ใช่ว่าเลือกคบคน แต่ก็มิใช่จะยอมคบคนโดยไม่มีทางเลือก

 
ในสังคมที่มี someboby  มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยถามแกมเรียกร้องจากคนอื่นว่า "รู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร?"   
 
ผมออกจะรังเกียจวิธีคิดแบบนี้ คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมในสังคมสมัยใหม่อย่างปัจจุบัน ไยจะต้องมีคนบางกลุ่มมันกระหายให้คนอื่นๆ ในสังคมมาคอยนั่งจดจำว่ามันเป็นใคร 
 
ทั้งที่ฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามส่วนมากมักมีชีวิตที่อาจจะดิ้นรนมากกว่าคนถาม เหน็ดเหนื่อยมากกว่าคนถาม และมีความเป็นอยู่ที่แร้งแค้นกว่าคนถาม…..นี่ยังมาเพิ่มภาระทางสังคมแก่เขาอีกโดยต้องมานั่งจำอีกว่า ไอ้หน้าไหนบ้างที่เป็น somebody
 
แท้จริงแล้ว ความหมายของคำถามว่า "รู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร?" นั้น มีมากกว่าการต้องการคำตอบซื่อๆ ว่า "คุณคือ……"  แล้วจบ  หากแต่มันแฝงไปด้วยนัยของการเรียกร้องให้ "ปฏิบัติต่อ" ผู้ถามอย่างสมเกียรติ์ อลังการ เปี่ยมด้วยอภิสิทธิ์
 
เพราะมีคนกล่าวว่า "อภิสิทธิ์" คือศัตรูของความเป็นธรรม (อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช) และผมเห็นด้วยมากๆ  ผมจึงมีแนวโน้มออกจะต่อต้านอภิสิทธิ์ และชอบให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินไปตามช่องทางที่ธรรมดาๆ ที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้
 
นั่นอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ส่วนตัว
 
ผมเคยเอาจักรยานไปซ่อมที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่ง ร้านนี้ดังชนิดที่ว่าเป็นร้านจักรยานอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ  ตอนนั้นผมยังเรียนไม่จบมหาลัยด้วยซ้ำ และด้วยความที่ไปแบบไม่ตั้งใจ ผมแต่งตัวโทรมๆ แบบเด็กขี่จักรยาน  "เด็ก" ในที่นี้หมายความว่า ขี่จักรยานแบบไม่มีเงินซื้อเครื่องแบบ  พวกคนที่มีกำลังซื้อเครื่องแบบ เขาจะมีหมวก มีแว่นมียี่ห้อ เสื้อและกางเกงรัดรูป และรองเท้าที่เฉพาะเจาะจง   แต่เวลาผมขี่จักรยาน ผมมักใส่เสื้อยืดธรรมดาๆ ปล่อยชาย กางเกงขาสั้นที่หาได้ทั่วไป (ไม่ใช่แบบรัดรูปตรงต้นขา) รองเท้าแตะบ้างหรือรัดส้นบ้าง (รองเท้าผ้าใบดีๆ ก็ยังแพงสำหรับเด็กไม่มีรายได้) …พูดง่ายๆ ว่าอยู่บ้านชุดไหนก็เข็นรถออกไปในชุดนั้นเลย   สมัยนั้นยังไม่มีหมวกจักรยานใส่ซะด้วย แว่นยิ่งไม่มี เรียกว่า "นอกรีต" สุดๆ สำหรับธรรมนูญของชาวจักรยานแบบมีระดับ  
 
การปฏิบัติที่เจ้าของร้านทำต่อผมนั้น ถือว่า ignore มากๆ  เขาพูดด้วยอย่างเสียไม่ได้และถ้าจำไม่ผิด บังเอิญมีลูกค้าที่ขับรถเก๋งมียี่ห้อมาหาซื้อจักรยานพร้อมกับที่ผมอยู่ในร้านพอดี ทำให้รายนั้นดูจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด  ผมรออยู่พักหนึ่งเขาจึงให้เข้าไปหาช่าง ซึ่งช่างของร้านนี้ต้องยอมรับว่ามีฝีมือจริงๆ  แต่ก็อีกนั่นแหละ ซ่อมไปเหน็บไป (อาจเกิดแต่กับลูกค้าชั้นเลว….ที่หมายถึงมีเงินจ่ายน้อย) ประมาณว่า ดูแลรถไม่ดีเลยนะ (แหะๆ ก็ไม่มีเงินจะซื้อพวกอุปกรณ์ดูแลแพงๆ นี่นา) เพราะผมได้แต่เช็ดถูตามมีตามเกิด  อะไหล่ส่วนที่หักและเราไปหามาใหม่ เขาก็ต่อว่าว่ามันไม่พอดีกันรถ
 
ผมได้ความรู้เรื่องระบบเกียร์จักรยานแบบดึงล่างและดึงบนในวันนั้นแหละ  เพิ่งได้รู้ว่ารถของผมมันระบบดึงล่าง แล้วตอนนั้นเขาหันไปใช้ระบบดึงบนกันหมดแล้ว ร้านเขาจึงไม่มีแบบดึงล่างมาเปลี่ยนให้   กลายเป็นว่าผมต้องเอาอะไหล่ที่ผิดนี้ไปเปลี่ยนอีกรอบถึงวรจักร แล้ววนกลับมาที่ร้านชื่อดังนี้อีกรอบให้เขาซ่อมให้  ไอ้วรจักรบอกว่า แค่ประกอบรถขายแต่ไม่รับซ่อม  กลับมาถึงร้านชื่อดัง ไอ้ร้านชื่อดังบอกไปถึงวรจักรแล้วทำไมไม่ให้เค้าซ่อมเลย  ……ด้วยความอดทนต่อการถูกเหยียบย่ำนานัปการ ท้ายที่สุดจักรยานของผมก็ซ่อมเสร็จและคืนสภาพ แม้จะ 100% เพราะอะไหล่มันไม่ match พอดี แต่ผมก็ใช้มาจนทุกวันนี้ (เกือบ 15 ปีแล้ว)
 
หลังจากนั้นหลายปีผมมีโอกาสได้ไปซื้อจักรยานอีกคัน จากร้านที่อัธยาศัยดีกว่ามากๆ (ที่ต้องซื้อใหม่เพราะจะใช้ขี่ไปทำงาน ส่วนคันเก่าที่เล่าไว้ย่อหน้าที่แล้วเกิดมีปัญหาใหม่เกี่ยวกับบันไดถีบ เพราะความไม่เอาไหนของผมเอง พยายามซ่อมด้วยตัวเอง จนพัง)  เจ้าของร้านใหม่เป็นคนซ่อมจักรยานด้วยใจรักจริงๆ  ตอนที่ผมเอาคันเก่าซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับบันไดถีบไปให้เขาแก้ให้  ร้านนี้ไม่ว่าอะไรสักคำ ทีแรกผมยังอายๆ กลัวเขาจะว่าว่า ทำไมทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนชิ้นส่วนตรงนั้นมันไปติดค้างจนดูแย่ขนาดนี้  แต่เค้าบอกว่าเค้าจะซ่อมให้ได้อย่างแน่นอนและก็ทำได้ตามนั้นจริงๆ !!!
 
ตั้งแต่นั้นมาผมเป็นลูกค้าประจำร้านของพี่คนนี้  ซึ่งไม่ต้อง treat ผมเป็นเทวดา ผมเองก็ไม่ได้จ่ายเงินให้ร้านของเขามากมาย เพราะไม่ได้ร่ำรวยมือเติบกับการหาซื้อพวกอุปกรณ์เสริม  แต่พี่เขาดูแลรถให้อย่างดีทุกครั้งที่เอาไป service และไม่เคยตะล่อมให้ซื้อนั่นนี่เลย
 
ตั้งแต่นั้นมาเช่นกัน ผมถือคติไว้ตลอดว่า  ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นยังไงอย่างแท้จริง เราต้องดูว่าเขาปฏิบัติต่อคนที่ด้อยสถานะทางสังคมอย่างไร  กับตัวเราเองหากเขารู้ว่าเราไม่ได้มีอะไรพิเศษทั้งสถานะทางการเงินและสังคม เขาจะปฏิบัติต่อเรายังไง
 
ด้วยถือคตินั้นมาตลอด ผมไม่เคยทำตัวเป็น someboby ไม่เคยแคร์ว่าผู้ใหญ่ในที่ทำงานจะจำหน้าจำชื่อผมได้มั้ย ไม่แคร์ว่าเราถือเป็นคนที่ใครๆ รู้จักหรือยัง   เพราะตัวตนของเราสำคัญกว่าสิ่งพวกนี้ ถ้าเราเป็นไปตามตัวตนที่แท้จริงของเราแล้วมีคนรู้จักเราแค่หยิบมือ ก็ขอให้พอใจกับหยิบมือนั้นและไม่ขวนขวาย
 
ในอีกด้านหนึ่ง การดำเนินชีวิตระหว่างทำงานทำให้ต้องรู้จักคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  มีเหมือนกันที่เมื่อการแสดงตัวเป็นคนธรรมดาๆ เรียบง่ายแล้วเกิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ที่พาคนจำนวนหนึ่งหายไปจากชีวิตไปเสียเฉยๆ….อันนี้ขอขอบคุณสวรรค์  ใช่ว่าเลือกคบคน แต่ก็มิใช่จะยอมคบคนโดยไม่มีทางเลือก   คนไหนควรจะละเว้นการคบหาบ้าง ย่อมควรละเว้นไป
 
ผ่านชีวิตมาขนาดนี้ ต้องรู้ว่ามิตรภาพไม่ใช่ว่ากันด้วยคำพูด หากแต่เป็นการกระทำ  นี่เองละมั้ง ความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนบางคนที่เคยแต่งกลอนให้กันหรือโต้ตอบกัน จึงมีบางสิ่งคอยย้ำกับความรู้สึกเสมอว่าคนๆ นั้นคือมิตร ต่อให้ปีหนึ่งๆ ได้คุยกันไม่กี่ประโยคหรือไม่ได้คุยเลย ไม่เหมือนสมัยเรียน
 
และเช่นกันกับคนที่แม้จะเอ่ยว่าเราเป็น "เพื่อน/มิตร/ พี่/ น้อง ที่รัก" ของเขา แต่เมื่อปราศจากการกระทำมาสนับสนุน มันก็จืดจางๆ ไปเอง
 
…..ภาษิตฝรั่งว่า Action speaks louder than word นั่นแหละ
 
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s