เป็นอย่าง Marx อย่าเป็นอย่าง Hegel

 
ในเบื้องแรก สิ่งที่ผมนึกถึง คือ 8 เทพอสูรมังกรฟ้า  ภาพของความเชี่ยวกรากของกระแสชาตินิยมล้าหลัง-ปฏิกิริยา ซึ่งบ้างเรียกกันว่า คลั่งชาติ นั้น รุนแรงยิ่งนัก   ผลโพลเป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแส แต่โพลไม่อาจหมายเอาความจีรังได้เต็มที่นัก
 
เหตุการณ์นับแต่การฉีกหน้างาน ASEAN Summit  บิ๊กจิ๋วเผยตัวและเริ่มเดินทางเยือนเพื่อนบ้าน กัมพูชาจะตั้งคุณทักษิณเป็นที่ปรึกษา ไทยเรียกทูตกลับ กัมพูชาเรียกบ้าง ข่าวเรื่องการระงับความร่วมมือต่างๆ และกรณีทักษิณกับ timesonline  ทั้งหมดเกิดขึ้นต่อเนื่องกันช่วงปลายต.ค. – ต้น พ.ย. 2552
 
ผมได้อ่านบทความในประชาไท 2 บทความ  ของ อ.พวงทอง เรื่อง ความมั่นใจในตนเองของกัมพูชา (http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26515)  และ คุณสุภลักษณ์ เรื่อง ความรักนั้นแสนสั้น แต่ความแค้นนั้นแสนยาว (http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26502) ซึ่งล้วนเป็นบทความที่ออกมาเร็ว แต่เฉียบคมในประเด็นที่ท้วงติง 
 
ส่วนตัวผมเองรวบความคิดเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงข้างต้นไว้ ดังนี้
 
1. มิติทางการเมือง 
 
ผมไม่เห็นด้วยและขอประณามคำกล่าวอ้างของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ว่า ชาวไทยส่วนใหญ่ไม่พอใจที่กัมพูชาแทรกแซงไทย (โดยการอ้างว่าทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรม) และวิจารณ์กระบวนการยุติธรรมของไทย   รัฐบาลเป็นส่วนหนึ่งของอำนาจอธิปไตยก็จริง แต่การออกแถลงการณ์บางอย่างไม่ถือว่านำมาอ้างอธิปไตยสูงสุดของประเทศได้เต็มร้อย โดยเฉพาะประเด็นทางการเมืองที่คนทั้งประเทศไม่ได้เห็นไปในทิศทางเดียวกัน  (อำนาจบริหารไม่ได้ทำให้รัฐบาลเป็นตัวแทนทางการเมืองครับ….เป็นแค่ฝ่ายบริหารและบริหารในนามอำนาจอธิปไตย  การออก statement อ้างชื่อคนทั้งประเทศ โดยยังมีความขัดแย้งทางการเมืองในประเด็นนั้นภายในประเทศ (ซึ่งไม่ใช่งานบริหาร) จึงไม่เหมาะ)
 
แต่การกระทำที่รุนแรงทั้งหมดอาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้คิดเอาไว้ก่อนแล้ว  อย่างน้อยนับแต่ช่วง ASEAN Summit เป็นต้นมา ที่คงเกิดความคิดว่าต้องแสดงออกซึ่งความไม่พอใจบ้าง  เพราะบุคลิกของอภิสิทธิ์และนายกษิตนั้น ผมว่าเขาเจ้าคิดเจ้าแค้นและชอบเอาชนะ การโดนหักหน้าขนาดนี้จะอย่างไรเสียคงต้องตอบโต้แน่ 
 
อีกข้อหนึ่งคือ เป็นรัฐบาลมาเกือบปี  แต่พวกเขาหาทางลงไม่ได้จากกรณีที่เคยโจมตีรัฐบาลพลังประชาชนไว้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเรื่องขายชาติ ขายแผ่นดิน และจะเอาปราสาทพระวิหารคืน   ครั้นได้เป็นรัฐบาลเอง กลับมีแต่ตั้งรับและเกิดกระแสวิพากษ์ว่าพวกเขาอยู่ในวังวนว่าจะหาทางลงให้สวยงามอย่างไร ไม่ให้ขายหน้า เพราะสิ่งที่ประกาศไว้สมัยเป็นฝ่ายค้านนั้น จริงๆ แล้วทำไม่ได้
 
การหาทางลงด้วยไม้แข็ง-วิธีพาลเพื่อนบ้าน (มี กรณีกัมพูชาแต่งตั้งทักษิณ มาเป็น Gift from Mars พอดี) จึงได้ใจกองเชียร์แม้ว่าในแง่สารัตถะจะว่างเปล่า  ว่างเปล่าเพราะมันไม่ช่วยทำให้สิ่งที่พูดสมัยฝ่ายค้านเป็นจริงแต่อย่างไร (ปราสาทกลับมาเป็นของไทย?) แต่กลับแก้เก้อได้ดีนัก (กองเชียร์คลั่งชาติปลาบปลื้มว่า นี่ไงเล่นแรงใส่มันแล้ว)
 
การเลือกทางลงเช่นนี้ สำหรับผมคือความเห็นแก่ตัวและหลอกลวงทั้งตนเองและผู้อื่น  หลอกตัวเองเพราะคิดแต่ว่าเป็นพี่เบิ้ม ถ้าขาดเราแล้วเขาจะตายซึ่งผิด   ส่วนที่ว่าหลอกคนอื่นเพราะเอาภาพความรุนแรงมาสร้างว่าตนเด็ดขาด  แต่จริงๆ แก้ไขคำโกหกสมัยเป็นฝ่ายค้านไม่ได้เลย
 
ที่สำคัญที่สุด คือ ศตวรรษนี้แล้วคนฉลาดย่อมไม่เลือกที่จะสร้างความตึงเครียดชายแดนระหว่างประเทศใดๆ ก็ตาม  เพราะประชาคมโลกไม่มีทางยอมให้ก่อสงครามด้วยเหตุผลงี่เง่าๆ  และเราเองจะกลายเป็นตัวตลก
 
2. มิติประวัติศาสตร์ชาตินิยม
 
ผมเฝ้ามองปรากฎการณ์เรื่องพระยาละแวก การเนรคุณแผ่นดิน (ในบางส่วนเน้นไปที่กษัตริย์) รวมทั้งอารมณ์ของผู้คนที่แสดงออกทาง message ท้ายชื่อ MSN
 
ความรู้สึกแรกผมนึกเปรียบกับ 8 เทพอสูรมังกรฟ้า  ช่างเหมือนกับขบวนของผู้กล้าชาวซ้อง เมื่อได้ข่าวว่าพวกซิตันจะมาบุกเส้าหลินชิง 72 ยอดวิชา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแผนการยึดตงง้วนและอาณาจักรซ้อง  พวกเขาไม่ลังเลที่จะก่อโศกนาฏกรรมอันรุนแรงป่าเถื่อนที่พวกเขาต้องสำนึกผิดไปชั่วชีวิต
 
รู้สึกผิดเพราะการปล่อนตัวให้อุปทานฟุ้งซ่านไปเชื่อขาวโคมลอย แต่เพราะเป็นโคมลอยที่ช่างกระทบต่อต่อมชาตินิยม   ในการลงมือโศกนาฏกรรมครั้งนั้น ผมเข้าใจว่าเหตุที่ต้องสำนึกผิดไปชั่วชีวิตเพราะ สัญชาติญาณบอกว่าไม่ควรทำ (ยอดฝีมือ 1 ฝูง ลงมือใส่ พ่อ แม่ ลูกอ่อน 3 ชีวิต และมีแต่พ่อเท่านั้นที่มีวรยุทธ์….นี่หรือจะไปขโมยวิชาฝีมือบนเขาเซี่ยวซิกฮง!!!!) แต่เพราะความกลัวครอบงำ จนยอมตัวให้ละเลยสัญชาติญาณ
 
ฉันใดก็ฉันนั้น…สัญชาตญาณของมนุษย์ย่อมอยากอยู่อย่างสงบ โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านที่หนีกันไปไหนไม่ได้  แต่ความคลั่งชาติทำให้สังคมไทยขาดสติ
 
อารมณ์ร่วมของสังคมไทยตอนนี้แทบไม่ต่างกันเลย  คำประเภท  ตัวไทยใจเขมร  พึ่งพระบรมโพธิสมภารแต่ทรยศ ฯลฯ พรั่งพรูเต็มไปหมดบน MSN contacts  คอลัมนิสต์ในไทยรัฐเกือบทั้งหมดหันไปโหนกระแสชาตินิยม ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีท่าทีรู้ทันรัฐบาลอภิสิทธิ์ค่อนข้างมาก  ผมคิดว่านี่พอจะถือเป็นตัวอย่างของความคลั่งชาติบังตา (ที่จริงบดบังสติปัญญา)  และทั้งหมดคือเหตุให้กระแสคลั่งชาติโหมกระพืออย่างรุนแรง
 
เมื่อมีเรื่อง timesonline มาเสริมอีกเลยยิ่งไปกันใหญ่ เพราะเรื่องสถาบันกษัตริย์ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า จุดเมื่อไรไฟติดเมื่อนั้น   สำหรับผม คงรู้สึกเหมือนคุณธนาพล (บก. ฟ้าเดียวกัน) และฝ่ายหัวก้าวหน้าทั้งหลายที่อ่านบทสัมภาษณ์แล้วบอกว่า "ไม่เห็นจะมีอะไรเลย"  ไม่รู้เป็นเพราะฝ่ายหัวก้าวหน้าอยู่กับการวิพากษ์เชิงวิชาการ (ที่ไม่หมิ่นแน่ๆ) ซึ่งไปไกลกว่าทักษิณเยอะแล้วหรือเปล่า เลยพร้อมใจกันพูดว่า ไม่เห็นเป็นประเด็น…ซึ่งจริงๆ ทักษิณไม่เคยคิดเรื่องบ้าๆ อย่างที่เขาโดนใส่ความอยู่แล้ว  ความข้อนี้ อ.สมศักดิ์ เคยวิเคราะห์ไว้อย่างดี  รวมทั้งคนที่ติดตามพัฒนาการของความขัดแย้ง (ติดตามแบบไม่ใช่แค่ตามอ่าน Manager) ย่อมเห็นชัดขึ้นๆ ทุกวันว่า มันคือการปะทะของกลุ่มพลังจารีตนิยม นำโดย Network Monachy กับพลังประชาธิปไตยเกิดใหม่ 
 
แต่ในระยะยาวผมคิดว่าคนเหล่านี้ (คลั่งชาติ) จะต้องสำนึกผิดเหมือนกับขบวนการผู้กล้าชาวซ้องใน 8 เทพอสูรมังกรฟ้า และบัดนี้เราอยู่ในโลกที่พัฒนามาแบบ anti สงครามและยกย่องการทูต การตัดสัมพันธ์ทางการทูตและสร้างปัจจัยเสี่ยงต่อสงครามนั้น จะต้องเผชิญแรงกดดันจากชุมชนระหว่างประเทศแน่นอน   เพียงแต่ขณะนี้ไฟคลั่งชาติ+คลั่งเจ้ารุนแรงจน คนทั้งในและนอกประเทศที่คิดต่างคงเลือกสงบปากสงบคำไว้ก่อนทั้งนั้น แต่เชื่อเถอะว่าชาตินิยมจะกัดกินตัวเอง
 
คนที่ไม่เห็นด้วยกับการปลุกกระแสคลั่งชาติอย่างน้อยต้องมีเท่าเดิมหรือไม่ก็มีมากขึ้น เรียกว่าไม่ได้ลดลงเลย (เหตุผลอยู่ในข้อ 3) แต่ไม่เป็นข่าว  เพราะทุกคราวที่ผ่านเรื่องทำนองนี้ ถือเป็นธรรมดาที่ในยามกระแสเชี่ยวกราก คนที่ทวนกระแสจะลดการแสดงความเห็นและข่าวจะไปออกในฝั่งที่ทำตัวเป็นข่าวประเภท รักชาติจนยอมให้ใครมาหยามไม่ได้   ที่ชัดมากๆ คือ คราวพธม. ใช้เรื่องพระวิหารโจมตีรัฐบาลก่อน หรือคราวยินดีปรีดากับรัฐประหาร 19 ก.ย.  ในภาวะแบบนั้นมันยากมากเรื่องการแสดงความคิดหรือเหตุผล กระแสจึงเทไปทางคลั่งชาติทั้งหมด เพราะจุดใหญ่คือ คนไทยเหมือนโดนปลูกฝังมาให้จุดกระแสชาตินิยมเมื่อไรก็ติดเมื่อนั้น  แต่เมื่อเวลาผ่านไป เชื่อว่าบรรยากาศเปิดกว้างรับฟังจะมีมากขึ้น
 
สำหรับขบวนการเสื้อแดง กระแสตีกลับสู่คนเสื้อแดงเองและทำให้การขับเคลื่อนขบวนหยุดชะงักลงอย่างมาก   แต่ดังที่หนังสือพิมพ์ต่างๆ ลงบทวิเคราะห์ไว้ว่า นี่เป็นจุดอ่อนของทักษิณที่ถูกตีเมื่อไรต้องแพ้ (ไม่ได้แปลว่าเขาคิดหรือทำตามนั้นจริงๆ แต่เป็นเรื่องของภาพ)   ดังนั้น ผมเคยคิดอยู่ว่า ยังไงๆ กระบวนท่าชาตินิยมต้องถูกนำมาใช้อีก เพียงแต่ไม่นึกว่าจะเร็วปานนี้  อย่างไรก็ตาม ผมไม่เชื่อว่าการตีโต้ของพลังจารีตนิยม-ชาตินิยมนั้น จะมีผลต่อเสื้อแดงมากมายแต่อย่างใด เหตุผลอยู่ในข้อถัดไป
 
3. มิติการเคลื่อนไหวทางการเมือง
 
พัฒนาการของฝ่ายเสื้อแดงนั้น จะอย่างไรเสียผมเห็นว่ามีการซึมซับกรอบวิธีคิดแบบ Progressivism ไปมากแล้ว  ผมจึงมีความเชื่อส่วนตัวว่า คนที่สมาทานความคิดที่เปี่ยมเหตุผลไปในระดับหนึ่งแล้ว จะไม่เปลี่ยนข้างเพียงเพราะกระแสคลั่งชาติ
 
อย่างที่บอกไว้ว่า การจุดกระแสคลั่งชาติขึ้นมาอีกครั้งจนเหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์กลับมากุมชัยชนะได้ เป็นเพียงชัยชนะที่ว่างเปล่าและเล่นกับความรู้สึกล้วนๆ   เหตุผลสำคัญ คือ การเลือกทางออกเช่นนี้ไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ ในชาติที่มีมาก่อนนี้เลย   ปัญหาเหล่านั้น เช่น ปัญหาตำรวจ ทุจริตไทยเข้มแข็ง-ชุมชนพอเพียง ความไม่ชอบธรรมในการขึ้นสู่อำนาจ ความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐาน-ตุลาการพิฆาต ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การไม่เคารพเสียงเลือกตั้งของคนที่ไม่ได้เลือกฝ่ายรัฐบาลปัจจุบัน ความถือดีของนายกฯ ฯลฯ   ถ้าลองถามตัวเองอย่างแฟร์ๆ เราจะรู้ว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้ถูกแก้ลงไปเลย   หนังสือพิมพ์หลายฉบับเขียนราวกับว่า ประชาธิปัตย์แก้เกมเก่ง พร้อมโกยคะแนนจากกระแส โพลก็ว่างั้น เผลอๆ เลือกตั้งได้เลย  ซึ่งผมว่าไร้สาระไปหน่อย เพราะไม่มีอะไร concrete พอที่จะสรุปตามนั้นได้เลยจริงๆ   
 
สมมติฐานของผมคือ คนที่ไม่พอใจกับเรื่องเหล่านั้นที่ผมยกมา (ส่วนมากคนเสื้อแดง) เชื่อเลยว่า เขาคงไม่กลับลำเปลี่ยนมาเชียร์รัฐบาลเพียงเพราะเห็นท่าทีแข็งกร้าวในการตอบโต้เขมรหรือไล่บี้ทักษิณเพราะเรื่องสัมภาษณ์   พูดง่ายๆ ว่าอะไรที่คาใจก็ยังคาใจอยู่แน่นอน  เท่าที่เห็น พวกที่เสียงดังขึ้นมาตอนนี้คือฐานคะแนนของประชาธิปัตย์ กับ พธม. เองนั่นแหละ ที่ก่อนหน้านี้ไม่มีจังหวะอะไรจะให้ได้โห่ฮานัก ตอนนี้จังหวะมีแล้วเลยเสียงดัง
 
เสื้อแดงที่มีการปูพื้นฐานความเคื่อนไหวโดยตั้งอยู่บนความไม่ชอบธรรมต่างๆ ของรัฐบาลนี้  น่าที่จะเอาประเด็นที่ตนเห็นว่าขัดแย้งอย่างสำคัญเป็นเครื่องประเมินมากกว่าการถูกปลุกเร้าจากกระแสคลั่งชาติผ่านการตอบโต้เขมร   ส่วนเรื่องโพลผมว่าเพราะข่าวออกมาเรื่องไหนแรง โพลก็จะไหลไปตามนั้น  กระนั้นก็ตาม หากมีเสื้อแดงที่หันกลับลำเพียงเพราะอ่อนไหวกับกระแสคลั่งชาติ+คลั่งเจ้าแล้วล่ะก็ ขอให้ทำใจไว้ได้เลยว่า นั่นคงเป็นแค่แดงอ่อนๆ ที่หลักการยังไม่แน่น  ….แต่เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึง Hegel
 
Hegel สร้างปรัชญาเชิงจิตนิยม (Idealism) ของเขาขึ้นมาอย่างน่าศึกษา ว่าด้วยเรื่องพัฒนาการของประวัติศาสตร์มนุษย์ว่าไปเกี่ยวอะไรกับ Spirit   แต่บทจบที่ไม่สวยของเขาและโดนโจมตีจนทุกวันนี้ คือ เขาจบว่า Prussia คือตัวแบบของปลายทางแห่งประวัติศาสตร์ เป็นจุดหมายที่ Spirit จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเอง  เหมือนกับว่า คิดมาแทบตายแต่ดันมาจบแบบชาตินิยมที่ไม่สมจริงเอาซะเลย
 
Marx มาทีหลัง ซึ่งนอกจากจะกลับหัวกลับหางปรัชญาของ Hegel ไปเน้นที่วัตถุนิยม (Materialism) แทนแล้ว  อานุภาพที่สำคัญของ Marx คือการข้ามเรื่องชาตินิยมไปสู่เรื่องชนชั้น และพยากรณ์ไปถึงเรื่องขบวนการแรงงานระดับระหว่างประเทศ (International)   ฐานวิเคราะห์ของ Marx ไม่ได้ถูกทั้งหมดและเหมือนจะแพ้ทุนนิยมในที่สุด (หลัง USSR ล่มสลาย)  ที่จริงผมไม่ได้มีความรู้ลึกซึ้งในเรื่องนี้เลย แต่ผมว่าการล่มสลายของ USSR ไม่ค่อยเกี่ยวกับ Marx เท่าไร   พูดง่ายๆ ระบบสังคมนิยม (Socialism) เป็นคนละส่วนกับสังคมปลายทางแบบ Communism ของ Marx   ยังไม่นับว่าภาพลักษณ์แบบเผด็จการ (Authoritatian) ที่มาปนด้วยจนมั่วไปหมด    เอาว่า ถ้ามันมี Non-Marxist Socialist ได้  ย่อมแปลว่า การที่เป็น Socialism กันนั้น ไม่ได้ต้องมี Marxism เป็น prerequisite
คงไม่ไปไกลกว่านี้ในประเด็นนี้  เพียงจะขอโยงกับเสื้อแดงนิดเดียวว่า การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงจงอย่ารวน ถ้ารักจะเป็นนักคิดและเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคม ต้องไม่จบแบบ Hegel คือ คิดๆ ไปแทบตายแต่เจอชาตินิยมแล้วจอดสนิททันที   ต้องก้าวข้ามกระแสชาตินิยมได้แบบ Marx จึงจะเห็นประเด็นความขัดแย้งที่ชัดขึ้นและไม่เสียจุดยืน
 
…..เมื่อนั้นปัญญาจะสร้างภูมิคุ้มกันจากกลุ่มอาการคลั่งชาติและคลั่งเจ้าติดตัวไว้อย่างถาวร 
โพสท์ใน Uncategorized | 2 ความเห็น

ใช่ว่าเลือกคบคน แต่ก็มิใช่จะยอมคบคนโดยไม่มีทางเลือก

 
ในสังคมที่มี someboby  มักจะมีคนกลุ่มหนึ่งที่คอยถามแกมเรียกร้องจากคนอื่นว่า "รู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร?"   
 
ผมออกจะรังเกียจวิธีคิดแบบนี้ คือ ไม่เข้าใจว่าทำไมในสังคมสมัยใหม่อย่างปัจจุบัน ไยจะต้องมีคนบางกลุ่มมันกระหายให้คนอื่นๆ ในสังคมมาคอยนั่งจดจำว่ามันเป็นใคร 
 
ทั้งที่ฝ่ายที่ถูกตั้งคำถามส่วนมากมักมีชีวิตที่อาจจะดิ้นรนมากกว่าคนถาม เหน็ดเหนื่อยมากกว่าคนถาม และมีความเป็นอยู่ที่แร้งแค้นกว่าคนถาม…..นี่ยังมาเพิ่มภาระทางสังคมแก่เขาอีกโดยต้องมานั่งจำอีกว่า ไอ้หน้าไหนบ้างที่เป็น somebody
 
แท้จริงแล้ว ความหมายของคำถามว่า "รู้มั้ยว่าฉันเป็นใคร?" นั้น มีมากกว่าการต้องการคำตอบซื่อๆ ว่า "คุณคือ……"  แล้วจบ  หากแต่มันแฝงไปด้วยนัยของการเรียกร้องให้ "ปฏิบัติต่อ" ผู้ถามอย่างสมเกียรติ์ อลังการ เปี่ยมด้วยอภิสิทธิ์
 
เพราะมีคนกล่าวว่า "อภิสิทธิ์" คือศัตรูของความเป็นธรรม (อ.ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช) และผมเห็นด้วยมากๆ  ผมจึงมีแนวโน้มออกจะต่อต้านอภิสิทธิ์ และชอบให้เรื่องราวต่างๆ ดำเนินไปตามช่องทางที่ธรรมดาๆ ที่สุดเท่าที่มันจะเป็นได้
 
นั่นอาจจะเป็นเพราะประสบการณ์ส่วนตัว
 
ผมเคยเอาจักรยานไปซ่อมที่ร้านชื่อดังแห่งหนึ่ง ร้านนี้ดังชนิดที่ว่าเป็นร้านจักรยานอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ  ตอนนั้นผมยังเรียนไม่จบมหาลัยด้วยซ้ำ และด้วยความที่ไปแบบไม่ตั้งใจ ผมแต่งตัวโทรมๆ แบบเด็กขี่จักรยาน  "เด็ก" ในที่นี้หมายความว่า ขี่จักรยานแบบไม่มีเงินซื้อเครื่องแบบ  พวกคนที่มีกำลังซื้อเครื่องแบบ เขาจะมีหมวก มีแว่นมียี่ห้อ เสื้อและกางเกงรัดรูป และรองเท้าที่เฉพาะเจาะจง   แต่เวลาผมขี่จักรยาน ผมมักใส่เสื้อยืดธรรมดาๆ ปล่อยชาย กางเกงขาสั้นที่หาได้ทั่วไป (ไม่ใช่แบบรัดรูปตรงต้นขา) รองเท้าแตะบ้างหรือรัดส้นบ้าง (รองเท้าผ้าใบดีๆ ก็ยังแพงสำหรับเด็กไม่มีรายได้) …พูดง่ายๆ ว่าอยู่บ้านชุดไหนก็เข็นรถออกไปในชุดนั้นเลย   สมัยนั้นยังไม่มีหมวกจักรยานใส่ซะด้วย แว่นยิ่งไม่มี เรียกว่า "นอกรีต" สุดๆ สำหรับธรรมนูญของชาวจักรยานแบบมีระดับ  
 
การปฏิบัติที่เจ้าของร้านทำต่อผมนั้น ถือว่า ignore มากๆ  เขาพูดด้วยอย่างเสียไม่ได้และถ้าจำไม่ผิด บังเอิญมีลูกค้าที่ขับรถเก๋งมียี่ห้อมาหาซื้อจักรยานพร้อมกับที่ผมอยู่ในร้านพอดี ทำให้รายนั้นดูจะได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด  ผมรออยู่พักหนึ่งเขาจึงให้เข้าไปหาช่าง ซึ่งช่างของร้านนี้ต้องยอมรับว่ามีฝีมือจริงๆ  แต่ก็อีกนั่นแหละ ซ่อมไปเหน็บไป (อาจเกิดแต่กับลูกค้าชั้นเลว….ที่หมายถึงมีเงินจ่ายน้อย) ประมาณว่า ดูแลรถไม่ดีเลยนะ (แหะๆ ก็ไม่มีเงินจะซื้อพวกอุปกรณ์ดูแลแพงๆ นี่นา) เพราะผมได้แต่เช็ดถูตามมีตามเกิด  อะไหล่ส่วนที่หักและเราไปหามาใหม่ เขาก็ต่อว่าว่ามันไม่พอดีกันรถ
 
ผมได้ความรู้เรื่องระบบเกียร์จักรยานแบบดึงล่างและดึงบนในวันนั้นแหละ  เพิ่งได้รู้ว่ารถของผมมันระบบดึงล่าง แล้วตอนนั้นเขาหันไปใช้ระบบดึงบนกันหมดแล้ว ร้านเขาจึงไม่มีแบบดึงล่างมาเปลี่ยนให้   กลายเป็นว่าผมต้องเอาอะไหล่ที่ผิดนี้ไปเปลี่ยนอีกรอบถึงวรจักร แล้ววนกลับมาที่ร้านชื่อดังนี้อีกรอบให้เขาซ่อมให้  ไอ้วรจักรบอกว่า แค่ประกอบรถขายแต่ไม่รับซ่อม  กลับมาถึงร้านชื่อดัง ไอ้ร้านชื่อดังบอกไปถึงวรจักรแล้วทำไมไม่ให้เค้าซ่อมเลย  ……ด้วยความอดทนต่อการถูกเหยียบย่ำนานัปการ ท้ายที่สุดจักรยานของผมก็ซ่อมเสร็จและคืนสภาพ แม้จะ 100% เพราะอะไหล่มันไม่ match พอดี แต่ผมก็ใช้มาจนทุกวันนี้ (เกือบ 15 ปีแล้ว)
 
หลังจากนั้นหลายปีผมมีโอกาสได้ไปซื้อจักรยานอีกคัน จากร้านที่อัธยาศัยดีกว่ามากๆ (ที่ต้องซื้อใหม่เพราะจะใช้ขี่ไปทำงาน ส่วนคันเก่าที่เล่าไว้ย่อหน้าที่แล้วเกิดมีปัญหาใหม่เกี่ยวกับบันไดถีบ เพราะความไม่เอาไหนของผมเอง พยายามซ่อมด้วยตัวเอง จนพัง)  เจ้าของร้านใหม่เป็นคนซ่อมจักรยานด้วยใจรักจริงๆ  ตอนที่ผมเอาคันเก่าซึ่งมีปัญหาเกี่ยวกับบันไดถีบไปให้เขาแก้ให้  ร้านนี้ไม่ว่าอะไรสักคำ ทีแรกผมยังอายๆ กลัวเขาจะว่าว่า ทำไมทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง จนชิ้นส่วนตรงนั้นมันไปติดค้างจนดูแย่ขนาดนี้  แต่เค้าบอกว่าเค้าจะซ่อมให้ได้อย่างแน่นอนและก็ทำได้ตามนั้นจริงๆ !!!
 
ตั้งแต่นั้นมาผมเป็นลูกค้าประจำร้านของพี่คนนี้  ซึ่งไม่ต้อง treat ผมเป็นเทวดา ผมเองก็ไม่ได้จ่ายเงินให้ร้านของเขามากมาย เพราะไม่ได้ร่ำรวยมือเติบกับการหาซื้อพวกอุปกรณ์เสริม  แต่พี่เขาดูแลรถให้อย่างดีทุกครั้งที่เอาไป service และไม่เคยตะล่อมให้ซื้อนั่นนี่เลย
 
ตั้งแต่นั้นมาเช่นกัน ผมถือคติไว้ตลอดว่า  ถ้าอยากรู้ว่าใครเป็นยังไงอย่างแท้จริง เราต้องดูว่าเขาปฏิบัติต่อคนที่ด้อยสถานะทางสังคมอย่างไร  กับตัวเราเองหากเขารู้ว่าเราไม่ได้มีอะไรพิเศษทั้งสถานะทางการเงินและสังคม เขาจะปฏิบัติต่อเรายังไง
 
ด้วยถือคตินั้นมาตลอด ผมไม่เคยทำตัวเป็น someboby ไม่เคยแคร์ว่าผู้ใหญ่ในที่ทำงานจะจำหน้าจำชื่อผมได้มั้ย ไม่แคร์ว่าเราถือเป็นคนที่ใครๆ รู้จักหรือยัง   เพราะตัวตนของเราสำคัญกว่าสิ่งพวกนี้ ถ้าเราเป็นไปตามตัวตนที่แท้จริงของเราแล้วมีคนรู้จักเราแค่หยิบมือ ก็ขอให้พอใจกับหยิบมือนั้นและไม่ขวนขวาย
 
ในอีกด้านหนึ่ง การดำเนินชีวิตระหว่างทำงานทำให้ต้องรู้จักคนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  มีเหมือนกันที่เมื่อการแสดงตัวเป็นคนธรรมดาๆ เรียบง่ายแล้วเกิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (Natural Selection) ที่พาคนจำนวนหนึ่งหายไปจากชีวิตไปเสียเฉยๆ….อันนี้ขอขอบคุณสวรรค์  ใช่ว่าเลือกคบคน แต่ก็มิใช่จะยอมคบคนโดยไม่มีทางเลือก   คนไหนควรจะละเว้นการคบหาบ้าง ย่อมควรละเว้นไป
 
ผ่านชีวิตมาขนาดนี้ ต้องรู้ว่ามิตรภาพไม่ใช่ว่ากันด้วยคำพูด หากแต่เป็นการกระทำ  นี่เองละมั้ง ความรู้สึกที่มีต่อเพื่อนบางคนที่เคยแต่งกลอนให้กันหรือโต้ตอบกัน จึงมีบางสิ่งคอยย้ำกับความรู้สึกเสมอว่าคนๆ นั้นคือมิตร ต่อให้ปีหนึ่งๆ ได้คุยกันไม่กี่ประโยคหรือไม่ได้คุยเลย ไม่เหมือนสมัยเรียน
 
และเช่นกันกับคนที่แม้จะเอ่ยว่าเราเป็น "เพื่อน/มิตร/ พี่/ น้อง ที่รัก" ของเขา แต่เมื่อปราศจากการกระทำมาสนับสนุน มันก็จืดจางๆ ไปเอง
 
…..ภาษิตฝรั่งว่า Action speaks louder than word นั่นแหละ
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

คลั่งเจ้า..ต้องคลั่ง

 
เรื่องการแต่งตั้งผบ.ตร. คนใหม่ในปี 2552 นี้ ช่างเป็นมหากาพย์สมคำของสื่อบางรายอย่างแท้จริง
 
ผมขอคัดลอกบทความที่ผมอ่านเจอใน Thai E-News (โดย Thai E-News ไปเอามาจาก เว็บนิวสกายไทยแลนด์ 19 ก.ย. 2552 อีกต่อหนึ่ง) ดังนี้
 
ทำไมผบ.ตร. ของอภิสิทธิ์จึงกลายเป็น "ศึกช้างชนช้าง"
 
มีคำถามมามากว่าทำไมการแต่งตั้งผบ.ตร.คนใหม่ครั้งนี้จึงดูยุ่งยากสลับซับซ้อน ปิดๆ เปิดๆ กันมึนไปหมด จึงขออนุญาตแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนครับ

การเลือกผบ.ตร.เดิมทีไม่ได้มีความสำคัญถึงระดับ"ศึกช้างชนช้าง"หรือ"ศึกยุทธหัตถี"เช่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ เริ่มต้นที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติใหม่ซึ่งจะต้องมีการเกลี่ยและโยกย้ายกันจำนวนมาก อภิสิทธิ์(ปชป)ร่วมกับสนธิ ลิ้มทองกุล(พรรคพันธมิตรการเมืองใหม่)ถือโอกาสวางแผนสมคบคิดสร้างฐานกันใหม่ในสำนักงานตำรวจเพื่อผลสร้างฐานเสียง คุ้มครองหัวคะแนนและผลประโยชน์มหาศาลในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขณะเดียวกันพรรคภูมิใจไทยจับมือกับกลุ่มทหารที่ต้องการเล่นการเมืองอาศัยความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพล.ต.อ.พัชรวาท ผบ.ตร.ปัจจุบันก็ทำโผโยกย้ายหวังปูฐานเข้าสู่การเมืองเพื่อเป็นใหญ่เช่นกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างว่าต้องการล้างอิทธิพลทักษิณและตำรวจเสื้อแดงที่ทำตัวใส่"เกียร์ว่าง"ในขณะนี้

ฝ่ายอภิสิทธิ์และสนธิลิ้มได้สร้างวาทกรรม"เจอตอ"ในคดียิงสนธิ จากปากของพลตำรวจเอกธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร.คนของสนธิ ลิ้มทองกุล เพื่อหวังกดดันไปสู่การเปลี่ยนผบ.ตร.คนใหม่ แต่ก็เจอแรงต้าน ตอบโต้จากพัชรวาทและพวกสุดฤทธิ์ เกิดนิทานอีสปเรื่อง "หมาป่ากับลูกแกะ" ในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ จะเป็นตำนานต้องเล่าขานกันในวงการสีกากีและการเมืองไทยไปอีกนาน จนไม่สามารถปลด-ย้ายหรือกระทำการใดๆ ไม่ให้พัชรวาทยุ่งเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายหรือปรับเกลี่ยตำแหน่งตามโครงสร้างใหม่แต่อย่างใด

 
กระทั่งเมื่อใกล้วาระเกษียณอายุต้องสรรหาผบ.ตร.คนใหม่ อภิสิทธิ์ที่สมคบกับสนธิลิ้มจึงใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ต.ช.ที่มีสิทธิเสนอชื่อผลักดันพลตำรวจเอก ปทีป ตันประเสริฐ ในกำกับของสนธิลิ้มซึ่งได้ส่งลูกน้องไปเป็นหน้าห้องไว้ล่วงหน้าแล้ว หวังเปิดทางสะดวกในการทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายวางฐานอำนาจกันใหม่ เพื่อรองรับพรรคการเมืองพันธมิตรและประชาธิปัตย์เจ้าเก่าตามแผนจับมือ กอดคอกันยึดรัฐสภาการเมืองไทยไว้ใต้อุ้งอำนาจ
 
แต่อนิจจา…"เมื่อฟ้าให้ปทีป(จะ)เกิดไยให้(มี)จุมพลเกิด(สอดแทรก)ด้วย"

พลตำรวจเอกจุมพล มั่นหมายกลับได้รับการเสนอชื่อเข้าร่วมชิงตำแหน่งแข่งขันด้วย จากผลงานรับใช้ใกล้ชิดจนเป็นที่ไว้วางใจมาตั้งแต่ครั้งเป็นผู้การอยู่ที่จังหวัดนนทบุรี

ประกอบกับปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายรัชกาลที่ท้องฟ้ากำลังจะเปลี่ยนสี ผู้รับมรดกจากฟ้าอย่างเป็นทางการจึงต้องการปูพื้นฐานในการขึ้นครองฟ้า วางฐานอำนาจรองรับภารกิจนี้โดย"ไม่ต้องยืมจมูกคนอื่นหายใจ"เช่นที่มีกลุ่มอำมาตย์กำลังวางแผนกันอยู่ในขณะนี้

จึงเกิด"ข้อมูลพิเศษ"จากนิพนธ์ พร้อมพันธ์ เลขานายกรัฐมนตรีและสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงแจ้งให้อภิสิทธิ์ได้รับทราบถึง"ข้อมูลพิเศษ"นี้ แต่ด้วยความโอหังและต้องการลดปมด้อย"เด็กเมื่อวานซืน"ที่ต้องรอแก๊สบ่มยังไม่บรรลุวุฒิภาวะผู้นำจึงทำเป็นละเลยไม่แยแสที่จะทำความกระจ่างชัด ดึงดันเสนอชื่อที่ไม่ใช่"ข้อมูลพิเศษ"ขอมา อาจจะเมื่อไปปรึกษากับสนธิลิ้มก็ได้รับการยืนยันว่าของลิ้มเป็น"ข้อมูลพิเศษที่พิเศษกว่า"ไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องกลัว และชวนเองก็หนุนให้ไม่ต้องสนใจโดยอ้างว่าสมัยเป็นนายกก็เคยขัดใจ"ข้อมูลพิเศษ""ไม่เห็นจะมีอะไร โมโห 3-4 วันก็เงียบหายไปเอง"

อภิสิทธิ์ด้วยความมั่นใจเสนอชื่อพล.ต.อ.ปทีป เป็นผบ.ตร.คนใหม่ต่อที่ประชุม ก.ต.ช.อย่างโอหัง บังอาจ จึงได้รับการ"ตบหน้า"สั่งสอนด้วยมติไม่รับรองปทีปเป็นผบ.ตร.คนใหม่เป็นที่อับอายฮือฮากันทั่วทุกวงการ อภิสิทธิ์เองทำเป็นไก๋โยนความผิดพลาดให้กับพรรคภูมิใจไทยหวังกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนความจริง แต่ก็ถูกสวนกลับด้วยวาทะ"ให้ไปถามนิพนธ์กับสุเทพ"ผู้ประสานงานพรรคร่วมที่สั่งมา ต้องเดือดร้อนบรรดาทนายหน้าหอของ"ข้อมูลพิเศษที่พิเศษกว่า"ตามที่สนธิลิ้มอ้างออกมาเดินเพ่นพ่านแสดงตนว่าเป็นของที่จริงกว่าหนุนมาร์คอยู่ อันนำไปสู่การขยายเรื่องเล็ก(ที่ควรจะเป็นภายใน)ให้เป็นเรื่องใหญ่(เป็นที่รับรู้ทางสาธารณะ) เพราะความดื้อรั้น อวดดี โอหัง รักหน้า รักประโยชน์ตนของอภิสิทธิ์เป็นเหตุ

อนิจจาวันเวลาได้เคลื่อนไปไม่เคยหวนกลับ สมัยชวนกับสมัยนี้เงื่อนไของค์ประกอบบารมีไม่เหมือนกัน "ข้อมูลพิเศษ"ปัจจุบันกำลังจะบินขึ้นท้องฟ้า บารมีเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องเริ่มสั่งสมเพื่อรองรับภารกิจนี้

จึงเกิดสายด่วนตรงระหว่าง"ข้อมูลพิเศษ"กับ"ข้อมูลที่พิเศษเหนือกว่า" ทำให้"ข้อมูลที่อ้างว่าพิเศษเหนือกว่า" ยอมรับต้องปล่อยวางไม่ยุ่งเกี่ยว เดือดร้อนต้องให้คนแก่ผมหงอกที่เป็นล่ามกิตติมศักดิ์อ้างว่าสามารถสื่อสายตรงกับ"ข้อมูลที่พิเศษสุดสุด"แอบอ้างว่าหนุนอภิสิทธิ์อย่างเต็มตัว

ด้วยวาจาดูถูกดูแคลนของอภิสิทธิ์ที่ว่าข้อมูลที่อ้างเป็นข้อมูลจริงไม่จริง ลึกไม่ลึก รอบด้านไม่รอบด้าน จึงเกิด"สายด่วนตรงจากเยอรมัน"ที่นิพนธ์บินไปรับมายืนยันว่า"ข้อมูลพิเศษ"ของจริง ไม่ใช่อ้างลอยๆ ไม่ลึก ไม่รอบด้านตามที่กล่าวหา

กรณี"ชี้มูลความผิดของปปช."จากบารมีล่ามฯ เป็นการเริ่มกลโกง เกมสกปรก ตัดคะแนนกันหน้าด้านๆ โดยไม่คำนึงถึงความเสื่อมเสียในองค์กรอิสระจึงเกิดขึ้น พร้อมด้วยเทคนิคกลเกมสารพัดนำมาใช้โดยไม่มีความสำนึกว่าเหมาะสม สมควรหรือไม่

เพราะความดื้อรั้นของเด็กดื้อทำให้รับทราบกันทั่วไปว่าใคร? หนุนจุมพลให้เป็นผบ.ตร. ก่อให้เกิด"สงครามแห่งศักดิ์ศรี"ขึ้น ถึงขั้นถ้าพ่ายแพ้หมากนี้(ในการแต่งตั้งผบ.ตร.)อาจหมายถึงพ่ายแพ้ทั้งกระดาน(ตำแหน่ง"ผู้รับมรดก"อาจเป็นเพียงในนามเท่านั้น)

"ขอกันแค่นี้ก็ไม่ได้หรือ" คำคำนี้ไม่น่าเชื่อว่าจะได้รับการปฏิเสธด้วยท่าที่ที่โอหัง

สมัยทักษิณเป็นนายกเตรียมเสนอพล.ต.อ.ชิดชัย วรรณสถิตย์ ขึ้นเป็นผบ.ตร.อย่างเต็มที่ แต่เมื่อได้รับ"ข้อมูลพิเศษ" ขอเปิดทางให้พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะผู้ที่ญาติผู้ใหญ่ฝากฝังมา ทักษิณสนองตอบทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไขหรืออิดออดแต่อย่างใด

อภิสิทธิ์อ้างเสมอว่าตน"จงรักภักดีและเทิดทูน"ต่อราชวงศ์ต่อสถาบันกลับกระทำการดูเสมือนเหิมเกริมบังอาจทำตนเป็นศรีธนญชัย เล่นกลเกมกลโกงหวังเอาชนะคะคานเพียงข้ออ้างเพื่อรักษา"ภาวะผู้นำ"ของตนไว้

ถ้าประชาชนผู้รักเทิดทูนสถาบันรู้ว่า"ภาวะผู้นำ"ที่นายอภิสิทธิ์กำลังสร้างคือการเล่นแร่แปรธาตุกลิ้งกลอกกับผู้สูงศักดิ์ในราชวงศ์ของสถาบันเบื้องสูง จะได้รับการยอมรับว่านี่คือ ผู้นำผู้จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันจริงละหรือ?

ในทางตรงกันข้ามกับ "ภาวะผู้นำ"ที่มีวุฒิภาวะรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบา รู้จักที่ต่ำที่สูง รู้สิ่งไหนควรไม่ควร ผู้นำแบบไหนที่ประชาชนผู้จงรักภักดีเทิดทูนสถาบันต้องการและจะได้รับการแซ่ซร้องสรรเสริญ

ดังนั้น"ข้อมูลพิเศษ"จึงจำเป็นต้องลงมาส่งสัญญาณกับผู้ลงคะแนนว่า"ข้อมูลพิเศษ"ของนิพนธ์เป็นของจริง ทำให้เกิดความระส่ำระสาย กระอักกระอ่วนกันทั่วหน้า ชักเข้าชักออกในการประชุมที่ผ่านมา แทนที่อภิสิทธิ์จะถอยเพื่อรักษาสถาบัน..กลับดื้อรั้นประกาศสู้ดะไม่ยอมถอยด้วยวาทะโวหารที่เผยให้เห็นความกะล่อนชัดแจ้ง

จึงเรียกได้ว่าเป็นศึก"ช้างชนช้าง"เป็นศึกแห่งศักดิ์ศรี เป็นศึกชี้เป็นชี้ตาย ระหว่างภาวะผู้นำกับภาวะผู้ครองฟ้าไงครับ

 
(จบ)
….
 
ประเด็นที่น่าสนใจ (กว่าการลุ้นว่าฝ่ายไหนจะชนะ) เท่าที่ผมประมวลได้
 
1. ตอนนี้เป็นที่ทราบกันหมดแล้วว่า "สัญญาณพิเศษ" คืออะไร  ถ้าผู้เขียน The King Never Smiles จะเขียนภาคต่อแล้วล่ะก็ เรื่องราวตรงนี้คงเป็นบทต้นๆ ของเล่มสองที่คงเข้มข้นน่าติดตาม ขนาดบทความที่ผมยกมาข้างต้นยังเขียน "โจ่งแจ้ง" ถึงเพียงนั้น
 
2. ท่าทีของวศิษฐ (วศิษฐ เดชกุญชร, "ก.ต.ช. คือ อะไร?", มติชนรายวัน 22 ก.ย. 2552) ผมคิดว่าน่าสมเพช (และมันอาจแสดงถึงระดับปัญญาที่จำกัดของพวกคลั่งเจ้า)  ผมมีสมมติฐานว่า ถ้าเหตุเกิดในยามที่ทักษิณเป็นนายก (ทักษิณแทนอภิสิทธิ์ และ other things held constant รวมถึงความเห็นไม่ตรงกันกับ "สัญญาณพิเศษ")  ผมเชื่อเลยว่า วศิษฐ ต้อง ออกมาตะโกน "หมิ่นๆๆ" แน่นอน 
 
แต่ตอนนี้สิ่งที่วศิษฐทำคือ การ endorse กฎหมายที่ออกสมัยทักษิณเพื่อ legitimize อภิสิทธิ์ ก่อนหน้านี้เขาเคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า นายกคือผู้สั่งการโดยตรงและรับผิดชอบการแต่งตั้ง ก.ต.ช. อื่นๆ ควรทำตามความประสงค์นายกไม่ใช่คัดค้าน  ครั้งนี้เขาอ้างว่า ก.ต.ช. มีหน้าที่ "พิจารณาให้ความเห็นชอบ" ตามกฎหมายกำหนด ซึ่งเขา imply ว่า ไม่ใช่ให้มาค้านหรือแย่งอำนาจนายกทำงาน
 
ทั้งที่เป็นที่ทราบกันว่า การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อการหนึ่งๆ นั้น (แม้แต่เรื่องเล็กๆ อย่างการจัดซื้อพัสดุในวงราชการ) เพื่อไม่ให้ผู้มีอำนาจสูงสุด dominate หรือฉวยโอกาสหาประโยชน์ใดๆ หลักการสากลของการมีกรรมการคือเพื่อถ่วงดุลพินิจ  วศิษฐเองประณามทักษิณว่ากฎหมายฉบับนั้นทำให้ทักษิณใช้อำนาจควบคุมตำรวจไปในทางที่ฉ้อฉล เล่นพรรคเล่นพวก  ซึ่งในสายตาของผู้ทรงคุณธรรมทั้งหลาย เมื่อมีโอกาสก็ควรจะทำลายกฎหมายที่ให้อำนาจฉ้อฉลนั้นแล้วกลับไปนอนอิ่มเอมกับคุณธรรมอันเลิศล้ำของพวกเขาสิครับ  
 
แต่เปล่าเลย วศิษฐกำลังบอกว่า ตอนนี้อภิสิทธิ์ครองอำนาจและกำลังจะใช้อำนาจเด็ดขาดนั้นบ้าง (ซึ่งมาจากไอ้กฎหมายฉ้อฉลฉบับนั้นแหละ) แสดงว่าถึงคราวให้เขาได้ใช้อำนาจบ้างแล้วสิ !!! (กล้าพูดเนอะ)  ภาษิตโบราณเรียกว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน่ำแกง"  แถมยังแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ให้อภิสิทธิ์ว่า นี่เป็นใช้อำนาจเหมือนที่ทักษิณใช้และมาจากกฎหมายที่ทักษิณออกไว้เท่านั้น ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่เกินขอบเขต (ราวกับว่าอภิสิทธิ์นี่ passive มากๆ)  ผมว่าเป็นการแก้ตัวที่หน้าด้านมาก
 
การทำงานของผม ๆ บอกคนมารับบริการเสมอว่า ถ้าคนก่อนทำไว้ผิดๆ แม้ผู้รับบริการจะได้ประโยชน์ ผมก็จะไม่ทำผิดตามนั้น  เพราะอะไรที่ผิด เมื่อถึงคราวเรามีอำนาจเราก็แก้สิครับ ทำไมต้องทำตามแนวทางผิดนั้นต่อไปด้วย?
 
ถ้าเป็นทักษิณ วศิษฐคงโจมตีว่า 1) ลุแก่อำนาจ 2) ไม่ฟังกรรมการ 3) หมิ่น และ 4) เรียกร้องให้แก้กฎหมายตำรวจ   
 
แต่กับอภิสิทธิ์เขาทำตรงกันข้ามหมด 1) เขาไม่ว่าเรื่องลุแก่อำนาจ (อ้างความเป็นผู้รับผิดชอบการแต่งตั้ง)  2) ไม่ต้องฟังกรรมการ (เพราะนี่ไม่ใช่การถ่วงดุล แต่กรรมการแค่มานั่งพระอันดับแล้ว "เห็นชอบ" ตามหน้าที่เท่านั้น)  3) ไม่หมิ่น (ในขณะที่สื่อบางฉบับเริ่มเสนอประเด็นนี้…แน่นอน ผมไม่เห็นด้วยกับประเด็น) และ 4) ไม่เรียกร้องให้แก้กฎหมายตำรวจ (ที่ตนเองบอกว่า ออกโดยคนเลวและคนเลวเคยใช้ในทางที่เลว…แต่ตอนนี้เห็นควรให้อภิสิทธิ์ใช้บ้าง ในทางที่ดี?)
 
เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการนั้น ใครๆ ที่ติดตามการเมืองย่อมรู้ว่ามีปรากฎการณ์ "คุณขอมา" ทั้งนั้น  ไม่ต้องย้อนไปไกลถึงสมัยเปรมหรือเผด็จการทหารก่อนหน้านั้น  เอาแค่คราวสุรยุทธ์ จุลลานนท์ ขึ้นเป็นผบ. ทบ. หรือ สนธิ บุณยรัตกลิน ขึ้นเป็นผบ. ทบ. ไม่รู้กันหรือว่ามีเสียงกระซิบจากบ้านสี่เสาหรืออาจจะมีที่มาที่ลึกลับกว่านั้นอีก  ทั้งหมดคือเรื่องของการวางเครือข่ายอำนาจและดุลอำนาจทางการเมือง  "สัญญาณพิเศษ" ครั้งนี้ก็เป็นแค่อีกครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ถ้าจะแปลกใหม่กว่าครั้งอื่นบ้างคงเป็นเพราะ สัญญาณนี้ไม่ได้มาจากเสียงที่เป็นตัวแทน unity ในหมู่พวกคลั่งเจ้า นั่นเองที่ทำให้คลั่งเจ้าอย่างวศิษฐถึงกับคลั่ง !!! 
 
…แถมมือถือสากปากถือศีลตามเคย วศิษฐไม่พูดถึงอภิสิทธิ์ (รวมถึงพธม. เบื้องหลัง) ในแง่ผลประโยชน์จากการแต่งตั้งคนที่ตนต้องการเลยสักนิด พูดแต่หลักการและก็หลักการ   และอีกเช่นกัน ถ้าเป็นทักษิณ เขาคงจะพูดถึงแต่ผลประโยชน์และก็ผลประโยชน์  ส่วนหลักการเดียวกันนี้ (ถ้าทักษิณใช้อ้าง) เขาคงบอกว่า bull shit!
 
หรือเราจำต้องเชื่อตามวศิษฐจริงๆ ว่า มีแต่พรรคปชป. และนายอภิสิทธิ์ (และเหล่าพธม.) เท่านั้นที่ปราศจากผลประโยชน์ และผลักดันแต่งตั้งอย่างบริสุทธิ์ใจยิ่งราวกับผู้บรรลุโสดาบันแล้วอยู่ฝ่ายเดียว?  ยังไม่นับความอำมหิตและหน้าด้านของอภิสิทธิ์ในการบีบและกดดันกรรมการก.ต.ช. ที่เห็นต่างให้ถอนตัวไปทีละคนๆ ด้วยวิธีที่สิ้นความองอาจผ่าเผย น่าแปลกที่วศิษฐมองไม่เห็นพฤติกรรมนี้และไม่นำมาพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของเกมเลยแม้แต่น้อย  หากแต่ชูความเป็นเทวดากับหลักการอันล้ำเลิศของอภิสิทธิ์อยู่นั่น
 
…โชคดีที่สื่ออื่นๆ มองเห็นและเขียนออกมาให้อ่านอย่างเปิดเผย  เป็นอุทาหรณ์สอนเราว่า มีหลายเรื่องที่คุณเปิดหูฟังแต่พวกคลั่งเจ้าแต่ถ่ายเดียวไม่ได้
 
3. ความย้อนแย้งที่สำคัญคือ ขณะที่หนังสือและงานวิชาการบางชิ้นพยายามสร้างความเข้าใจเรื่อง "การแทรกแซง" ของอำนาจนอกระบบแบบ power without accountability (แน่นอน ไม่ใช่ของใหม่ เพราะกว่า 60 ปีมาแล้วที่ทำกันอย่างสม่ำเสมอ…โปรดดู TKNS) พวกคลั่งเจ้ามักใช้วืธีแย้งโดยอ้างเรื่อง "เป็นกลาง+เหนือการเมือง" ในคราวที่การวิจารณ์ค่อนข้างรุนแรง รวมถึงคำวิจารณ์ที่มาจากมุมมองสากล-ต่างชาติ (reaction คือการสั่งห้าม TKNS หรือ the Econimist เป็นอาทิ) พวกคลั่งเจ้ายึดท่าทีที่ผมเรียกว่า "innocent" โดยตลอด แล้วยืนกรานว่า ฝ่ายที่ถูกกล่าวหานี้ไม่มีทาง "เล่นเกินบท" (โดยชี้กลับไปที่ฝ่ายตั้งคำถามว่า "มันจะเป็นไปได้ยังไง ในเมื่อกฎหมายกำหนดให้เป็นกลาง")   
 
แต่เหตุการณ์ครั้งนี้มันลามจนคนในบ้านในเมืองเองที่พูดกันอย่างเปิดเผย หัวตลาดยันท้ายตลาด ไม่ใช่ฝรั่ง  เพราะความเข้มข้นของเรื่องราวทำให้การปิดบังตัวละครทำไม่ได้ ภาพของการแตกแยกใน PC หรือการวากรากฐานสำหรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (ซึ่งพวกคลั่งเจ้าหลีกเลี่ยงเสมอที่จะให้สาธารณะกล่าวถึงอย่างโจ่งแจ้ง) กลับห้ามไม่ได้ซะแล้ว  ถ้าคิดไปไกลหน่อยอาจถึงขั้นมีคำถามว่าเปรมและเครือข่ายจะคงสถานะการชี้นำไปได้หรือหากมีการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ?  จะมีการโละคณะที่ปรึกษาหรือไม่? ซึ่งไม่มีใครรู้คำตอบ
 
อย่างไรก็ตาม ในแง่หลักการผมเห็นว่าจะต้อง consistent   ผมสารภาพว่า อภิสิทธิ์ในฐานะฝ่ายการเมืองมีความชอบธรรมในเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง แต่ความคุ้นเคยทางจารีตและในทางประวัติศาสตร์การเมืองทำให้การแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของไทย (โดยเฉพาะฝ่ายคุมกำลัง) เป็นสนามประลองกำลังของฝ่ายการเมือง อำมาตยาธิปไตย และฝ่ายนอกระบบการเมืองมาโดยตลอด
 
น่าขันที่พวกคลั่งเจ้าอย่างวศิษฐต้องออกมาอ้างหลักการที่ค่อนข้างเป็นประชาธิปไตยว่า อำนาจแต่งตั้งนี้เป็นของและเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายการเมือง  โดยจงใจลืมมองย้อนกลับไปว่าบริบททางประวัติศาสตร์แท้จริงเป็นอย่างไร  อีกทั้งฝ่ายที่วศิษฐเองอิงแอบอยู่นั้น ได้เคยบ่อนทำลายหลักการที่เขาลุกขึ้นมาประกาศในครั้งนี้ชนิดนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว  การบ่อนทำลายเครดิตของฝ่ายการเมือง และ endorse เผด็จการอาจเรียกได้ว่าคือหัวใจหลักของฝ่ายนั้น นับแต่สฤษดิ์ขึ้นสู่อำนาจเป็นต้นมา
 
โดยรสนิยมทางการเมือง ความพ่ายแพ้ของอภิสิทธิ์จะสะใจผมมากและความหน้าแหกของวศิษฐก็น่าสะใจด้วย เพราะพวกคลั่งเจ้าโดนเข้ากับตัวเองหลังจากมีชีวิตในแนวทางเชิดชูการแทรกแซงฝ่ายการเมืองและดูหมิ่นดุลพินิจฝ่ายการเมืองมาตลอด  แต่ในแง่หลักการสำหรับผมแล้ว การแทรกแซงย่อมไม่ถูกอยู่ดี (ไม่ว่าจะโดยใคร หรือทำให้พวกคลั่งเจ้าต้องคลั่งในครั้งนี้ก็ตาม)  เหมือนกับที่ก่อนหน้านี้ผมเตรียมท่าทีไว้แล้วว่า ถ้าทหารรัฐประหารรัฐบาลอภิสิทธิ์จริง ก็ต้องประณามเพราะรัฐประหารเป็นสิ่งผิด ต่อให้มันประหารรัฐบาลเทพประทานที่มาอย่างฉ้อฉลนี้ก็ตามที
 
….และสำหรับนักศึกษาประวัติศาสตร์ ท่าทีซึ่งไม่คงเว้นคงวาของพวกคลั่งเจ้าที่มีวศิษฐเป็นตัวแทนนี้น่าสนใจยิ่งนัก เพราะช่วยเปิดให้การวิเคราะห์วิจารณ์อนาคตเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง
 
 
ป.ล.
 
อาจช้าไปบ้าง  แต่ผมขอ quote ข้อความที่สนับสนุนวิธีคิดของผมเพิ่มเติม  ที่จริงต้องเคยได้อ่านมาเจอแล้ว แต่อ่านครั้งแรกคงปล่อยให้ผ่านตาไปโดยไม่นำมาใช้
 
"การโทษ ก.ต.ช. ที่ไม่ยอมรับรายชื่อที่นายกฯ เสนอ ว่าเป็นต้นเหตุให้ทุกอย่างล่าช้า  อันนั้นควรเป็นเหตุผลในประเทศเผด็จการ เป็นเหตุผลของพวกจิตวิญญาณฟาสซิสต์
 
แต่จิดวิญญาณของนักประชาธิปไตย ต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ ต้องยอมรับความต้องการขององค์กร"
 
(โดย วงศ์ ตาวัน, "เกิดที่กรมทหาร – ดับที่ สตช.", คอลัมน์ ชกคาดเชือก, มติชนสุดสัปดาห์ 2-9 ตุลาคม 2552)
 
…ด้วยยังมีความคิดความเห็นแบบนี้ออกมาปฏิสัมพันธ์กับคนอ่านสื่อ  ช่วยให้ผมเชื่อว่าสังคมเราจะไม่สยบกับจิตวิญญาณฟาสซิสต์แบบ วศิษฐ หรือ นงนุช สิงหะเดชะ !!!
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

รอคัมภีร์ทานตะวันสำแดงผล ป่านนั้นผู้คนก็แปรผัน

 
ผมตามข่าวเรื่องรัฐบาลเต้นผางกรณีคุณจอมสัมภาษณ์ทักษิณออกวิทยุ 100.5 ของอสมท. อย่างผิวเผิน
 
มาอ่านข่าววิเคราะห์ของไทยรัฐเมื่อวานอยากรู้ว่ามันจะอะไรกันนักหนา จับความได้ว่าที่เป็นประเด็นเพราะดันไปสัมภาษณ์ชนเวลากับรายการเชื่อมั่นประเทศไทยของอภิสิทธิ์ จึงขโมยเรตติ้งอย่างมหาศาล
 
เจิมศักดิ์เจ้าเก่าออกมาเต้นไปด้วยตามคาด ผมไม่ได้อ่านเต็มๆ แต่อ่านจากข้อเขียนของ "นักปรัชญาชายขอบ" ในประชาไท argument ของเจิมศักดิ์ (ซึ่งพอจะเป็นตัวแทนของ argument ทำนองเดียวกันของฝ่ายอำมาตย์) ไม่พ้นไปจากเรื่อง ปล่อยนักโทษมีคดีติดตัวพูดได้ยังไง? พูดแล้วมีแต่บ่อนทำลายกระบวนการยุติธรรม
 
(เรื่องนี้ วิญญูชนย่อมทราบว่า คำพิพากษาเป็นสิ่งวิจารณ์ได้เพราะเป็นของสาธารณะ ไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ไว้บูชา และผู้ต้องโทษก็มีสิทธิวิจารณ์ความไม่เป็นธรรมที่เขาได้รับเช่นกัน  กฎหมายมีทั้งที่ดีและที่เลว ที่ควรแก้ ที่ควรเลิก ก็มาก เช่น พวกปว. ห่วยๆ  ไม่ใช่แปลว่าขึ้นชื่อว่ากฎหมายแล้วต้องบูชาไปหมด  ….กล่าวให้ถึงที่สุด กฎหมายพึงศักดิ์สิทธิ์เพราะได้แสดงให้เห็นว่ามันอำนวยความเป็นธรรมแก่สังคมอย่างไร ไม่ใช่เพียงเพราะใครๆ เรียกมันว่ากฎหมาย และพวกหน้าด้านที่ไหนๆ จะใช้อำนาจดิบเถื่อนร่างมันขึ้นมากก็ได้)
 
จากนั้นไม่นาน วันจันทร์ที่ 7 ก.ย. 52 การเมืองถูกสำทับด้วยข่าวเรื่อง ปปช. ชี้มูลความผิดนายกสมชาย บิ๊กจิ๋ว พัชรวาท และอดีตผบช.น.   มีเสียงร่ำเรื่องสองมาตรฐาน แต่บางคนบอกว่ามาตรฐานเดียวเนี่ยแหละ เพียงแต่ว่ามาตรฐานนั้นคือ "ถ้าไม่ใช่พวกกู ผิดหมด"!!!
 
จากการเฝ้าติดตามการเมืองหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 เป็นต้นมา  ผมมองว่าประเทศนี้ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ  เมื่อมีโอกาสได้ติดตามข่าวจากสื่อในค่ายเสื้อแดงและสื่อนอกกระแสหลัก (สื่อต่างชาติและวงวิชาการอย่าง New Mandala)  ผมไม่แน่ใจจริงๆ ว่า ฝ่ายอำมาตย์ไม่รู้ตัวหรือว่าการวิพากษ์กระบวนการยุติธรรมสองมาตรฐานนั้นไปไกลขนาดไหน  ที่จริงเขาคงทราบบ้างไม่งั้นกรณีอย่างการ censor ไม่ให้วางขายสื่อนอกบางหัวคงไม่ทำอย่างรวดเร็ว แต่การคิดว่าจะนำอุดมการณ์รัฐชาติแบบเดิมๆ ไปกดทับไว้ (เพื่อแก้ปัญหา) เป็นเรื่องน่าขัน
 
สื่อในค่ายเสื้อแดงมีพัฒนาการสำคัญอย่างหนึ่งในมุมมองของผม นั่นคือการพัฒนา argument ต่างๆ อย่างมีน้ำหนัก  สื่อกระแสหลักยังจมปลักกับการโหมใช่อุดมการณ์รัฐชาติแบบโบราณล้าหลัง ยังวนอยู่กับความกังวลเรื่องทำลายชาติ ขายชาติ  โดยไม่เคยสำเหนียกว่าวาทกรรมเหล่านั้นเป็นการพยายามครอบงำทางการเมืองของพวกจารีตนิยม-อนุรักษ์นิยมและปิดปากความเห็นที่แตกต่างโดยอาศัยเรื่องชาติ
 
ในระยะยาว การหลุดพ้นจากการกดขี่ทางอุดมการณ์แบบนี้สำคัญมากๆ  แม้สื่อในค่ายเสื้อแดงและสื่ออิสระแท้ยังมีบ้างที่ยก argument มาโต้อย่างสะเปะสะปะ  แต่โดยภาพรวมผมคิดว่ามีการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นกว่าทศวรรษก่อนๆ หน้านี้  และแน่นอน เมื่อสื่อพูดแบบนี้ออกมาได้ คนเสพก็จะพัฒนาตัวเองไปด้วย  การเปิดสายให้ทางบ้านแสดงความเห็นในหมู่สื่อเสื้อแดงบ่งว่า มีคนบางกลุ่มบางชนชั้นในบ้านเมืองที่ตื่นแล้วจริงๆ
 
กระบวนการนี้กินเวลาและยากลำบาก  การแตกแยกในหมู่เสื้อแดงเองถึงที่สุดก็มาจากประเด็นนี้ แกนนำบางส่วนพร้อมจะแตกหักกับฝ่ายจารีตนิยม-อนุรักษ์นิยม แกนนำบางส่วนกลับแสดงจุดยืนที่เชื่องลง ซึ่งสะท้อนถึงพลังของอุดมการณ์การเมืองเรื่องชาติแบบเอียงขวาสุดโต่งที่ปลูกฝังในสังคมมายาวนาน  คนที่พยายามจะดิ้นให้หลุดจากมันใหม่ๆ จะรู้สึกถึง identity crisis และความแปลกแยกกับคนรอบข้างอย่างเลี่ยงไม่ได้  (เกษียรนิยามพวกนี้ประมาณว่าเก็บกด อยู่หน้าคอมแสดงออกพลุ่งพล่าน  ออกไปทำงานเจอคนก็กลับเข้าไปในกระแสหลัก)
 
แต่ที่สำคัญกว่าเรื่องใดๆ คือ ขณะที่ฝ่ายกุมอำนาจพยายามกีดกันและกำจัดทักษิณทุกทาง  ราวกับว่าถ้าจับผีตัวนี้ลงหม้อได้แล้วสังคมจะคืนสู่สภาวะในอุดมคติของฝ่ายจารีตนิยม-อนุรักษ์นิยม  แต่ที่เขาอาจจะลืมไปคือ กว่าจะถึงตรงนั้น คนที่คิดได้, คนที่ตั้งคำถามกับวาทกรรมเดิมๆ, คนที่มองเห็นว่าอุดมการณ์ของรัฐที่เป็นอยู่นั้นโบราณและกดขี่, คนที่กล้าถามหาความเป็นธรรม, คนที่กังขาในนิยมผลประโยชน์ของชาติ (มันรวมทุกคนในชาติหรือแค่คนบางกลุ่ม), คนที่กล้าวิจารณ์พวก elite ผู้มีสถานะทางสังคมอันสูงส่ง, ฯลฯ  ได้เพิ่มขึ้นทุกๆ วัน อย่างหยุดยั้งไม่ได้
 
เป็น irony ที่ว่า คุณขัดขวางทักษิณเพราะกลัวความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมีเชื้อจากทักษิณ  แต่ความเปลี่ยนแปลงที่ทรงพลังกว่า กินวงกว้างกว่า และบ่อนทำลายรากฐานอุดมการณ์จารีตนิยมได้มากกว่า ทั้งยังปรากฎอยู่ตรงหน้าชัดๆ  คุณกลับมองไม่เห็นหรือไม่มีปัญญาจัดการกับมัน เช่น ประชาธิปัตย์ทำอะไรคุณเซียไม่ได้ (โดยส่วนตัว ผมชอบการ์ตูนคุณเซียมาก  และถือเป็นตัวแทนของความเปลี่ยนแปลงที่ผมกล่าวมาข้างต้น…น่าดีใจที่มีผู้เสพในวงกว้าง)
 
……
 
ขอนอกเรื่องอีกหน่อยละกัน
 
สำหรับผู้อ่านกระบี่เย้ยยุทธจักร  เมื่อยิ่มอั้วเกี้ยทราบเจตนาชิงอำนาจของตังฮึงปุกป้าย จึงมอบคัมภีร์ทานตะวันให้ไปฝึกฝนด้วยทราบว่าเมื่อฝึกวิชาในคัมภีร์นั้นแล้วจะมีผลทำลายตัวเอง  แต่รอจนถึงป่านนั้น เขาก็สูญเสียอำนาจให้ตังฮึงปุกป้ายไปแล้ว ผู้คนที่หันไปเข้ากับตังฮึงปุกป้ายมีมากกว่าที่เขาคิด
 
นี่แหละ….รอคัมภีร์ทานตะวันสำแดงผล   ป่านนั้นผู้คนก็แปรผัน
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ปรัชญาประวัติศาสตร์สองแนวทาง

(แม้ว่าผ่านมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ผมคิดว่าน่าจะเอาแนวคิดที่ใช้ตอบข้อสอบมาบันทึกไว้ แม้จะจำได้เพียงลางๆ)
 
ปรัชญาประวัติศาสตร์ 2 แนวทางประกอบด้วย  Speculative Philosophy of History กับ  Critical Philosophy of History
 
สาย Speculative คือ พวกที่เชื่อเกี่ยวกับแบบแผนบาง (pattern) ประการที่มีความแน่นอนซึ่งทำให้คาดการณ์ (speculate) ได้หากเราทราบแบบแผนนั้นๆ  แนวคิดนี้จึงมองการศึกษาประวัติศาสตร์ว่า ศึกษาเพื่อหาแบบแผน และสามารถหาความจริง (Truth) เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ได้ผ่านแบบแผนที่ค้นพบ โดยจะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตด้วย   แนวคิดนี้ค่อนข้างได้รับอิทธิพลจากปรัชญาแนวเหตุผลนิยม (Rationalism) ในยุค Enlightenment เพราะยุคนั้นมีความเชื่อมั่นว่าธรรมชาติถูกสร้างขึ้นมาอย่างมีแบบแผนและมนุษย์สามารถเข้าใจมันได้ เมื่อมนุษย์มีเหตุผลการดำเนินไปของประวัติศาสตร์ของมนุษย์ย่อมต้องมีเหตุผลอยู่ด้วยเช่นกัน
 
ต้องเน้นด้วยว่า แนวคิดนี้ได้รับอิทธิผลจากการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ (Scientific Revolution) อย่างมาก ความสำเร็จของวิทยาศาสตร์ในการอธิบายโลกถือเป็นแรงจูงใจให้เกิดความพยายามที่จะอธิบายประวัติศาสตร์กับพฤติกรรมของมนุษย์และสังคมด้วยความเป็นเหตุเป็นผลได้อย่างที่วิทยาศาสตร์อธิบายโลก
 
สาย Critical ปฏิเสธความเชื่อเกี่ยวกับการค้นหา Truth หรือแบบแผนของประวัติศาสตร์  ในเชิงปรัชญา มุมมองของสายนี้จะอิงอยู่กับการมองโลกแบบ Epistemology ซึ่งมุ่งเน้นที่การเข้าใจตัวองค์ความรู้ต่างๆ ว่า มีที่มาอย่างไร ทำไมมนุษย์จึงเชื่อเช่นนั้น   เมื่อนำสายตาเช่นนั้นมามองประวัติศาสตร์ จึงเกิดความสนใจว่า เหตุใดมนุษย์จึงเชื่อในรูปแบบของประวัติศาสตร์แบบหนึ่งๆ อะไรคือแรงขับหรือเงื่อนไขที่บ่มเพาะให้เกิดมุมมองและความเชื่อเช่นนั้น ที่มาของความคิดและความเชื่อแบบต่างๆ เกิดจากอะไร
 
สำหรับแนวคิดนี้ ไม่เชื่อว่าเราสามารถหา Truth ทางประวัติศาสตร์ได้ เพราะหลักฐานและการสร้าง/ การเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ล้วนถูกเจือปนและสะท้อนความคิดเห็นของนักประวัติศาสตร์เอง หาใช่การนำ Truth มาบรรจุไว้ได้ในตัวบท
 
แนวคิดขั้วตรงข้ามกันนี้เกี่ยวพันกับภูมิปัญญาทางประวัติศาสตร์สมัยปัจจุบัน เพราะวงวิชาการทางปรัชญาประวัติศาสตร์อยู่ท่ามกลางการถกเถียงระหว่างสายความคิดทั้งสองนี้
 
กล่าวให้ถึงที่สุด แนวคิดคู่ตรงข้ามนี้คือการปะทะทางความเชื่อระหว่างไอเดียเรื่อง Subjectivity (อัตวิสัย) กับ Objectivity (ภววิสัย) นั่นเอง
 
สาย Speculative กล่าวให้ถึงที่สุดคือการเชื่อใน objectivity คือ เชื่อว่า object เป็น object จริงๆ ถ้ามีการศึกษาที่ถูกต้องย่อมค้นหาความจริงออกมาจาก object ได้    แนวคิดนี้สะท้อนลักษณะของวิทยาศาสตร์ตรงที่ การศึกษาทางวิทยาศาสตร์สามารถที่จะ treat object เป็น object จริงๆ และแยกขาดจากผู้ทำการศึกษา  หากผู้ศึกษาไม่มีอคติใดๆ เมื่อมาศึกษาและทดลองเหมือนกัน ย่อมได้ผลลัพธ์เหมือนกัน (ต้มน้ำต้องเดือดที่ 100 องศา ที่ระดับน้ำทะเล ไม่ว่าเอาใครมาต้ม)  ซึ่งประวัติศาสตร์ก็เหมือนกับ object อย่างหนึ่งที่ถ้านักประวัติศาสตร์ศึกษามันอย่างปราศจากอคติและมีการวิพากษ์หลักฐานอย่างน่าเชื่อถือแล้ว ย่อมจะสามารถเอาความจริงออกมาตีแผ่ได้ ให้หลักฐานพูดด้วยตนเอง  นักคิดในศตวรรษที่ 18 – 19 จำนวนมากเชื่อในเรื่องแบบแผน (pattern) ของประวัติศาสตร์เพราะเชื่อในความเป็นภววิสัยที่มีแบบแผนบางอย่างที่มีความแน่นอนแฝงอยู่
 
สาย Critical ถึงที่สุดแล้วคือพวกที่เชื่อในอิทธิพลของ subject นั่นคือ มนุษย์นั้นถูกหล่อหลอมมาโดยสังคม มีปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขกำหนดวิธีคิดและมุมมองต่างๆ อยู่ก่อนแล้ว  การทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆ รวมทั้งประวัติศาสตร์เป็นการทำไปโดยมีพื้นฐานความคิดเหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว   ในทางประวัติศาสตร์ แนวคิดนี้จึงมองว่าเราไม่สามารถเข้าถึง Truth ได้ ประวัติศาสตร์ที่ถูกสร้างโดยนักประวัติศาสตร์นั้นก็คือการสื่อมุมมองและความเข้าใจของนักประวัติศาสตร์เอง และไม่มีทางตรงกับเหตุการณ์ในอดีตจริงๆ ได้อย่างแท้จริง หรือตัวบท (text) ไม่มีทางสร้างให้ contain ความจริงได้เท่ากับตัวเหตุการณ์นั้นได้จริงๆ  การศึกษาประวัติศาสตร์ในแนวนี้จึงมุ่งเน้นที่การตีแผ่เงื่อนไขหรือข้อจำกัดที่มีผลต่อมุมมองของนักประวัติศาสตร์ว่าเหตุใดเขาจึงคิด / เชื่อ / เขียน งานทางประวัติศาสตร์ออกมาเช่นนั้นได้ แทนที่จะไปนั่งหา Truth จากตัวหลักฐานซึ่งไม่มีวันทำได้จริง
 
แน่นอนว่า แม้ Speculative Philosophy of History จะโดนโจมตีหนัก ด้วยปรากฏว่าเมื่อพ้นศตวรรษที่ 19 มาแล้ว โลกมิได้ดำเนินไปตามทางที่ปราชญ์หลายๆ คนสร้างทฤษฎีไว้   แต่ในส่วนของ Critical Philosophy of History เองก็ถูกโจมตีด้วยว่า ถ้าคิดแบบนั้น ต่อไปคงไม่ต้องสร้างงานทางประวัติศาสตร์อีก เพราะอ่านไปก็ไม่ได้เข้าใจอดีตหรือ Truth ได้จริง เพราะงานทางประวัติศาสตร์เพียงแต่สะท้อนปัจจุบันหรือใช้ค้นหาแนวคิดเบื้องหลังของนักประวัติศาสตร์ได้เท่านั้น
 
ตัวอย่างงานเขียนทางประวัติศาสตร์ เช่น Metahistory ของ Hayden White ซึ่งตีแผ่ว่าการสร้างงานเขียนทางประวัติศาสตร์ไม่ได้ต่างจากการสร้างงานวรรณกรรม เพราะต้องมีทั้ง selection evaluation ฯลฯ ระหว่างที่ผู้เขียนปฏิสัมพันธ์กับหลักฐาน  เมื่อเอามาสร้างงานเขียนก็ต้องเลือกว่าจะเริ่มตรงไหน จบตรงไหน เดินเรื่องยังไง มี plot ในการเล่า แบบเดียวกับที่เขียนงานวรรณกรรม  ต่างกันแค่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าสิงที่ตนเขียนตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงของหลักฐาน โดยไม่ทันนึกว่าหลักฐานเองผ่านมุมมองของคนกี่รุ่นไม่รู้ต่อกี่รุ่นและมีอคติเจือปนอยู่ด้วย   แนวคิดของ White คือตัวอย่างของฝ่าย Critical Philosophy of History ที่สำคัญ เพราะลงไปค้นที่แนวคิดเบื้องหลังกระบวนการสร้างงานเขียน โดยไม่ได้มุ่งหา Truth เกี่ยวกับอดีตเลย
 
อันที่จริง ลักษณะของการมี controversy ในทางวิชาการนั้นไม่ได้เกิดแต่เฉพาะกับวิชาประวัติศาสตร์   ยกตัวอย่างวิชาเศรษฐศาสตร์ที่มีหลายสำนักคิดซึ่งจนถึงบัดนี้ยังไม่มีข้อสรุปในบางเรื่อง เช่น อิทธิพลของดอกเบี้ยต่อความต้องการถือเงิน ซึ่งสำนัก Classic ถือว่าดอกเบี้ยมีอิทธิพล 100%  แต่ฝ่าย Keyensian ไม่ค่อยจะให้ความสำคัญ  ซึ่งประวัติศาสตร์เศรษฐกิจเองได้บ่งชี้ว่าบางช่วงการใช้ทฤษฎีแบบ Keyensian ได้ผลดีกว่า บางช่วงเอาตามสำนัก Monetarism (Classic กลายๆ) ดีกว่า ซึ่งไม่มีข้อสรุปว่าใครถูกกว่า
 
กับแวดวงประวัติศาสตร์ก็มีท่วงทำนองที่คล้ายกัน  แม้ว่าแนวคิดสาย Critical Philosophy of History จะถูกนำเสนอมานานแล้วแต่พิจารณาดูตลาดหนังสือจะเห็นว่าทุกๆ ปีมีการผลิตงานขียนทางประวัติศาสตร์ที่เล่าเรื่องราวในอดีตออกมาอย่างมากและยังคงยังมีผู้ติดตามอ่านอยู่นั่นเอง หรือความตื่นเต้นหากมีการค้นพบหลักฐานใหม่เกี่ยวกับเรื่องใดๆ แล้วนำมาผลิตงานทางประวัติศาสตร์ที่อ้างว่าจริงกว่าเดิมเพราะเพิ่มหลักฐานใหม่ที่คนอื่นไม่เคยพบมาก่อน  ดังนั้น ตราบเท่าที่มนุษย์ยังมีความกระหายอยากรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นในอดีต การผลิตงานเขียนทางประวัติศาสตร์เพื่อตอบสนองความต้องการนี้ย่อมหยุดยั้งไม่ได้   แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่างานเขียนต่างๆ ที่ถูกสร้างนั้นสะท้อนวิธีคิดของคนเขียนมากกว่าจะบรรจุ Truth เอาไว้ แต่เราก็ยังพบเห็นงานเขียนที่บอกเล่าเรื่องราวในอดีตที่ขายได้อยู่ดี
 
สรุปแล้วปรัชญาประวัติศาสตร์ทั้งสองแนวทางต่างมีประเด็นปัญหาของตน 
 
Speculative Philosophy of History มีปัญหาว่า เป้าหมายดี (หา pattern ที่ใช้เข้าใจอดีตจนอนาคต) ถ้าทำได้จริงจะดีมาก  แต่มันทำไม่ได้จริงๆ แล้วผลิตงานแนวนั้นออกมาทำไม?
 
Critical Philosophy of History มีปัญหาว่า วิจารณ์ถูกจุด วิเคราะห์กระบวนการสร้างจนต้องคล้อยตามว่าอย่าเชื่อนักประวัติศาสตร์จนเกินไปว่าจะสามารถค้นหาความจริงมาเปิดเผยให้เราทราบได้  แต่ถ้าเช่นนั้น เราจะนั่งเขียนประวัติศาสตร์ไปทำไม?
 
เรื่องนี้จึงเหมือน irony คือ ปรัชญาประวัติศาสตร์มุ่งที่จะหาความจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจในการกำหนดเป้าหมายของการศึกษาประวัติศาสตร์  แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อศึกษาตามปรัชญาทั้งสองแนวทางแล้ว กลับพบกับคำถามที่ท้าทาย (และเป็นคำถามเดียวกัน) ว่า "จะผลิตงานทางประวัติศาสตร์ไปทำไม?" (เพราะไม่ได้ truth อยู่ดีไม่ว่าจะเดินแนวทางไหน)
 
แต่ทางออกที่ค่อนข้าง realistic และเกิดขึ้นจริงแล้วด้วย คือ การปล่อยให้การโต้แย้งทางปรัชญานี้อยู่ในปริมณฑลทางวิชาการและภูมิปัญญา (บางทีก็ทำเป็นลืมๆ ไปบ้าง)  ส่วนในโลกของคนทั่วไปหรือแม้แต่คนส่วนใหญ่ในวงวิชาการประวัติศาสตร์เองก็ทุ่มเทเวลาไปกับการศึกษางานที่อธิบายประวัติศาสตร์หรือเข้าใจอดีตต่อไป (แม้จะเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้างว่างานของตนนั้นมี objectivity จริงๆ)
 
…..
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ความจอมปลอมคืออุปสรรคของเสรีภาพ

 
1. ไอ้ยอด
 
ผมรู้จักกับไอ้ยอดครั้งแรกตอน ม.2  ตอนนั้นในชั้นเรียนมีผู้ชายเพียง 13 คน (จาก 52 คน) ซึ่งถือว่าน้อย เพราะโรงเรียนสามเสนในยุคนั้นจะจัดสัดส่วนผู้ชายต่อผู้หญิงแต่ละชั้นเรียนไว้ประมาณครึ่งต่อครึ่ง 
 
ไอ้ยอดค่อนข้างจะคุณหนูกว่าคนอื่นเพราะพ่อแม่ขับรถเก๋งคันงานมารับส่งตลอด  เทียบกับอุเทนซึ่งเป็นเด็กวัดไผ่ตัน ไอ้ไวท์กับชัยรัตน์ซึ่งโหนรถไฟมาเรียนด้วยกัน (โดยที่คนแรกฐานะธรรมดาๆ แต่คนหลังบ้านมีกิจการอสังหาริมทรัพย์)  หรือผมซึ่งเดินเท้าไปกลับระหว่างบ้านและโรงเรียน และเพื่อนคนอื่นๆ ที่ส่วนมากขึ้นรถเมล์กัน
 
อาจด้วยเหตุนั้นที่ทำให้ไอ้ยอดไม่ค่อยได้เที่ยวเตร่กับพวกเรามากนัก  มีอยู่พักหนึ่งตอนม. 3 ซึ่งเกม Street Fighter มาถึงเมืองไทยครั้งแรกและได้รับความนิยมสูงสุด  พวกเพื่อนๆ ผมต้องดิ่งไปเล่มเกมตู้กันทุกเย็นหลังเลิกเรียน ส่วนมากไปที่วงศ์สว่างเพราะไม่ไกลเกินไปและบ้านพวกเขาอยู่แถวนั้น ผมเคยไปด้วยสองสามครั้งเพราะผมไม่ถนัดเรื่องเล่นเกม  แต่กิจกรรมอื่นๆ ผมไปไหนไปด้วยกันหมด เช่น ไปหาซื้อหนังสือโป๊ ดูหนัง ตามชัยรัตน์ไปตกปลา หรือแม้แต่แกร่วๆ ไปบ้านกันและกัน ตามประสาเด็กมัธยมต้น
 
ในความทรงจำของผมไอ้ยอดไม่ได้มาร่วมกิจกรรมของพวกเราเท่าไร  แต่ภาพความทรงจำที่โดดเด่นมากของไอ้ยอด คือ การหมุนสมุดหรือกระทั่งกระเป๋านักเรียนไว้บนปลายนิ้วในยามว่าง และภาพที่ยอดชอบใช้โต๊ะประหนึ่งกลองชุดประกอบการเคาะโต๊ะในห้องเรียน
 
ขึ้นม. ปลายเราอยู่คนละห้อง ผมคิดว่าทางบ้านคงให้อิสระไอ้ยอดมากขึ้น เห็นมันไปไหนๆ กับเพื่อนร่วมห้องม.ปลายบ่อยขึ้น  และยังตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ (ซึ่งนั่นหมายถึงการต้องมีเวลาซ้อมร่วมกันนอกเวลาเรียน)  ตอนงานอำลาอาลัยม. 6 ไอ้ยอดและวงยังขึ้นไปเล่นดนตรีในงานนั้น….ผมทราบเพียงว่ายอดเอ็นท์ไม่ติดแล้วเข้าเรียนที่หอการค้า จากนั้นผมไม่ได้เจอกับไอ้ยอดอีกเลย
 
…มาทราบอีกที ไอ้ยอดก็ออกเทปในนามวง "บอดี้แสลม" เรียบร้อยแล้ว แม้ว่ามันจะเล่นกีต้าร์ไม่ใช่กลอง  แต่อย่างน้อยสำหรับเพื่อนห่างๆ คนหนึ่งอย่างผม ผมมีความสุขมากที่ได้รู้ความเป็นไปของเพื่อน  และที่มีความยินดีไม่ใช่เพราะเขาได้เป็น somebody  แต่ในฐานะที่รู้จักกันมาแต่เด็ก แล้วรู้ถึงความคลั่งไคล้ดนตรีของเขา จึงยินดีที่ดนตรีพาชีวิตเพื่อนไปสู่ทางที่เขาชอบได้สำเร็จ
 
2. ปวีณ
 
ผมรู้จักกับปวีณตอนผมอยู่ม. 6 ส่วนปวีณอยู่ม. 5  คนละม. คนละห้อง และคนละสายการเรียนเพราะเขาเรียนศิลป์  แต่บรรยากาศในสามเสนสมัยนั้นดีอยู่อย่างหนึ่ง คือ คุณจะเลือกคบใครก็ได้  ผมไปสนิทกับปวีณและเพื่อนๆ ร่วมห้องของเขา ด้วยเหตุว่าตอนนั้นผมไม่มีความสุขกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนตนเอง จนผมไปสุงสิงกับน้องๆ ต่างชั้นเรียนมากกว่ากับเพื่อนร่วมชั้นเรียน
 
มีครั้งหนึ่งน้องก้อย ซึ่งอยู่ห้องเดียวกับปวีณนั่นแหละ เอากล้องวิดีโอมาที่โรงเรียนซึ่งเราได้ถ่ายวิดีโอกันเล่นๆ ตามประสา  ปวีณจัดแจงกำกับให้คนนู้นคนนี้ แสดงท่าทีต่างๆ จัดมุมให้ยืน ทำตามเขากำกับ แล้วเขาก็ตัดต่อภาพในกล้องนั้น พอเรามาดูกันปรากฏว่า เขาสามารถทำวิดีโอที่ฉายให้ออกมาเหมือน special effect เช่น ทำให้คนหายตัว หรือเอาภาพคนอ้วนมาตัดสลับกับคนผอมเหมือนว่าแปลงร่างได้
 
ตอนนั้นผมทั้งดูทั้งขำและทึ่งว่าปวีณเก่ง กล้องตัวแค่นี้ แถมไม่ใช่ของของตัวเองยังอุตส่าห์เล่นกับมันได้ขนาดนี้
 
ตอนผมเรียนจบม.6 ปวีณเขียน friendship ให้ด้วย  เขาใช้วิธีตัดภาพตามนิตยสาร ภาพการ์ตูน มาประกอบกับภาพที่เขาวาดเอง   พวกน้องก้อยยังบอกว่าปวีณทำให้พี่นูแบบเจ๋งมากๆ  ซึ่งผมได้รับมาแล้วยังซาบซึ้งในความอุตสาหะของเขา
 
ไม่เป็นที่ปิดบังว่าปวีณอยากเรียนนิเทศ เขาเอ็นท์ติดนิเทศจุฬาหลังจากจบม. 6   ผมเคยเจอปวีณคราวหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เจอกันที่สามแยกเตาปูนบ้านเขาอยู่แถวนั้น ผมขับรถอยู่และเขาข้ามถนน เลยเรียกมาทักทายกัน …นั่นคือครั้งหลังสุดที่ผมเจอปวีณ
 
หลังจากนั้น ข่าวคราวของปวีณมาให้ผมรับทราบทางสื่อ เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับหนังเรื่องสี่แพร่ง ตอนนั้นผมตามอ่านข่าวและบทวิจารณ์สี่แพร่งยกใหญ่ และเพิ่งมารู้ว่าก่อนนั้นเขากำกับเรื่องบอดี้ศพ 19 มาแล้ว แต่ผมมันเชยเองที่ไม่รู้และไม่เคยดู และยิ่งกว่านั้นคือก่อนจะมากำกับหนังเขากำกับมิวสิควิดีโอมามากพอสมควร
 
ผมยังไม่ได้ดูสี่แพร่งจนบัดนี้  แต่จำได้เลาๆ ว่าบทวิจารณ์อันหนึ่งบอกว่า หนังในส่วนที่ปวีณกำกับเน้นการตัดภาพและเทคนิคภาพ….นั่นทำให้ผมหวนนึกถึงตอนเราเล่นกล้องวิดีโอสมัยเรียนสามเสนด้วยกันขึ้นมาทันที
 
นี่เป็นอีกกรณีที่สร้างความยินดีกับผม เพราะได้รับรู้ว่าฉันทะของปวีณพาตัวเขาไปในเส้นทางที่เขาน่าจะเป็นสุขและได้ใช้ศักยภาพเต็มที่
 
3. อ้อย
 
ผมรู้จักกับอ้อยตั้งแต่ม.4 สิ่งที่ผมประทับใจในตัวอ้อย คือ วิญญาณเสรีชน ซึ่งมีอยู่ในตัวอ้อยอย่างเปี่ยมล้น 
 
อ้อยเป็นเพื่อนขี่จักรยานกับผม คอยแนะนำที่หมายที่น่าไปหลายๆ แห่ง  ครั้งแรกที่ผมมีโอกาสขี่จักรยานไปสะพานแขวน (สะพานพระราม 9) เราไปด้วยกัน โดยเริ่มจากจุดนัดพบคือสุทธิสาร ผมนำทางเลียบถนนรัชดาภิเษกไป ตอนนั้นเราอยู่ม.5 นั่นน่าจะเป็นครั้งที่เราขี่จักรยานด้วยกันไกลที่สุดแล้ว จากนั้นผมยังคงตะลอนกรุงเทพฯ ด้วยจักรยานเรื่อยมา
 
จบม.5 อ้อยสอบติดคณะศึกษาศาสตร์ ศิลปะ ที่ม.ขอนแก่น ไม่ได้ม.ศิลปากรดังที่ใจหวังไว้  ผมยังจำคืนที่อ้อยขึ้นรถไฟที่สถานีสามเสนไปขอนแก่นได้ เพื่อนๆ อ้อยไปส่งกันหนาแน่นทีเดียว ปีถัดมาอ้อยมาสอบใหม่จนติดมัณฑนศิลป์ ม.ศิลปากร มีช่วงปีหนึ่งที่ศิลปากรซึ่งอ้อยต้องมีนิทรรศการแสดงผลงาน ผมยังได้ไปดูงานออกแบบของอ้อย
 
ตอนที่อ้อยจบศิลปากร ผมไปงานรับปริญญาและเขียนการ์ดแสดงความยินดีให้  ผมเท้าความถึงหนังสือรุ่นที่ห้องเราทำกันขึ้นมาเองตามประสาเด็กๆ สมัย ม.5  เพราะในหนังสือรุ่นนั้น ในหน้าของอ้อย อ้อยเขียนข้อความที่ผมอ่านแล้วได้รับแรงบันดาลใจมากๆ สำหรับเด็กม.5 ตอนนั้น ในการ์ดแสดงความยินดีผมบอกอ้อยว่า สิ่งที่อ้อยเขียนในหนังสือรุ่นของห้องเรา เป็นแนวทางให้ผมกล้าดำเนินชีวิตอย่างเชื่อมั่นและศรัทธาในพลังของเสรีภาพ
 
หลังจากนั้น อ้อยโทรมาหาผมเพื่อจะบอกว่า สิ่งที่เขียนตอนนั้นเขียนขึ้นด้วยความคิดที่ยังเด็กพอสมควร เลยไม่สบายใจว่ามันจะถูกต้องทั้งหมดรึเปล่า และกลัวว่าผมจะไปยึดติดกับสิ่งที่เขาไม่ได้กลั่นกรองมาดีพอ
 
ตอนนั้นผมเรียนจบแล้ว ผมบอกอ้อยว่า ไม่ต้องเป็นห่วงเลย เพราะผมก็มีประสบการณ์ ชีวทัศน์ และโลกทัศน์แบบของผมด้วย จากสิ่งที่หล่อหลอมผมระหว่างช่วงเรียนปริญญาตรี โดยสิ่งที่อ้อยเขียนไว้ถือเป็นแนวคิดพื้นฐานหนึ่งที่ผมเอาไปใช้ประกอบในนั้นแต่ไม่ใช่ทั้งหมด
 
เหมือนว่าอ้อยไปทำงานอยู่พักหนึ่งแล้วตัดสินใจมาเอ็นท์ใหม่เข้านิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์  ต้องเรียนกับเด็กที่ห่างกันหลายปี แต่อ้อยก็เรียนจนจบ จากนั้นไปรับราชการอยู่ที่ปปง. เป็นผู้ตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน  ตอนนัดเจอคุยกันครั้งนั้น (น่าจะปี 2549) ผมยังแสดงความทึ่งว่า ไม่คิดจริงๆ ว่าอ้อยจะเดินมาในทางนี้ เพราะใครๆ รู้ดีว่าอ้อยเป็นศิลปิน  อ้อยบอกว่าอย่าว่าแต่ผมเลย อ้อยเองก็ยังคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมาบนเส้นทางนี้ แต่อ้อยยังคงวาดภาพถ่ายภาพอยู่บ้างไม่ได้ทิ้งไปหมด….ผมนึกในใจว่า ที่ผมเชื่อมั่นในวิญญาณเสรีชนของอ้อยนั้นไม่ผิดเลยจริงๆ ไม่มีเพื่อนผมคนไหนที่ชีวิตการเรียนและการงานผกผันขนาดนี้ ในอีกมุมหนึ่งมันคือการใช้ชีวิตที่คุ้มค่ามากๆ ด้วย
 
ล่าสุดได้คุยกับชิ้น ๆ เล่าว่า อ้อยไม่ได้ทำงานปปง. แล้ว  ออกมาทำอะไรอิสระของเขาเอง เกี่ยวกับวาดๆ เขียนๆ นี่แหละ ….เฮ้อ วิญญาณเสรีชน
 
4. ความจอมปลอมไร้แก่นสาร
 
หากเราเชื่อว่าภาระหนึ่งของการเป็นมนุษย์คือการเลือก การกล้าที่จะรับผลลัพธ์ซึ่งตามมาจากการเลือกของเราย่อมถือเป็นภาระอันยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน…ผมเองมีชีวิตช่วงหลังเรียนจบที่ผกผันพอสมควร  อย่างไรก็ตาม ผมภูมิใจกับการมีเพื่อนที่กล้าหาญและศรัทธาในเสรีภาพ เป็นความกล้าหาญที่แสดงให้ผมเห็นจริงๆ ไม่ใช่แค่วาจา
 
อาจจะเพราะการเติบโตมาแบบนี้หรือเปล่า ทำให้นิยมชมชอบและศรัทธาเพื่อนที่มีลักษณะเด่นเรื่องการแสดงออกซึ่งวิญญาณเสรีชน
 
พี่โย คือเสรีชนขนานแท้คนหนึ่ง ผมศรัทธาพี่โยตั้งแต่แรกรู้จัก  นอกจากการตระเวณเที่ยวแบบยาจกด้วยกันบ่อยๆ แล้ว การเลือกวิชาเรียน (พี่โย คงเป็นคนเดียวในคณะที่เรียนวิชาโท ไทยศึกษา) การวางตัวของพี่โยเป็นสิ่งที่ผมเคารพศรัทธาเสมอมา  หลายๆ คำสอนหรือคติเตือนใจของพี่โยช่วยกอบกู้ความรู้สึกผมไว้  ครั้งที่ผมไม่เคยลืมคือ ""น้องนู่จะมีความสุขรึเปล่า อยู่ที่ดัชนีชี้วัดความสุขของน้องนู่เปลี่ยนไปรึเปล่า"  ซึ่งเป็นโอวาทที่พี่โยให้ผม ณ food center ของห้างบางลำภูบางโพ วันที่เราขึ้นจากเรือด่วนแล้วไปที่นั่นด้วยกัน ผมไปเป็นเพื่อนพี่โยทำธุระ
 
ณ วันนี้ เป็นวันที่ผมคิดว่าตนเองกำลังเผชิญมรสุมเล็กๆ ลูกหนึ่ง เป็นมรสุมที่เล็กเพราะว่า หากไม่เอาใจจดจ่อกับมันอาจจะไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย  เมื่อต้องการคำปรึกษาก็นำมันมาหารือกับคนที่ใกล้ชิดทางความรู้สึกหากมีโอกาส เพราะคนที่ใกล้ชิดทางกายภาพอาจจะเป็นคนที่ห่างเหินกันทางความรู้สึกได้
 
ต้องยอมรับว่าที่ผมนึกถึงเพื่อนเก่าๆ อย่างยอด ปวีณ และอ้อย นั่นเพราะผมศรัทธาในการบรรลุเสรีภาพของเขา สำหรับมนุษย์จะมีอะไรมากไปกว่านั้นอีก คือ พร้อมจะเดินไปบนเส้นทางที่ตนศรัทธา ไม่สนใจความจอมปลอมใดๆ แล้วอยู่กับสิ่งที่ตนเป็นสุข   โดยเฉพาะในยามที่ผมกำลังรู้สึกว่า ชีวิตรอบข้างในปัจจุบันมันจอมปลอมเหลือเกิน คนก็จอมปลอมไร้แก่นสาร งานก็จอมปลอมไร้แก่นสาร ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเราจะมีโอกาสบรรลุเสรีภาพและไปจากแวดวงจอมปลอมบ้างหรือเปล่า?  คำตอบมีแต่ต้องพยายามลองดูก่อน
 
นุกบอกผมว่า "คนที่มีอัตตาต่ำก็จะเป็นผู้ให้และผู้ให้ก็จะได้รับ (ความสุข) กลับมามากที่สุด" นั่นทำให้ผมหวนคิดว่า ช่างจริงนัก  มิตรที่ได้มาในยามที่เราไม่มีอะไรเลย เป็น nobody ทำให้ผมรู้จักโลกที่แท้จริงได้มากกว่า  ระยะหลังๆ เหมือนว่าชีวิตจะจมอยู่กับโลกที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมากเหลือเกิน
 
หน้าที่การงานทำให้ต้องขลุกอยู่กับโลกที่ประดิษฐ์สร้างเหล่านี้ เพราะถ้าคุณอยู่กับโลกที่คนเขาให้เกียรติมากๆ มีอภิสิทธิ์สารพัด นั่นย่อมเป็นโลกที่ประดิษฐ์มาให้แล้ว  มันยังพลอยประดิษฐ์ไปถึงความรู้สึกและการมองโลก เช่น ถูกประดิษฐ์ความคิดให้ต้องเชื่อว่าชุมชนไทยมันต้องรักกันและเข้มแข็งไปซะทั่วโลก เพื่อส่งเสริมอุดมการณ์หลัก-ค่านิยมหลักของรัฐไทยให้ยืนยงสถาพร  หรือ การประดิษฐ์ความคิดตนเองให้เสพติดการกล่าวอ้างว่าชื่นชอบชีวิตแบบคนธรรมดาๆ เป็นคนเรียบง่าย แต่แท้จริงกระโดดเข้าหาเกียรติยศทุกโอกาสและเลียตีนศักดินาทุกโอกาส (..ไม่อยากจะใช้ภาษาที่ยืมมาจากคนที่เป็นซ้าย แต่หาคำอื่นไม่ได้จริงๆ )
 
เปรียบเทียบแล้ว คุณค่าช่างเทียบกันไม่ได้เลยกับคนที่สอนให้ผมรู้คุณค่าของเสรีภาพ รู้คุณค่าของการสัมผัสแง่มุมที่แท้จริงของชีวิต  แม้แต่การคบหาผู้คนก็ควรเป็นไปตามเจตจำนงที่เสรี ถ้าพอใจจะรักษาระยะห่างกับใครแค่ไหนนั่นควรเป็นสิทธิโดยชอบธรรม 
 
ส่วนการทำงานรับใช้ระบบกลวงๆ หรือจอมปลอม นับเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเสรีภาพอยู่ไม่น้อย  กระนั้นก็ตาม….ความโดดเดี่ยวในเงื่อนไขรอบข้างที่จอมปลอมไร้แก่นสาร จะยิ่งช่วยขับเน้นความสำคัญของมิตรภาพและเสรีภาพที่แท้
 
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

มิตรภาพที่ไร้ค่า

 
สำหรับคนบางคนการเป็นที่ยอมรับสำคัญกว่ามิตรภาพ  มิตรภาพจากคนตัวเล็กๆ ในยามที่เขาโดดเดี่ยว อาจจะดูมีค่ามหาศาล   แต่เมื่อเขาได้รับการยอมรับจากคนหมู่มากแล้ว มิตรภาพเล็กๆ นั้นก็ไร้ค่าไป เพราะเขามีคนรายล้อมและพร้อมจะทำตามเจตนาของเขาแล้ว
 
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2552 ได้แต่งกลอนไว้อาลัย งักเล้งซัง ไว้ดังนี้
 
อนิงงจางักเล้งซังช่างโง่นัก                กระบี่ปักทรวงอกเพ้อพกว่า
เขาทำร้ายเราไซร้ใช่เจตนา                เพียงปรารถนาซื้อใจพวกซงซัว
 
เลือดชโลมกาย..หากแต่ปากเพ้อ        หลงละเมออดีตเอ๋ยเคยเล่นหัว
ดื่มด่ำธรรมชาติบนฮั้วซัว                   …ละเลยตั่วซือกอผู้ภักดี
 
ยามเขาเหงาใจของเจ้าคือที่พึ่ง           ครั้นพอถึงเป้าหมายเขาหน่ายหนี
กาลก่อนเอ่ย "พวกเรา" เขายินดี         มาบัดนี้เอ่ย "พวกเรา" เขาหรือแล
 
เพื่อเลี่ยงหนีกระบี่วิญญูชน                เขาไม่สนว่าใจเจ้าจะเป็นแผล
แม้ออกปากฝากฝังทั้งดวงแด             เขาเพียงแต่รอวันที่ขยี้มัน
 
ความรักความห่วงใยนั้นไม่ผิด            แต่เพราะมอบคนผิดจึงผิดมหันต์
แผลบนอกบอกบ่งยังงงงัน                 มิคาดฝันคนรักกันจะลงมือ
 
เสี้ยวนาทีสุดท้ายก่อนวายชนม์           หวังฝากคนดูแลเขาเท่านั้นหรือ?
รักจนลืมถูกผิดอะไรคือ                    ไม่โกรธถืออาฆาต..กลับอภัย
 
สิ้นลมพร้อมความเขลาว่าเขารัก          เห็นประจักษ์ทำร้ายตนหาสนไม่
หากนางพ้นความตายมาหายใจ           จะเหลือเรื่องดีใดไว้หลอกตน
 
….คนบางคนดีกับเราแค่พ.ศ. เดียว  ในทางกลับกัน เราก็ดีกับเขาแค่พ.ศ. เดียว …สาสมกัน
 
ช่วงนี้เหมือนวัตถุดิบในการเขียนกลอนจะมาจากนิยายจีนติดๆ กันสองหน  แต่แท้จริงแล้วต้องกล่าวว่าเพราะชีวิตมนุษย์เดินซ้ำไปบนเส้นทางแบบที่ตัวละครเคยเดินมาแล้ว  มูลเหตุแห่งการเขียนจึงมากจากชีวิตจริงอยู่นั่นเอง
 
และขอความเข้มแข็งจงมีแด่ยี่ม่วยผู้มีส่วนในงานกลอนชิ้นนี้ด้วย
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น