ที่ดีที่สุด คือ หยุดดัดจริต

 
 
ผมติดตามดูท่าทีของเหล่าชนชั้นกลางบน MSN และ FB ด้วยความรู้สึกที่พูดยาก (เพราะมันก็เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ทั้งนั้น)
 
ตั้งแต่ก่อนชุมนุม จะมีท่าทีประเภท สันติวิธี-ไม่เอาความรุนแรง เป็น theme หลัก   จนคำ ผกา เอาไปล้อแล้วว่า "สันติวิธีเหมือนถุงผ้า ใครๆ ก็ถือได้"
 
(อาการบ้าถุงผ้าอยู่พักหนึ่งคงดูดัดจริตในสายตาคำ ผาก ในเมื่อวิถีชีวิตอื่นๆ ของผู้มีอันจะกินไม่ได้ถูกปรับให้สอดคล้องกัน  ส่วนคนที่มีอันจะกินน้อยหน่อย จำเป็นต้องอาศัยขนส่งสาธารณะ วิถีชีวิตของพวกเขามีส่วนในการผลิตขยะและมลพิษน้อยกว่ากันโดยเปรียบเทียบอยู่แล้ว แค่เรื่องการบริโภคเชื้อเพลิงก็เห็นชัดๆ)
 
ซึ่งหลายคนคงสังเกตเห็นท่าทีประเภท "ด่าแดง" หรืออาการแบบ "ไม่เอาความรุนแรง แต่อยากฆ่าแดงทั้งฝูง" "ฝนตกขี้หมูไหล แดงจัญไรมาพบกัน" อะไรเทือกนั้น   ซึ่ง พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์เรียกว่าพวก "ขาวเนียน-แอ๊บขาว"  ผมเองอยากเรียกว่า "แอ๊บอหิงสา" หรือ "สันติ (ลุนเผ่) วิธี" เพราะจริงๆ มันแอ๊บอาการ "ขวาพิฆาตซ้าย" ไว้ไม่เคยสำเร็จเลย
 
ส่วนสำคัญที่สุดของมุมมองแบบนี้ คือ อคติทางชนชั้นที่แอบแฝงอยู่ ซึ่งผมมองว่า ต่อให้ปากตะโกนสันติๆ แต่เบื้องหลังมี bias เช่นนี้ นั่นแหละคือความรุนแรงในตัวของมันเอง  รุนแรงชนิดที่ dehumanize ฝ่ายเสื้อแดงไปหมดและทุ่มอคติทุกอย่าง (ไม่เข้าใจปชต. – ขายเสียง – โดนจ้างมา – ทำลายความสงบ ฯลฯ) ใส่ลงไป  ซึ่งพลอยให้ปิดความรับรู้ทุกประการที่พึงมีต่อตัวเขา  ….การทุ่มอคติแบบนี้ใส่กบาลคนที่ต้องดิ้นรนในชีวิตมากกว่าชาวเมืองฟ้าอมร หากไม่เรียกว่าความรุนแรง ก็ไม่รู้จะเรียกอะไรแล้ว
 
ต่อมาเมื่อมีการจุดประเด็นเรื่องไพร่และสงครามชนชั้น  นายกสุดหล่อรีบออกมาบอกว่า ประเทศมีความเหลื่อมล้ำจริง แต่ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นนะ  คนไทยรักกัน จุ๊บๆ
 
ผมเห็นท่าทีต่อต้านในหมู่คนชั้นกลาง (ค่อนไปทางสูงและมีอันจะกินอีกเช่นเคย) ซึ่งส่วนมากประณามว่า การจุดประเด็นไพร่-ชนชั้นนั้นไร้สาระ  เอามาสร้างความแตกแยก ฯลฯ
 
ทำให้หวนนึกถึงตอนพธม. ออกมาโดยมี "กลุ่มสตรีสูงศักดิ์" ออกมาหนุน  หรือไปไกลกว่านั้นสมัยที่นายกซึ่งได้ฉายาว่า "ผู้ดีรัตนโกสินทร์" บริหารประเทศ  คงไม่ต้องบอกถึงอาการโสมนัสของบรรดาชาวเมืองฟ้าอมรว่า ยินดี ปรีดา ปราโมทย์ กันขนาดไหน
 
logic ง่ายๆ ถือเป็น thought experiment คือ ลองมีมโนภาพเกี่ยวกับ "กลุ่มสตรีสูงศักดิ์-ผู้ดีรัตนโกสินทร์" ว่าเป็นอย่างไร? คนที่อยู่ภายใต้คำสองคำนี้ต้องมีคุณลักษณะอะไรบ้าง? (อาทิ คำนำหน้านามที่ไม่ปกติ เช่น หม่อม / นามสกุลที่ฟังดูมีเครือข่าย / การมีโอกาสปรากฏชื่อในคอลัมน์สังคมซุบซิบ / โภคทรัพย์ที่รู้แต่ว่ากินใช้ไม่หมดในชาตินี้ แต่ไม่ต้อง declare / มีโอกาสหารืออนาคตบ้านเมืองที่บ้านบักหัวเถิก / มีเครือข่ายทุนธนาคารเชิญไปนั่นเป็นประธานกรรมการ / ฯลฯ…สุดจะพรรณนา) จากนั้นขอให้ลองจินตนาการต่อ โดยนึกถึงคุณลักษณะที่ตรงกันข้าม   ถ้าคิดออกแล้ว นั่นแหละครับ คือ การยืนยันถึงการมีอยู่ของไพร่ !!!
 
พูดง่ายๆ คือ คำประเภท สตรีสูงศักดิ์ – ผู้ดีรัตนโกสินทร์ มีขึ้นมาเพื่อ differentiate คนบางคนออกจากสิ่งที่ตรงกันข้าม (คนหมู่มาก) อย่างไร   กระบวนการ differentiate เองคือเครืองยืนยันถึงการมีอยู่ (existence) ของสิ่งที่ตรงข้ามนั้น (คนหมู่มาก – คนที่ไม่ใช่ผู้ดี – คนที่ศักดิ์ต่ำ) อย่างดีที่สุด
 
เรื่องไพร่นี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะครับ  ก่อนสังคมจะมานั่งถกเถียงกันในพ.ศ.นี้ว่า มันมีหรือไม่มี นั้น  เคยมีงานวิชาการออกมาประกาศก่อนหน้านี้แล้วว่า มีกระบวนการสร้างไพร่ในสังคมไทยจริงๆ
 
ผมกำลังพูดถึง หนังสือเรื่อง การเมืองของไพร่: จากวิกฤตของระบบทักษิณสู่การก่อรูปของระบบการเมืองไทยหลังรัฐประหาร ๒๕๔๙ ของ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ (สนพ. openbooks, 2550) และบทความวิชาการของผู้เขียนเดียวกันเรื่อง "การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คือการทำให้พลเมืองกลายเป็นไพร่" ตีพิมพ์ในหนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา รัฐประหารเพื่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (สนพ. ฟ้าเดียวกัน, 2550)
 
ผมอ่านเอกสารที่เอ่ยมานั่นตั้งแต่ปี 2550 ดังนั้น  ผมเชื่อเรื่องไพร่ไปเสียแล้วก่อนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวในเดือนมี.ค. 2553 นี้ซะอีก  แต่เชื่อว่าฝ่ายพลังจาริตนิยม-อนุรักษ์นิยมคงไม่อยากอ่าน  ส่วนหนึ่งเพราะแนวโน้มอาการรับไม่ได้หรือไม่อยากรับรู้เรื่องความไม่เท่าเทียม-เหลือมล้ำทางสังคม (guilty?)  ขืนให้ไปฟังหรืออ่านงานอ.พิชญ์ที่แกสาธยายไว้ว่า กระบวนการสร้างไพร่นี้สุดแสนจะกดขี่ในเชิงการเมืองหนักหนาเพียงใด  พวกผู้ดีสูงศักดิ์คงอกแตกตาย  สู้อยู่ใน matrix ไปเรื่อยๆ เสพเรื่องเล่าทำนอง simplify ปัญหา – ประเภทเมืองไทยเรานี้แสนดีหนักหนา รู้รักสามัคคี ปกครองด้วยคนดี คุณธรรม-จริยธรรม …โอ๊ย เดี๋ยวบ้านเมืองมันก็ดีเองแหละ   
 
อ้อ อีกข้อหนึ่งคือ การอ่านงานวิเคราะห์สังคมเชิงลึกแบบของพิชญ์ มันไม่ย่อยง่ายเหมือนฟังศาสดาลิ้มแน่นอน!!!
 
ผมคิดว่า หลักฐานที่ยืนยันสมมติฐานของผมว่า ฝ่ายจารีตนิยม และชนชั้นกลางค่อนไปทางสูง จะหลงใหลอยู่ใน matrix ของพวกเขาต่อไป คือ บทความของวสิษฐและกษิต (ของวสิษฐเรื่อง "กำลังจะเข้าตาจน" ของกษิต ขี้เกียจจำชื่อเรื่อง  ทั้งคู่ตีพิมพ์ในมติชนรายวันเมื่อวันอังคารที่ 23 มี.ค. 2553, หน้า 6) ซึ่งเนื้อหาสาระไม่มีอะไรเลย  แต่มีข้อความชวนสมเพชอย่างเช่น
 
– เมื่อผู้ชุมนุมถึงกรุงเทพฯ และชุมนุมได้ตามสิทธิไม่โดนทหารกีดขวาง ก็จะเข้าใจเองว่า สิ่งที่เรียกร้องนั้น รัฐบาลได้ทำให้อยู่แล้ว ก็จะเลิกไปเอง (กรณีของวสิษฐ)
 
– รัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนคนไทยในทุกเรื่องอยู่แล้ว และสังคมไทยต้องเลือกระหว่างผู้นำที่แสนดีมีความตั้งใจคนปัจจุบัน กับผู้นำขี้ฉ้อคนเดิม (กรณีของกษิต)
 
อันแรก เขาเรียกร้องยุบสภานะครับ มีหน้ามาบอกว่ารัฐบาลให้สิ่งที่เรียกร้องอยู่แล้ว  ถ้าเปิดใจรับเหตุผลเบื้องหลังการเรียกร้องให้ยุบสภา คงไม่เขียนแบบนี้แน่   ส่วนอันหลัง คงอินกับเรื่องขงจื๊อมากไปหน่อย อินกับผู้ปกครองเปี่ยมคุณธรรม  จนลืมไปว่า หลักการของโลกสมัยใหม่เขาถือเรื่องสิทธิในการมีผู้แทน-เลือกผู้นำ ซึ่งเบียดบังกันไม่ได้ dominate กันไม่ได้ พูดง่ายๆ คือ "กูจะเลือกคนดี (ในสายตากู) หรือเลว (ในสายตามึง) ก็เรื่องของกู  มึงรักไอ้หน้าหล่อมึงก็เลือกไป แล้วมาตัดสินกันที่ผลรวมแบบแฟร์ๆ ขอแค่นี้"
 
หลักการที่เป็นสากลขนาดนี้ หลักการที่เคารพดุลพินิจแบบปัจเจกขนาดนี้ ยังไม่เข้าใจ  ก็สมควรแล้วที่ใน webboard ฟ้าเดียวกันจะมีบางคนบอกว่า "อยู่ใน matrix ของพวกมึงต่อไปเหอะ"
 
ที่จริง ผมเองเชื่อว่าอภิสิทธิ์ต้องดื้อจนถึงที่สุด และในเมื่อเปลือกหอยยังแข็งแกร่ง พร้อมอุ้มชู  เสื้อแดงนั่นแหละที่จะฝ่อไปเองมากกว่า ซึ่งซือแป๋ผม หรือเกษียร ก็วิเคราะห์ไว้อย่างดีเยี่ยมว่า "ฝ่อแน่ๆ"  แต่ด้วยเหตุผลประกอบที่เข้าท่ากว่ากันเยอะ
 
ท้ายสุด อดคิดไม่ได้ว่า หากมันจะมีสงครามชนชั้นในดีกรีที่แรงกว่านี้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะท่าทีดัดจริต อคติ และ ignore ของคนแบบวศิษฐและกษิตที่ปรากฏตาม MSN และ FB นี่แหละ ที่เป็นชนวนสำคัญ
 
ป.ล.
 
ระหว่างอาบน้ำและฟังจส. 100 จึงได้ตัวอย่างความดัดจริตมาอีกข้อ
 
หากจำได้ถึงข้อเขียนอันลือเลื่องบน FB ของกรณ์ – ขุนคลังขวัญใจ elite – ซึ่งแม้แต่คำ ผกา ยังเอาไปแขวะในคอลัมน์มาแล้ว   กรณ์บอกว่า เหตุที่สังคมไทยต้องมีคนมาสร้างความยุติธรรมให้โดยบังคับ เพราะสังคมไทยเอาแต่ "ห่วงทำมาหากิน" จนลืมคำนึงถึงความยุติธรรม
 
(อ่ะแฮ่ม….หากอ่านโดยตลอดจะทราบว่า ขุนคลังชื่นชมว่าความยุติธรรมจากคดียึดทรัพย์นั้นยุติธรรมยิ่ง แถมถ้าเป็นตัวเองจะยุติธรรมกว่านี้โดยยึดหมด   โดยไม่ใยดีสักนิดกับเสียงเรียกร้องว่า ยุติธรรมโดยบังคับ = ไม่ยุติธรรมนะครับ ยุติธรรมที่บงการได้ยังเรียกว่ายุติธรรม? หรือแม้แต่เหตุผลที่หนักแน่นอย่างแถลงการณ์กลุ่ม 5 อาจารย์ ซึ่งกรณ์คงไม่อ่านแน่นอน)
 
อีกด้านหนึ่ง มีคุณผู้หญิงโทรมาบ่นในจส. 100 ว่า พวกมาชุมนุมนี่ช่างไม่เข้าใจประชาธิปไตยเอาซะเลย และที่สำคัญ เธอกังขาว่า ไม่คิดถึงบ้านเหรอ ไม่ทำมาหากินแล้วเอาอะไรแ-ก (ซึ่งคงเป็นมุมมองร่วมของชนชั้นกลางอีกจำนวนมาก)
 
นี่แหละครับ ตัวอย่างความดัดจริต คือ พอเรื่องนึงบอกว่า "เอาแต่ทำมาหาแ-ก ไม่คำนึงถึงความยุติธรรม"   แต่กับการแสดงออกที่เขาเรียกร้องความยุติธรรมตามมุมมองของเขา กลับมองเหยียดหยามว่า "ทำไมมึงไม่ไปทำมาหาแ-ก"   ชนชั้นล่างคงงงว่าเอาไงกับตูวะ
 
แต่สรุปมันคือความใจแคบที่ชอบดัดจริตพูดออกมาด้วยคำสวยๆ งามๆ  เป็นความใจแคบที่คิดแต่ว่า  ถ้ามองความยุติธรรมต่างไปจากที่ขุนคลัง elite มอง แปลว่าผิด  มันคือความใจแคบที่คิดแต่กล่าวจะโทษ พอยาม passive บอก หาเงินจนไม่สนใจบ้านเมือง  พอแสดงออกว่า active สนใจบ้านเมืองก็ย้อนว่า กลับไปหาเงินสิ  ที่จริงแล้วไม่ได้มีความห่วงใยเรื่องการทำมาหากินใดๆ มีเพียงแค่อคติที่ว่า ต้องคิดให้เหมือน elite ผู้สูงส่งเท่านั้น  ถ้าคิดต่างก็จะโดนถามแบบนี้
 
ทั้งๆ ที่สำหรับชนชั้นล่างแล้วมันคือเรื่องเดียวกันทั้งหมด การออกมาประท้วงไม่ใช่การไม่สนใจทำมาหากิน แต่มันคือการเรียกร้องระบบการทำมาหากินที่ดีขึ้นและเคารพในความเป็นคนมากขึ้นในสายตาของเขา คงมีแต่ม้อบพธม. กระมังที่ชุมนุมยืดเยื้อได้โดยชนชั้นกลางไม่คอยถามว่า "ไม่ไปทำมาหาแ-กเหรอ?"
Advertisements
ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ ที่ดีที่สุด คือ หยุดดัดจริต

  1. Thip พูดว่า:

    คุณ Supavitส่วนตัวคิดว่า ราก ของปัญหา มาจากการที่ คนไทย ไม่มีความรู้ จริงๆค่ะเน้นคนไทย ถูกบ่มเพาะ ให้รเรียนหนังสือ เพื่อทำเกรดการ เรียนรูของคนไทย เลย ไม่ข้าม เลยจุดของ สิ่งที่เรียกว่า ความรู้เฉพาะทางจากนั้น คนไทย ด็อาศัยความเชื่อจากข้อมูล ขาดๆวิ่นๆ มาเป็น ตัว กำหนด ว่านั้น คือฐานข้อมูลที่ถูกต้องแล้วก็เชื่อ เชื่อ ใน วาทกรรมต่างๆ โดย ขาดการศึกษา ที่แท้จริงนี้แหละ คนชั้นกลางที่มีการศึกษา รึเปล่าไม่รู รู้แต่ ว่า มีปริญญาแต่ไม่รูหรอกว่า สิ่งที่เป็นบริบทต่างๆ ด้านสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และนิติศาสตร์ อย่างแท้จริงมันก็เลยทำให้ คนไทยตกเป็น เหยื่อฟอร์ เวิดเมล์ ต่างๆแต่ถ้าถามถึงเหตุผล และทฤษฎี ไม่มีใครซักคน เอาแค่รอบตัวดิฉัน ตอบได้สักคนว่าทำไมรู้แต่ เขาบอกว่า มัน เลว คนมนสังคมที่ มีดีกรี มี ตำแหน่ง บอกว่า ไม่ดี ดังนั้นเราก็ต้องเชื่อ เสียงส่วนใหญ่เบื่อ อะ เบื่อ สิ่งที่เป้นความตื้เขิน ในบริบท ของสังคมนี้ เหลือเกินว่าแล้ว ก็เข้าใจว่า ทำไม คนถึงติด ละคระ หลังข่าวกันนัก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s