปราศจากผลประโยชน์ และผลักดันแต่งตั้งอย่างบริสุทธิ์ใจยิ่งราวกับผู้บรรลุโสดาบันแล้วอยู่ฝ่ายเดียว?  ยังไม่นับความอำมหิตและหน้าด้านของอภิสิทธิ์ในการบีบและกดดันกรรมการก.ต.ช. ที่เห็นต่างให้ถอนตัวไปทีละคนๆ ด้วยวิธีที่สิ้นความองอาจผ่าเผย น่าแปลกที่วศิษฐมองไม่เห็นพฤติกรรมนี้และไม่นำมาพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของเกมเลยแม้แต่น้อย  หากแต่ชูความเป็นเทวดากับหลักการอันล้ำเลิศของอภิสิทธิ์อยู่นั่น
 
…โชคดีที่สื่ออื่นๆ มองเห็นและเขียนออกมาให้อ่านอย่างเปิดเผย  เป็นอุทาหรณ์สอนเราว่า มีหลายเรื่องที่คุณเปิดหูฟังแต่พวกคลั่งเจ้าแต่ถ่ายเดียวไม่ได้
 
3. ความย้อนแย้งที่สำคัญคือ ขณะที่หนังสือและงานวิชาการบางชิ้นพยายามสร้างความเข้าใจเรื่อง "การแทรกแซง" ของอำนาจนอกระบบแบบ power without accountability (แน่นอน ไม่ใช่ของใหม่ เพราะกว่า 60 ปีมาแล้วที่ทำกันอย่างสม่ำเสมอ…โปรดดู TKNS) พวกคลั่งเจ้ามักใช้วืธีแย้งโดยอ้างเรื่อง "เป็นกลาง+เหนือการเมือง" ในคราวที่การวิจารณ์ค่อนข้างรุนแรง รวมถึงคำวิจารณ์ที่มาจากมุมมองสากล-ต่างชาติ (reaction คือการสั่งห้าม TKNS หรือ the Econimist เป็นอาทิ) พวกคลั่งเจ้ายึดท่าทีที่ผมเรียกว่า "innocent" โดยตลอด แล้วยืนกรานว่า ฝ่ายที่ถูกกล่าวหานี้ไม่มีทาง "เล่นเกินบท" (โดยชี้กลับไปที่ฝ่ายตั้งคำถามว่า "มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อกฎหมายกำหนดให้เป็นกลาง")   
 
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันลามจนคนในบ้านในเมืองเองที่พูดกันอย่างเปิดเผย หัวตลาดยันท้ายตลาด ไม่ใช่ฝรั่ง  เพราะความเข้มข้นของเรื่องราวทำให้การปิดบังตัวละครทำไม่ได้ ภาพของการแตกแยกใน PC หรือการวากรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (ซึ่งพวกคลั่งเจ้าหลีกเลี่ยงเสมอที่จะให้สาธารณะกล่าวถึงอย่างโจ่งแจ้ง) กลับห้ามไม่ได้ซะแล้ว  ถ้าคิดไปไกลหน่อยอาจถึงขั้นมีคำถามว่าเปรมและเครือข่ายจะคงสถานะการชี้นำไปได้หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ?  จะมีการโละคณะที่ปรึกษาหรือไม่? ซึ่งไม่มีใครรู้คำตอบ
 
อย่างไรก็ตาม ในแง่หลักการผมเห็นว่าจะต้อง consistent   ผมสารภาพว่า อภิสิทธิ์ในฐานะฝ่ายการเมืองมีความชอบธรรมในเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แต่ความคุ้นเคยทางจารีตและในทางประวัติศาสตร์การเมืองทำให้การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของไทย (โดยเฉพาะฝ่ายคุมกำลัง) เป็นสนามประลองกำลังของฝ่ายการเมือง อำมาตยาธิปไตย และฝ่ายนอกระบบการเมืองมาโดยตลอด
 
น่าขันที่พวกคลั่งเจ้าอย่างวศิษฐต้องออกมาอ้างหลักการที่ค่อนข้างเป็นประชาธิปไตยว่า อำนาจแต่งตั้งนี้เป็นของและเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง  โดยจงใจลืมมองย้อนกลับไปว่าบริบททางประวัติศาสตร์แท้จริงเป็นอย่างไร  อีกทั้งฝ่ายที่วศิษฐเองอิงแอบอยู่นั้น ได้เคยบ่อนทำลายหลักการที่เขาลุกขึ้นมาประกาศในครั้งนี้ชนิดนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว  การบ่อนทำลายเครดิตของฝ่ายการเมือง และ endorse เผด็จการอาจเรียกได้ว่าคือหัวใจหลักของฝ่ายนั้น นับแต่สฤษดิ์ขึ้นสู่อำนาจเป็นต้นมา
 
โดยรสนิยมทางการเมือง ความพ่ายแพ้ของอภิสิทธิ์จะสะใจผมมากและความหน้าแหกของวศิษฐก็น่าสะใจด้วย เพราะพวกคลั่งเจ้าโดนเข้ากับตัวเองหลังจากมีชีวิตในแนวทางเชิดชูการแทรกแซงฝ่ายการเมืองและดูหมิ่นดุลพินิจฝ่ายการเมืองมาตลอด  แต่ในแง่หลักการสำหรับผมแล้ว การแทรกแซงย่อมไม่ถูกอยู่ดี (ไม่ว่าจะโดยใคร หรือทำให้พวกคลั่งเจ้าต้องคลั่งในครั้งนี้ก็ตาม)  เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ผมเตรียมท่าทีไว้แล้วว่า ถ้าทหารรัฐประหารรัฐบาลอภิสิทธิ์จริง ก็ต้องประณามเพราะรัฐประหารเป็นสิ่งผิด ต่อให้มันประหารรัฐบาลเทพประทานที่มาอย่างฉ้อฉลนี้ก็ตามที
 
….และสำหรับนักศึกษาประวัติศาสตร์ ท่าทีซึ่งไม่คงเว้นคงวาของพวกคลั่งเจ้าที่มีวศิษฐเป็นตัวแทนนี้น่าสนใจยิ่งนัก เพราะช่วยเปิดให้การวิเคราะห์วิจารณ์อนาคตเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง
 
 
ป.ล.
 
อาจช้าไปบ้าง  แต่ผมขอ quote ข้อความที่สนับสนุนวิธีคิดของผมเพิ่มเติม  ที่จริงต้องเคยได้อ่านมาเจอแล้ว แต่อ่านครั้งแรกคงปล่อยให้ผ่านตาไปโดยไม่นำมาใช้
 
"การโทษ ก.ต.ช. ที่ไม่ยอมรับรายชื่อที่นายกฯ เสนอ ว่าเป็นต้นเหตุให้ทุกอย่างล่าช้า  อันนั้นควรเป็นเหตุผลในประเทศเผด็จการ เป็นเหตุผลของพวกจิตวิญญาณฟาสซิสต์
 
แต่จิดวิญญาณของนักประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ ต้องยอมรับความต้องการขององค์กร"
 
(โดย วงศ์ ตาวัน, "เกิดที่กรมทหาร – ดับที่ สตช.", คอลัมน์ ชกคาดเชือก, มติชนสุดสัปดาห์ 2-9 ตุลาคม 2552)
 
…ด้วยยังมีความคิดความเห็นแบบนี้ออกมาปฏิสัมพันธ์กับคนอ่านสื่อ  ช่วยให้ผมเชื่อว่าสังคมเราจะไม่สยบกับจิตวิญญาณฟาสซิสต์แบบ วศิษฐ หรือ นงนุช สิงหะเดชะ !!!
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s